ณ ทางตอนเหนือบนดินแดน์ของเทพเซียน มีตำหนักไม้หลังเล็กหลบซ่อนตัวอยู่ในปุยเมฆสีขาว โคมดวงจิตของเทพเซียนที่ลงมาผ่านด่านเคราะห์บนโลกมนุษย์แขวนอยู่เรียงรายใจกลางตำหนัก แสงไฟลุกโชนจากโคมทำให้รู้ว่าเื่ราวของพวกเขาเป็ไปตามชะตาที่ซือมิ่งเขียนเอาไว้ ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงมีเขตแดนปกคลุมรอบทิศทางเพื่อป้องกันไม่ให้มีสิ่งใดรุกล้ำเข้ามาก่อความไม่สงบ
แม้ไม่มีเขตแดนคอยปกป้อง ก็ใช่ว่าจะมีผู้ใดกล้าเข้ามาวุ่นวายกับที่แห่งนี้สักเท่าใด ด้วยเป็สถานที่ที่ดวงจิตส่วนหนึ่งของเทพเซียนสถิตอยู่ ทั้งยังห่างไกลจากใจกลางดินแดน์ จนบางคนแทบลืมไปแล้วว่าตำหนักนี้อยู่ที่ใด คงจะมีก็แต่เซียนน้อยนางหนึ่งนามว่าหยางซือซือ ที่รู้เื่ราวของตำหนักนี้ดีกว่าผู้ใด นั่นก็เพราะว่านางคือเ้าของตำหนักและผู้ดูแลโคมดวงจิตคนล่าสุดนั่นเอง
ราว ๆ สามพันปีก่อน ผู้เฒ่าหยางกำลังกวาดลานหน้าตำหนักแล้วไปพบนางเข้า เขาจึงตั้งชื่อให้และดูแลนางนับั้แ่นั้นมา
ทว่า่เวลาของพวกเขานั้นสั้นนัก อายุขัยของผู้เฒ่าหยางถึงเวลานั้นแล้ว ทั้งดวงจิตและร่างกายจึงสลายเข้าสู่ห้วงเวลานิรันดร์ หยางซือซือที่อายุหนึ่งพันปีจึงต้องอยู่โดดเดี่ยวนับแต่นั้นมา เช้านี้ก็เป็อีกหนึ่งวันที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย นางคอยเดินสำรวจโคมดวงจิตทีละดวงไม่ขาดตกบกพร่อง และคอยตรวจตราม่านเขตแดนไม่ให้มีรอยชำรุด ทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งตลอด่เช้า ก่อนจะมานั่งลงข้าง ๆ โคมดวงจิตดวงหนึ่งที่นางประคบประหงมดูแลเป็พิเศษ
“เ้าโคมน้อย วันนี้เป็อย่างไรบ้าง” หยางซือซือทักทายโคมดวงจิตอย่างที่ทำเป็ประจำ นางเคยถามผู้เฒ่าหยางว่าโคมนี้เป็ของเทพเซียนใด ถึงได้มีแสงริบหรี่ต่างจากโคมดวงอื่น ๆ นัก แต่ผู้เฒ่าหยางเองก็ไม่สามารถตอบนางได้ ทุกวันนี้นางจึงได้แต่เฝ้าดูแลและอธิษฐานให้เ้าของดวงจิตนี้ผ่านด่านเคราะห์บนโลกมนุษย์แล้วกลับดินแดน์ดังเดิม ภารกิจอันยาวนานของผู้เฒ่าหยางจะได้สำเร็จลุล่วงหมดห่วง
หยางซือซือกำลังนั่งพูดคุยกับโคมดวงจิตเพลิน ๆ นางได้ยินเสียงกระดิ่งดังมาจากหน้าตำหนัก พลันรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้างดงามของนาง
