นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 386 วิหารที่ 27

        ตอนที่ 386 วิหารที่ 27

         

         

        “หลังจากนี้เราต้องดำน้ำกันแล้ว คุณเรนเดลจะเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษก่อนมั้ยครับ?” โฟเรลโผล่หน้าออกมาจากหลังพวงมาลัย เอ่ยถามด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อย เขาขับเรือมาตลอดทั้งคืนโดยแทบไม่ได้พัก ดงโขดหินกระต่ายแฝดนั้นอยู่ไม่ไกลแล้ว หากต้องการหลีกเลี่ยงก็ควรจะเริ่มดำน้ำเสียตั้งแต่ตอนนี้

         

        ช่วงคาบเกี่ยวกันนี้เองที่นิทานได้รับการติดต่อจากองค์หญิงไพลินอีกครั้ง พวกเพชฌฆาตนั้นเข้าสู่น่านน้ำภูเขากลับด้านแล้ว หากไม่มีปัญหาอะไรอีกเพียงวันหรือสองวันสมควรเสร็จสิ้นพร้อมเดินทางกลับ

         

        แม้จะเชื่อใจแต่นิทานก็อดเป็นกังวลไม่ได้ การต่อสู้ใต้น้ำเป็นเรื่องยากสำหรับเผ่าพันธุ์อย่างมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนบก

         

        ‘พร้อมแล้วค่ะคุณโฟเรล’ เรนเดลตอบกลับ กังวลไปก็ไม่อาจช่วยอะไร ในตอนนี้เขาเองก็มีสิ่งที่ต้องทำ เพราะเรื่องของพวกทาสและการมัวเสียเวลาจัดการพวกโจรสลัดที่ชุมเกาะแปดกะโหลก ตอนนี้พวกเขาเสียเวลามาเกือบครึ่งเดือนแล้ว ขณะนี้ใกล้หมดเดือน 4 เต็มที

         

        ดักลาสต้องการเวลาในการรังสรรค์ราว ๆ หนึ่งเดือน ดังนั้นนิทานต้องนำส่งวัตถุดิบทั้งหมดให้ครบภายในต้นเดือน 6 ไม่เช่นนั้นเขาอาจไม่มีร่มปกปักหทัยใช้สำหรับงานประลองของจักรวรรดิมาลาไคในเดือน 7

         

        แม้เวลาจะกระชั้นชิดมากแล้วแต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ยางสนของต้นหอมแสนลี้อายุมากกว่า 2000ปีนั้นได้มาแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาดอีกไม่นานเขาก็จะได้รับศิลาแม่เหล็กบรรพกาล แก่นจิตวิญญาณของราชินีฉลามสูบชีวิตนั้นพวกเพชฌฆาตก็ใกล้จะได้รับมาแล้ว

         

        เหลือเพียงขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้าชิ้นเดียวเท่านั้น การตามล่าวัตถุดิบอันยาวนานตลอดหลายเดือนของเขาก็จะเสร็จสิ้นลงเสียที

         

        โฟเรลเมื่อได้รับคำยืนยันก็พยักหน้าน้อย ๆ เรือม้าอัคคีเริ่มปรากฏเปลวไฟสีน้ำเงินอ่อนเข้าปกคลุมตัวเรือ ก่อนจะแผ่ขยายกระจายไปทั่วตัวเรือ หัวเรือที่เป็นรูปสลักหัวม้านั้นเรืองแสงแผ่วเบา เปลวไฟสีน้ำเงินเหล่านั้นแท้จริงแล้วกลับกำเนิดจากจุดนั้น

         

        เมื่อเปลวไฟปกคลุมตัวเรือจนทั่ว เรือม้าอัคคีจึงเริ่มทำการดำดิ่งลงสู่ก้นทะเล

         

