วันรุ่งขึ้น องค์ชายส่งคนไปเชิญมู่หย่งอี้ ผู้ตรวจการกรมต้าหลี่ซื่อ และเรียกหน่วยข่าวกรองที่กระจาย ตัวตามที่ต่างๆ รอบเมืองหลวงให้มาหารือที่ในจวน แต่ให้ลอบเข้ามาโดยทุกคนปลอมเป็นชาวบ้านที่มาส่งเสบียงอาหารบ้าง เป็นคนงานบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูรู้เห็นความเคลื่อนไหว
เมื่อทุกคนมากันครบ องค์ชายจึงเริ่มหารือถึงสิ่งที่เขา 'คาดว่า' ฝ่ายตรงข้ามซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มคนของอัครมหาเสนาบดีและองค์ชายใหญ่ ที่น่าจะกำลังวางแผนทำลายอำนาจของเขา เพราะเขาเป็นคนที่ฮ่องเต้ไว้วางพระทัยให้คานอำนาจของทั้งคู่
“มีการข่าวรายงานมาว่า ฝ่ายโน้นมีความเคลื่อนไหวผิดปกติ มีข่าวเล็ดรอดมาว่ามีแผนสร้างเรื่องให้ข้าเป็นกบฎ จึงขอให้เร่งสืบข่าว แต่ขอให้ทุกคนระวังตัวทุกฝีก้าวด้วย” เขาไม่ได้อ้างถึงความฝันของจ้าวรั่วซี เพราะเกรงว่าจะไม่มีใครเชื่อ
หลังจากนั้นเพียงสองวัน เจียงเว่ย นายทหารคนสนิทของท่านแม่ทัพ ก็แอบลักลอบเข้าพบองค์ชายที่จวน
“กราบทูลองค์ชาย ท่านแม่ทัพให้ข้ามาแจ้งข่าวองค์ชายว่า มีการเคลื่อนทัพย่อยๆ จากหัวเมืองเล็กๆ รอบๆ เข้ามาทางเมืองหลวง โดยที่มีข่าวลือว่าเป็นคำสั่งขององค์ชายที่ให้ท่านแม่ทัพเตรียมเคลื่อนทหาร นอกเมืองเริ่มมีการคาดเดากันว่าองค์ชายรองจะทำการแย่งชิงราชบัลลังก์พะย่ะค่ะ”
“มีเหตุเช่นนี้ได้อย่างไร แล้วไม่มีการสั่งการจากองค์ชาย หรือแม้แต่ท่านแม่ทัพ พวกทัพน้อยพวกนั้น กล้าเคลื่อนพลได้อย่างไร เคลื่อนทัพจริง หรือเป็นการปล่อยข่าวลือกันแน่ท่านเจียง” ลู่เจ๋อถามด้วยความแปลกใจ
“ข้าแอบสืบข่าวมาตลอดทางเช่นกัน ดูเหมือนจะเป็นทั้งสองอย่าง มีการเคลื่อนทัพจริง แต่ไม่ได้เยอะมาก ข้ายังพบกับกองทหารปลอมที่ทำให้ดูเหมือนมีการเคลื่อนทัพมาจากหลายเมือง ด้วยสายตาชาวบ้านแยกไม่ออกแน่ๆ ว่าเป็นทหารจริงหรือปลอม แล้วก็มีการปล่อยข่าวลือผสมกันด้วย จึงทำให้ชาวบ้านที่อยู่ด้านนอกเมืองหลวงตอนนี้เริ่มลือหนาหู และข่าวก็สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ท่านแม่ทัพเป็นกังวลจึงให้ข้ารีบมารายงานองค์ชาย”
ในขณะที่ยังหารือกันไปไม่ถึงไหน ก็มีทหารเข้ามารายงานองค์ชายด้วยความรีบเร่ง
“กราบทูลองค์ชาย มีทหารบาดเจ็บสาหัสถือป้ายคำสั่งท่านแม่ทัพมาขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ”
“รีบให้เขาเข้ามา” องค์ชายรีบสั่ง