“เซียวอวี้เทียน เ้ามีเวลามาเยี่ยมข้าแล้วหรือ” น้ำเสียงของนางดูจะตัดพ้อเล็กน้อย เซียวอวี้เทียนเป็สหายเซียนเพียงคนเดียวของนาง พวกเขาพบกันครั้งแรกเมื่อร้อยปีก่อน ขณะกำลังตามหาของบางอย่าง ครั้งนั้นนางดีใจอย่างมากที่ได้พบเจอผู้อื่นบ้าง ด้วยหน้าที่สำคัญทำให้นางละทิ้งตำหนักแห่งนี้ไปที่ใดไม่ได้เลย
ส่วนเซียวอวี้เทียนเองก็รู้สึกได้ว่าหยางซือซือดูเป็คนจิตใจดี ทั้งยังพูดคุยถูกคอจึงนับถือเป็สหายเซียนคนสำคัญและมาเยี่ยมเยียนนางอยู่บ่อย ๆ ทั้งที่ตำหนักของเขาอยู่ห่างไกลคนละฝั่ง
“อย่าเพิ่งโกรธข้าไปเลย ดูนี่สิ ข้ามีของบางอย่างมาให้เ้าด้วยนะ” เขายิ้มกว้างแล้วยื่นลูกแก้วกลม ๆ ขนาดเท่าฝ่ามือออกไป
“ไม่มาหาข้าตั้งเกือบเดือน เ้าคิดจะง้อข้าด้วยวิธีนี้อีกแล้วใช่หรือไม่” หยางซือซือมองหน้าเขาก่อนจะหันมาสนใจของขวัญที่อยู่ตรงหน้า นางหรี่ตามองทางซ้ายทีขวาที ถามเขาอีกครั้งด้วยความสงสัย “เซียวอวี้เทียน สิ่งนี้คืออะไรหรือ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน”
“ข้ารู้ว่าเ้าอยู่คนเดียวคงจะเหงา” เซียวอวี้เทียนใช้นิ้วชี้เคาะไปที่ลูกแก้วเบา ๆ สองสามครั้ง จากนั้นก็มีแสงสีขาวสว่างขึ้นมา ไม่นานนัก กระต่ายเวทสีขาวก็ปรากฏตัวขึ้นก่อนะโดึ๋ง ๆ รอบพวกเขา นางเอื้อมมือัักระต่ายเวทตัวนี้อย่างแ่เบา เขาเห็นสีหน้าของหยางซือซือในเวลานี้ก็อดอมยิ้มไม่ได้ บอกนางว่า “ต่อไปนี้ ถ้าเ้าต้องดูแลกระต่ายเวท คงไม่มีเวลามานั่งเหงาแล้วล่ะ”
“ขอบคุณเ้ามากนะ นี่เซียวอวี้เทียน ไหน ๆ เ้าก็มาเยี่ยมข้าแล้ว วันนี้ไปดื่มชาดอกท้อที่ผาน้ำตกกันดีหรือไม่ ดูท่าทางเ้ามีเื่กลุ้มใจ” หยางซือซือสังเกตเห็นสีหน้าของเขาดูกังวลคล้ายมีเื่ปิดบังนาง
“ไม่มีอะไรเสียหน่อย เ้าอย่าคิดมากไปเลย ไปนั่งคุยกันต่อที่นั่นดีกว่า ตอนมาที่นี่ ข้าเห็นกลุ่มก้อนเมฆสะท้อนสีรุ้งจาง ๆ ด้วยนะ เ้าชอบมากไม่ใช่หรือ”
“ทำไมเพิ่งจะบอกข้าเล่า รีบไปกันเถอะ เอ๊ะ! เดี๋ยวก่อน ขอข้าร่ายเวทม่านเขตแดนอีกสักรอบ” หยางซือซือพูดจบก็วาดนิ้วในอากาศพลันสายเวทปรากฏขึ้นโอบล้อมตำหนักอีกชั้นหนึ่ง
ทั้งสองคนมักจะมาดื่มชาดอกท้อและนั่งเล่นที่ผาน้ำตก ดูก้อนเมฆสีรุ้งด้วยกันบ่อย ๆ เซียวอวี้เทียนจึงรู้สึกสบายใจทุกครั้งยามที่เขามาหานาง แม้จะมีเื่ราวให้กังวลใจ เขาก็เลือกที่จะลืมไปชั่วคราวราวกับเื่นั้นไม่สลักสำคัญ ดวงตาของเขาสะท้อนภาพของหยางซือซือพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