        ตลอดที่ผ่านมานิทานมีประสบการณ์ที่ดีกับการดำลงใต้น้ำเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นวิวทิวทัศน์แสนงดงามหรือภาพอันแสนตระการตา แต่ในครั้งนี้นิทานกลับไม่รู้สึกเช่นนั้นแม้แต่น้อย

         

        น่านน้ำแห่งนี้นั้นไร้ซึ่งสีสันโดยสิ้นเชิง ใต้บาดาลมีเพียงโขดหินที่ลาดลงไปยาวไกลเท่านั้น ปะการังและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ก็ขาดสีสันแถมยังมีรูปร่างแปลกตาจากพื้นที่ลาดเอียง

         

        สิ่งที่รบกวนจิตใจนิทานที่สุดกลับไม่ใช่ทิวทัศน์ แต่เป็นพื้นที่ด้านหน้าที่ไกลออกไป

         

        น่านน้ำแห่งนี้มีภูมิประเทศคล้ายทรงแอ่งที่มีหลายก้นและลึกเป็นพิเศษ ดังนั้นการดำน้ำตามแนวลาดเช่นนี้ทำให้เมื่อมองไปข้างหน้าจึงเห็นเพียงความว่างเปล่า ไม่มีโขดหินหรือพื้นดินใดอยู่ในระยะสายตานอกจากด้านหลังที่ลาดลงเรื่อย ๆ

         

        น่านน้ำนี้ใหญ่โตหลายสิบกิโลเมตร อาณาเขตย่อมไม่อาจครอบคลุมเห็นผนังลาดของอีกฝั่ง การมองตรงไปจึงมีเพียงความเงียบสงบชวนขนลุก

         

        ยังไม่รวมถึงผืนดินใต้ล่างที่ทอดตัวลงไปยาวไกลราวกับไร้ที่สิ้นสุด นิทานไม่ชอบที่แห่งนี้เลย เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อจินตนาการว่าเขาต้องลอยเท้งเต้งอยู่ในน่านน้ำแห่งนี้ ไม่อาจขยับเคลื่อนไหว ได้แต่จมดิ่งลงไปตามแนวลาดที่ไม่อาจเห็นก้น

         

        โชคยังดีที่เรือม้าอัคคีไม่จำเป็นต้องดำดิ่งลึกถึงขั้นนั้น เพียงไม่กี่นาทีจุดหมายที่นิทานตามหามาตลอดเดือนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า วิหารขนาดใหญ่ที่ก่อขึ้นจากหินตั้งอย่างลาดเอียงอยู่ที่ผนังลาด ความใหญ่โตของมันทำให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแม้ว่าจะอยู่ห่างออกไป

         

        เพราะความลาดของผนังจึงทำให้วิหารแห่งนี้มีคานตั้งที่ดูประหลาดและยาวไม่เท่ากัน หากสิ่งที่ดึงดูดความสนใจยิ่งกว่าคือสีของหินที่ใช้ก่อสร้างวิหาร แม้จะมีร่องรอยของตะไคร่และการกัดเซาะหากก็ยังสามารถเห็นสีของมันได้อย่างชัดเจน มันเป็นก้อนหินที่มีสีดำสนิททั้งก้อน ไร้ซึ่งลวดลายใด ๆ คล้ายกับนำเอาความมืดมาอัดเป็นก้อน

         

        บริเวณด้านหน้าวิหารคือรูปสลักของสตรีผู้งดงามที่มีดวงจันทร์ประทับอยู่หลังศีรษะ สองมือของเธอถือหอกสั้นและยาว เสื้อคลุมตัวยาวของเธอสลักไว้ด้วยลวดลายของดนตรีและสิ่งมีชีวิตทางทะเล ใบหน้านั้นเป็นส่วนผสมระหว่างความงดงามของเด็กสาววัยแรกรุ่นและเสน่ห์ของหญิงสาววัยกลางคน นี่คือรูปลักษณ์ตามตำนานของเทพแห่งเวลา ซูอา

         

        บริเวณใต้เท้าของซูอาคือตัวเลขที่ใช้ในสมัยโบราณ 27

         

        เซเรนเซ่กระดิกหูของตนน้อย ๆ มันมีสีหน้าหงุดหงิดไม่สบายใจตั้งแต่ลงน้ำมา ยิ่งเข้าใกล้วิหารนั้นมันก็ยิ่งมีท่าทีครั่นเนื้อครั่นตัว

         

        “ฟืด!”