เพียงครู่เดียว ทหารที่มีรอยบาดแผลมากมาย บาดเจ็บจนแทบจะเดินไม่ไหว ก็เข้ามาโดยมีเจียงเว่ยวิ่งเข้าไปประคองเข้ามา เมื่อจดจำทหารผู้นั้นได้
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้าบาดเจ็บเยี่ยงนี้ ท่านแม่ทัพล่ะเป็นอย่างไรบ้าง” เจียงเว่ยถามเสียงดังด้วยความร้อนใจ
นายทหารผู้นั้นทำท่าจะคุกเข่าคำนับด้วยความลำบาก หากไป๋หลงหลานรีบเข้าไปคว้าแขนเอาไว้ แล้วพยักหน้าให้เจียงเว่ยและลู่เจ๋อประคองเขาไปนั่งที่เก้าอี้
“ไม่ต้อง ตามสบายเถอะ เกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้าบาดเจ็บเยี่ยงนี้” ไป๋หลงหลานถามซ้ำอีกครั้ง
“กราบทูลองค์ชาย หลังจากที่ท่านเจียงออกเดินทางมาได้เพียงวันเดียว ก็มีทหารจากวังหลวงบุกไปที่ค่ายทหาร แล้วจับท่านแม่ทัพด้วยโทษกบฏ ตอนนี้ท่านถูกควบคุมตัวกลับมายังเมืองหลวงในฐานะนักโทษแล้วพะย่ะค่ะ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น
“ก่อนจะถูกคุมตัว ท่านแม่ทัพให้ข้าหนีมาเพื่อมาแจ้งข่าวให้ท่านเจียงเว่ย และให้มาทูลเตือนองค์ชายพะย่ะค่ะ แต่ระหว่างทางข้าโดนพวกทหารตามล่า กว่าจะฝ่าวงล้อมหลบหนีออกมาได้ จึงได้รับบาดเจ็บเช่นนี้พะย่ะค่ะ”
“พวกมันใช้หลักฐานอะไร ในการกล่าวหาท่านแม่ทัพเช่นนั้น” เจียงเว่ยถามด้วยความร้อนใจ
ทหารบาดเจ็บคนนั้น กำหมัดแน่น ก่อนจะเงยหน้าตอบ
“พวกมันถือจดหมายสั่งการเคลื่อนพลของท่านแม่ทัพที่อ้างว่าเอามาจากหน่วยทหารที่เคลื่อนพลจากเมืองทางเหนือ แล้วมันเข้าก็เข้ามาค้นในจวน พบจดหมายสั่งการขององค์ชายที่เป็นแผนการกบฎเพื่อชิงบัลลังก์พะย่ะค่ะ”
“เหลวไหล!” เจียงเว่ยสบถเสียงดัง “ท่านแม่ทัพ และองค์ชายจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร องค์ชายทรงได้รับความไว้วางพระทัยจากฮ่องเต้ เป็นที่รักของผสกนิกร ขุนนางน้อยใหญ่ต่างก็รู้ว่าองค์ชายต้องได้ตำแหน่งรัชทายาทแน่ๆ อยู่แล้ว ไม่เห็นมีความจำเป็นที่ต้องแย่งราชบัลลังก์เลย”
“มันมีจดหมายนั้นซ่อนอยู่ในห้องนอนของท่านแม่ทัพจริงๆ ในจวนท่านมีหนอนบ่อนไส้ มีคนงานหายไปก่อนที่ทหารจะบุกมาเพียงวันเดียว” เขากัดฟันตอบด้วยความเจ็บใจ
“เจ้าหมายความว่า ท่านแม่ทัพถูกหักหลังเช่นนั้นหรือ” เจียงเว่ยถามย้ำ น้ำเสียงเขาเพิ่มระดับความโกรธขึ้น จนใบหน้าเป็นสีแดงก่ำแล้ว
“แล้วตอนนี้ ท่านแม่ทัพเป็นอย่างไร” ลู่เจ๋อถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้าคิดว่าท่านยังไม่เป็นไร แต่เมื่อมาถึงคุกหลวง เกรงว่าจะโดน ‘สอบสวน’ เพื่อให้ยอมรับการเป็นกบฏ เพื่อป้ายสีให้กับองค์ชาย แต่ข้ามั่นใจว่าท่านแม่ทัพจะยอมตายมากกว่าจะยอมใส่ร้ายฝ่าบาทพะย่ะค่ะ”