“เซียวอวี้เทียน กระต่ายเวทของเ้าน่ารักจริง ๆ ดูสิ” หยางซือซืออุ้มกระต่ายตัวน้อยไว้ในอ้อมกอด ท่าทางขี้อ้อนทำให้นางรู้สึกเอ็นดู “เ้ามีอะไรในใจหรือไม่ ข้าพร้อมรับฟังทุกเื่” นางถามเขาตรง ๆ แน่นอนว่านางพร้อมที่จะช่วยเหลือเขาไม่ว่าจะเื่เล็กหรือเื่ใหญ่
“ไม่รบกวนเ้าหรอก ข้าจัดการได้” เขาปฏิเสธเพราะไม่กล้าบอกนาง
“ข้ารู้ว่าเ้าต้องผ่านไปได้ ข้าอยู่ตรงนี้เสมอ ถ้าเ้าอยากให้ข้าช่วย ขอแค่เพียงเอ่ยปาก ข้าย่อมยินดี” หยางซือซือยิ้มกว้างเป็กำลังใจให้เขา นางไม่ได้รู้เลยว่ารอยยิ้มนั้นทำให้เขาใจเต้นไม่เป็จังหวะ ใบหน้าและใบหูของเขาแดงขึ้นจนต้องหันหน้าไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อน
ราวกับ่เวลานี้สงบจนเกินไป จู่ ๆ ทั้งคู่ก็เห็นแสงกลม ๆ สีแดงลอยผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยเสียงหวีดยาวดังขึ้น พร้อมกับเงาสีแดงตัดผ่านหน้าพวกเขาตามเ้าก้อนกลมนั้นไปติด ๆ เงาสีแดงนั้นเคลื่อนที่พร้อมกับพลังอันรุนแรง จนสายลมพัดมากระทบตัวทั้งสองคนเซไปด้านหลัง หยางซือซือพยายามเพ่งมองตามเงาสีแดงแล้วนึกได้ว่ามันกำลังมุ่งหน้าตรงไปที่ตำหนักของนาง
“แย่แล้ว!” หยางซือซือรีบลอยลิ่วตรงกลับไปที่ตำหนักพร้อมกับเซียวอวี้เทียน
“นั่นวิหคเพลิง หยางซือซือเ้าถอยออกมา” เซียวอวี้เทียนห้ามไม่ให้นางเข้าไปใกล้เพราะกลัวจะได้รับาเ็ เขาร่ายเวทเพื่อจับวิหคเพลิงให้อยู่นิ่ง ๆ หากแต่เ้าสัตว์พาหนะตัวนี้พละกำลังไม่น้อย คนที่ควบคุมมันได้มีเพียงเ้านายของมันเท่านั้น
หยางซือซือไม่ฟังคำของเขา นางรีบเข้าไปที่ใจกลางตำหนักเพื่อร่ายม่านป้องกันโคมดวงจิตโดยไม่ทันระวังตัว วิหคเพลิงบินโฉบเข้ามาหานาง เปลวไฟที่อยู่รอบตัวมันกระทบกับแขน ร้อนลวกผิวจนนางเผลอร้องออกมา
“โอ๊ย!” เสียงร้องของนางทำให้เซียวอวี้เทียนใมากกว่าเดิม เขาเปลี่ยนใจร่ายเวทขั้นสูงเพื่อจับมัน แต่วิหคเพลิงยังคงดื้อดึง พยายามหนีจากการจับกุมของเขา บินโฉบไปมาด้วยความเร็วดังสายฟ้าแลบ ทุกครั้งที่วิหคเพลิงกระพือปีก กระแสลมหนักแน่นสายหนึ่งก็จะพัดตามมาเป็ระลอก เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่ทันตั้งตัว แววตาของหยาง ซือซือสั่นระริก นางมองไปที่โคมดวงจิตใจกลางตำหนัก ไม่รู้ว่าจะต้องทำเช่นไรเพื่อรักษาเปลวไฟไม่ให้ดับมอด