        เหม็นอะ!

         

        เซเรนเซ่บ่นออดแอดพลางเอาหน้าซุกอกเรนเดล เรนเดลลูบหัวปลอมเจ้าม้าน้อย ๆ เธอล้วงหยิบยาป้ายตลับหนึ่งขึ้นมาทาจมูกของเซเรนเซ่ ยาป้ายนี้มีหน้าที่กลบกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่สัตว์อสูรไม่ชอบ

         

        ข้อมูลของนกพิราบนั้นถูกต้องครบถ้วนอย่างแท้จริง แถวนี้แทบไม่มีสัตว์อสูรเลย ก้อนหินที่ใช้ก่อสร้างวิหารนั้นยังคงทำงานได้ดีจนถึงปัจจุบัน

         

        เพื่อความปลอดภัยเรือม้าอัคคีจึงเข้าเทียบจอดห่างจากวิหารไประดับหนึ่ง ทางด้านโฟเรลเมื่อเตรียมสมบัติหายใจใต้น้ำและปรับแรงดันเสร็จแล้วจึงกระโดดลงจากเรือเป็นคนแรก เขาและเรนเดลนั้นทิ้งทุกสิ่งที่เป็นโลหะไว้บนเรือแล้ว

         

        นอกเหนือจากสมบัติเหล่านั้นแล้วโฟเรลยังมีสมบัติอีกชิ้นหนึ่งที่เรนเดลไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใด หากมันทำให้โฟเรลเคลื่อนไหวใต้น้ำได้คล่องกว่าเรนเดลมาก หลังจากสอดส่องวิหารอยู่พักหนึ่งจนมั่นใจแล้วว่าไม่มีอันตรายทั้งสามจึงมุ่งหน้าเข้าสู่วิหาร

         

        โฟเรลถอนหายใจโล่งอกเมื่อพวกเขาไม่พบสัตว์อสูรระดับอริยะ กระต่ายเงือก ที่อาจจะออกมาหากินแถวนี้ เป็นโชคดีของพวกเขาที่ไม่ต้องสู้กับสัตว์อสูรระดับอริยะ

         

        อีกสิ่งที่ต้องจดจำคืออุณหภูมิของน่านน้ำนี้ที่ค่อนข้างสูงเพราะภูเขาไฟ จากจุดนี้เขาสามารถมองเห็นแสงสีแดงอ่อนจางไกลออกไปในอีกทิศได้เสียด้วยซ้ำ เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด สมบัติของทั้งสองนั้นมีคุณภาพที่ดีจนเกินพอ

         

        นิทานหันไปตรวจสอบรูปปั้นของซูอา มันทำขึ้นจากศิลาอื่นที่ไม่ใช่วัตถุดิบเดียวกันกับวิหาร เห็นได้ชัดจากการที่ตัวของซูอานั้นมีสีขาวเหลืองนุ่มนวลคล้ายกับสีของแสงจันทร์ บางทีเผ่าใต้บาดาลในอดีตคงมิอาจหาญกล้าจะให้ศิลาดำสนิทสลักทวยเทพที่พวกเขาบูชา

         

        วิหารนี้กลับจืดจางจนน่าผิดหวัง ทุกสิ่งล้วนมีสีดำสนิท ภาพวาดฝาผนังเองก็แทบจะกลืนไปกับสีของผนังจนยากแก่การมองเห็น ต่างกันกับวิหารอื่น ๆ ที่สวยงามตระการตา ทางเดินที่ถอดยาวไปในความมืดทำให้ประสาทของนิทานตื่นตัวขึ้นไม่น้อย กลับเป็นทางด้านคีตาที่เมื่อหายเหม็นแล้วก็เริ่มจะตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง

         

        ภาพของภาพวาดฝาผนังหลายต่อหลายรูปปรากฏขึ้นในหัวของนิทาน ภาพเหล่านี้คือภาพของการก่อสร้างวิหารในอดีต เหล่าผู้ก่อสร้างล้วนมีรอยบากจากหลังหูลงมาถึงคอและครีบที่หลังแขนและกลางหลัง ทั้งหมดล้วนเป็นเผ่าใต้บาดาล

         

        ภาพวาดฝาผนังเหล่านี้เรียกความสนใจของนิทานได้ เขานั้นชอบประวัติศาสตร์ การได้มาเห็นภาพวาดฝาผนังจากยุคโบราณเช่นนี้จึงน่าสนใจไม่น้อย หลังจากกวาดตาดูผ่าน ๆ นิทานก็ต้องผิดหวังอีกครั้งเมื่อภาพวาดฝาผนังเหล่านี้ไม่ได้บอกสิ่งใดอีกนอกจากกระบวนการก่อสร้างวิหาร

         

        สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคงจะเป็นภาพวาดของเสาขนาดยักษ์ที่คั่นระหว่างมหาสมุทรและปฐพี ภายในรูปนั้นเผ่าใต้บาดาลแบ่งปฐพีและวารีอย่างชัดเจนโดยให้มหาทวีปทั้งหมดนั้นมีลักษณะคล้ายเกาะขนาดมโหฬารที่มีมหาสมุทรล้อมรอบ

         

        เบื้องใต้มหาทวีปนั้นคือเสาค้ำสมุทรทั้ง 43เสาที่กระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ มันคอยค้ำไม่ให้เกาะนั้นจมลงรวมถึงกดมหาสมุทรให้ต่ำลงไป ภาพวาดฝาผนังนี้ทำให้นิทานฉงนไม่น้อย แม้จะเป็นคนโบราณหากความรู้ทางด้านภูมิศาสตร์ของพวกเขาก็ไม่ควรจะต่ำถึงเพียงนั้น

         

        พวกเขานั้นอาศัยอยู่ใต้บาดาล ดังนั้นพวกเขาก็ต้องทราบอยู่แล้วว่ามหาทวีปนั้นไม่ใช่เกาะ แต่เป็นผืนที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล การตีความเสาค้ำสมุทรเช่นนี้จึงแปลกไม่น้อย

         

        สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตไม่สมควรใช้สายตาแห่งยุคปัจจุบันไปตัดสิน นิทานจึงเพียงเก็บความสงสัยไว้ในใจ หันมองภาพวาดของซูอาที่ถูกแทนด้วยดวงจันทร์สูงเด่นกลางนภาแทน

         

        ตัวดวงจันทร์นั้นถึงกับโดดเด่นงดงามกว่าท้องนภาและดาราทั้งมวล แม้แต่สุริยันยังดูอับแสงเมื่อพบกับจันทราในสายตาของเผ่าใต้บาดาล นี่แสดงถึงความเคารพต่อซูอาของเผ่าใต้บาดาล ต่างกับศาสนาปฐมมันตราที่มักให้นภาอันเป็นตัวแทนของเดรฟัสนั้นโดดเด่นที่สุด

         

        นิทานกวาดตามองผ่าน ๆ จดจำรายละเอียดไว้ในหัว ในกรณีที่เขาอยากดูอีกครั้งจะได้ใช้กระดาษแปรภาพเหมือนดึงความทรงจำกลับมาดูได้อีกครั้ง เมื่อตรวจสอบจนพอใจแล้วจึงมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนถัดไป

         