“คำนวณเวลาแล้ว พวกมันน่าจะเดินทางเข้าเมืองหลวงในวันสองวันนี้แน่นอน”
“ข้าจะไปดักชิงตัวท่านแม่ทัพ” เจียงเว่ยทำท่าจะออกไปเดี๋ยวนั้นเลย
“ไม่ได้!” ไป๋หลงหลานสั่งห้ามด้วยเสียงเด็ดขาด
“ฝ่าบาท ท่านแม่ทัพเปรียบเสมือนบิดาของหม่อมฉัน หากไม่ได้ท่านช่วยข้ามาจากเหล่าโจร แล้วสั่งสอนข้าจนเป็นผู้เป็นคนได้จนทุกวันนี้ ข้าปล่อยให้ท่านเป็นอะไรไป หรือถูกทรมานไม่ได้ พวกมันไม่เอาท่านไว้แน่ๆ”
“แล้วเจ้าคิดบ้างหรือไม่ ว่าเจ้าจะช่วยท่านแม่ทัพได้อย่างไร คุกหลวงป้องกันหนาแน่น มิใช่จะชิงตัวออกมาได้ง่ายๆ แล้วการเข้าไปชิงตัวก็เท่ากับยอมรับในข้อกล่าวหานั่น จากที่ข้าหรือใครจะช่วยล้างมลทินได้ ท่านแม่ทัพจะโดนโทษประหารเสียก่อน เจ้าก็เข้าไปตายเปล่า และถึงแม้จะสามารถช่วยออกมาได้ ทั้งท่านแม่ทัพทั้งเจ้าต้องโดนตราหน้าว่าเป็นกบฎ ต้องหลบหนีไปชั่วชีวิต” ชายหนุ่มใช้น้ำเสียงจริงจัง เพื่อเรียกสตินายทหารหนุ่ม แล้วค่อยลดความดุดันลงเพื่อปลุกปลอบใจ “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ ว่าเหตุใดท่านแม่ทัพจึงให้เจ้าออกจากจวนมาหาข้า ถ้าข้าเดาใจท่านไม่ผิด นอกจากท่านต้องการให้เจ้ามาเตือนข้าด้วยแล้ว ยังต้องการให้เจ้าพ้นจากภัยคุกคามครั้งนี้ ท่านแม่ทัพเป็นคนมองสถานการณ์ได้ดีเสมอ ท่านน่าจะคาดการณ์ได้หลังจากได้ข่าวลือการเคลื่อนทัพนั่นแล้ว ท่านเห็นเจ้าเป็นดั่งลูกชายของท่านมาแต่ไหนแต่ไร ยังเคยฝากฝังเจ้าเอาไว้กับข้า แล้วข้าจะปล่อยให้เจ้าไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้นได้อย่างไร”
“แต่...”
ไป๋หลงหลานเดินเข้าไปใกล้ เอามือวางบนไหล่หนาของเจียงเว่ย
“ข้ารู้ ข้าก็เป็นห่วงและขอบใจน้ำใจท่านแม่ทัพมากเช่นกัน ข้าต้องหาทางช่วยท่านแม่ทัพให้ได้ และเมื่อถึงเวลา ข้ายังต้องการให้เจ้าเป็นกำลังสำคัญ ในเวลานี้นอกจากลู่เจ๋อแล้วข้าก็มีเจ้าเท่านั้นที่ข้าไว้ใจ เจ้าอยู่เงียบๆ ในจวนนี้ก่อน อย่าเพ่นพ่านให้คนเห็น เรามีสายอยู่ในกลุ่มฝ่ายตรงข้ามได้ ข้าก็เชื่อว่าฝ่ายโน้นก็ต้องมีคนแฝงอยู่ในจวนนี้เช่นกัน อาจจะอึดอัดเหมือนติดคุก แต่ขอให้เจ้าทนไปก่อน เข้าใจหรือไม่”
“เช่นนั้น สิ่งใดที่กระหม่อมทำได้เพื่อช่วยท่านแม่ทัพ กระหม่อมยินดี แม้ต้องบุกน้ำลุยไฟพะย่ะค่ะ”
-----------------------------------------
เฮ่อ...ปัญหารุมเร้า ฝันแม่นจริง ไรจริง นะคุณหมอ! เอาใจช่วยองค์ชายกันนะคะ