        ผังของวิหารนี้ออกจะแปลกประหลาด เมื่อมองจากด้านนอกวิหารแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตยิ่งกว่าสำนักงานใหญ่ของหน่วยพิทักษ์เมืองหลายเท่า แต่เมื่อเข้ามาภายในมันกลับดูแคบและอึดอัด อย่างโถงเล็กเมื่อครู่ที่มีภาพวาดฝาผนังนั้นกว้างเพียงไม่กี่สิบเมตรเท่านั้น นิทานและเพชฌฆาตแทรกตัวผ่านประตูใหญ่เข้าสู่พื้นที่กว้างใหญ่ที่มีเสาค้ำหลายร้อยเสาเรียงราย

         

        สุดโถงใหญ่ที่มืดมิดไร้แสงใด ๆ แห่งนี้คือกำแพงสีเทาเรียบเนียนอันน่าประหลาด หากภาพที่คีตาส่งมากลับทำให้นิทานพลันสำนึกในความเล็กจ้อยของตนเอง นิทานเข้าใจแล้วว่าเหตุใดโถงหน้าจึงสั้นถึงแค่นั้นทั้ง ๆ ที่วิหารนี้ใหญ่โตจนน่าประหลาดใจ

         

        สิ่งที่นิทานคิดว่าเป็นกำแพงสีเทาเรียบเนียนขนาดมโหฬารนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่กำแพงแต่เป็นเสาต้นหนึ่ง เสาที่ใหญ่จนรอบกว้างของมันยืดยาวออกจนคล้ายกำแพง ใหญ่จนไม่อาจเห็นส่วนโค้งได้ด้วยมุมมองสายตาจากจุดนี้ ต่อให้เขาเพ่งสายตามองยังไม่อาจเห็นมุมโค้งเข้าเสียด้วยซ้ำ

         

        เสาต้นนี้สมควรใหญ่พอ ๆ กันกับเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง ใหญ่โตจนบางทีที่วิหารนั้นมีรูปทรงประหลาดแถมยังมีคานเอียงเป็นเพราะว่ามันถูกสร้างขึ้นเพื่อปกคลุมเพียงส่วนเดียวของเสาค้ำสมุทรต้นนี้ หากกะจากสายตาแล้ว ตัวเสาส่วนมากสมควรฝังอยู่ในผนังลาดเอียงของน่านน้ำแห่งนี้ แล้วส่วนที่เหลือจึงจมลึกลงไปในผืนดิน

         

        “ผมพึ่งจะเคยเห็นเสาค้ำสมุทรครั้งแรก ไม่เคยคิดเลยครับว่ามันจะใหญ่ขนาดนี้” โฟเรลกล่าวเสียงเบา เขาเองเป็นนักผจญภัยที่ประสบกับสิ่งน่าอัศจรรย์มามากมาย แม้กระนั้นดวงตาของเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงยามได้เห็นขนาดของเสาค้ำสมุทร

         

        เรนเดลพยักหน้ารับ เซเรนเซ่เองก็เดินด้อม ๆ มอง ๆ เสาที่ใหญ่จนน่ากลัวนี้ ความคิดแรกในหัวของมันคือการทำเครื่องแสดงอาณาเขตของมัน น่าเสียดายที่มันอยู่ใต้น้ำจึงไม่อาจทำเช่นนั้นได้

         

        เสานี้เรียบไปทั้งแผ่นผืน หากเมื่อลอบลูบดูจึงได้พบว่ามันมีบางจุดที่มีความขรุขระเล็กน้อย เป็นส่วนที่คล้ายกับการโดนกะเทาะออกอย่างแผ่วเบา แต่จุดเหล่านั้นก็เล็กจ้อยเสียจนไม่อาจมองเห็น ดูเหมือนว่าถึงแม้จะเป็นเสาค้ำสมุทรที่เทพแห่งเวลาเป็นผู้ส่งลงมาก็ไม่อาจเอาชนะบททดสอบแห่งกาลเวลา

         

        นิทานหยิบเม็ดโลหะขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าบรรจุวังของตน เขารู้สึกได้ถึงแรงดูดจากเสาต้นนั้นอย่างรวดเร็ว เป็นแรงดูดที่ถึงแม้จะไม่รุนแรงมากแต่ก็สมควรมากพอจะดูดสิ่งที่มีน้ำหนักเฉียดร้อยกิโลกรัมได้ นิทานจำต้องเกร็งร่างต้านแรงไว้ตลอดเวลาไม่ให้ตัวของเขานั้นลอยตามเม็ดโลหะไป

         

        โฟเรลไม่ได้เข้ามาช่วยแต่อย่างใด หน้าที่ของเขาแทบจะจบลงแล้วเขาจึงยืนรอเรนเดลอย่างสงบอยู่ไม่ห่างไปนัก คอยดูว่าเรนเดลต้องการสิ่งใดจากวิหารแห่งนี้ เขาจำได้รางๆ ว่าอีกฝ่ายกำลังตามหาสิ่งที่เรียกว่าศิลาแม่เหล็กบรรพกาล

         

        เรนเดลเองก็ไม่ได้เอ่ยขอความช่วยเหลือแต่อย่างใด เธอเพียงก้มตัวลง ถือเม็ดโลหะนั้นเดินไปมารอบโถง ขบคิดบางสิ่ง

         

        ฉันเคยคิดไปว่าศิลาแม่เหล็กบรรพกาลคือเศษของเสาค้ำสมุทร แต่ถ้ามันแข็งแถมยังเรียบขนาดนี้แปลว่าศิลาแม่เหล็กบรรพกาลต้องเป็นอย่างอื่น งั้นมันก็น่าจะเป็นสิ่งที่ซึมซับพลังแม่เหล็กจากแท่นแม่เหล็กบรรพกาลเข้าไปนานพอ…

         

        เรนเดลเดินไปจนหยุดอยู่ที่จุดหนึ่ง จุดนี้คือผนังของโถงใหญ่ที่ก่อขึ้นจากหินสีดำสนิท มันมีร่องรอยของการถูกกระแทกด้วยบางสิ่งจนมีเศษหินร่วงกระจายเต็มพื้น

         

        ก้อนหินสีดำสนิทเหล่านั้นถึงจะแตกหักออกแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งสีดำสนิทของมัน มีเพียงไม่กี่ก้อนเท่านั้นที่กระเด็นเข้าใกล้เสาค้ำสมุทรที่มีสีแปลกไป ก้อนหินเหล่านั้นกลายเป็นสีเทาหมองหม่น สิ่งที่เตะตายิ่งกว่าคือการที่มันแทบจะมองทะลุได้ ภายในนั้นตัวก้อนหินนั้นมีลักษณะเป็นวงคลื่นที่กระเพื่อมไหวไปมา

         

        สัมผัสของหินก้อนนี้คลับคล้ายกับคำแห่งพลัง แรงดึงดูดศูนย์กลาง ของนิทานระดับหนึ่ง เขาลองยกเม็ดโลหะไปใกล้ ๆ จึงรู้สึกได้ถึงแรงดูด จุดที่แตกต่างมีเพียงระยะการดูด มันต้องเข้าใกล้ในระยะไม่ถึงเมตรเพื่อให้มีแรงดูด แม้จะระยะสั้นหากแรงดูดกลับรุนแรงจนแขนของนิทานเป๋ไปครู่หนึ่ง

         

        เจอแล้ว! นิทานยิ้มกว้าง สิ่งนี้ตรงกันกับสิ่งที่ดักลาสเล่าให้ฟังคร่าว ๆ อย่างไม่มีผิดเพี้ยน

         

        หลังจากเดินทางไปจนถึงนครโอคานอส ชุมเกาะแปดกะโหลก สังหารโจรสลัดไปมากมาย ในที่สุดเขาก็ได้วัตถุดิบชิ้นที่สองไว้ในกำมือ


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน