“ปวดหัวชะมัด”
เสียงโอดครวญของชายหนุ่มที่พยายามจะลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบากมือทั้งสองเอื้อมขึ้นขึ้นไปบีบนวดเบา ๆ ที่ขมับทั้งสองข้าง เขาลืมตาขึ้นมาเจอแสงแดดที่ส่องเข้ามาจากทางหน้าต่างในยามสายทำให้สายตาพร่ามัวชั่วขณะ
เมื่อคืนเขาคงจะง่วงมากจนลืมปิดม่านหน้าต่างไปเสียได้ไม่เช่นนั้นสายตาคงจะไม่พร่ามัวยามตื่นนอน
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงนอนก่อนจะเดินก้มหน้างุดๆ ตรงไปที่ห้องน้ำอย่างเคยชินแต่เขากลับพบว่าก้าวมาสักพักแล้วก็ไม่ถึงห้องน้ำที่ควรจะมีอีกทั้งพื้นห้องยังดูแปลกตาจนต้องขยี้ตามองดูใหม่อีกครั้ง
“นี่ ! เราเปลี่ยนพื้นบ้านเป็แผ่นไม้ั้แ่เมื่อไหร่กัน?”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างติดตลกมือข้างหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะยกขึ้นมาเกาศีรษะอย่างเก้อเขิน
“เราต้องเมาขนาดไหนถึงได้กลับบ้านไม่ถูกกัน?”
ประสาทััการรับรู้ของเขาเริ่มทำงานอย่างเต็มที่โดยเฉพาะดวงตาที่สอดส่องไปทั่วทั้งห้องแต่แล้วเขาก็ต้องประหลาดใจกับสิ่งที่ตนเห็น
เขาไม่ได้หลงไปในฉากละครย้อนยุคอยู่ใช่ไหม?หรือว่าก่อนหน้านี้เขากำลังแสดงละครอยู่แต่หัวดันโหม่งหัวเตียงหลับไป...?
นอกจากพื้นบ้านที่เป็ไม้แล้วทั่วทั้งหลังก็ยังเป็ไม้ถึงแม้จะไม่เก่ามากแต่ก็มีร่องรอยชำรุดให้เห็นอยู่ทั่วไปสิ่งของเครื่องใช้ต่างทำมาจากไม้ทำเอาเขาขนลุกซู่คล้ายกับหลุดไปอยู่ในฉากสยองขวัญยามค่ำคืนทั้งที่มันเช้าจนสายแล้วก็ตาม
ยังดีที่ไม่มีหยากไย่ขึ้นตามผนังบ้านไม่อย่างนั้นเขาคงสติแตกวิ่งออกไปนอกห้องนี้จริงๆเมื่อสำรวจให้ดีก็พบว่าห้องนี้ค่อนข้างเป็ระเบียบโดยเฉพาะการจัดวางของเครื่องใช้ฝุ่นและคราบสกปรกก็มีน้อยมากคล้ายทำความสะอาดอยู่เป็ประจำ
ขณะที่เขากำลังจ้องมองของใช้รูปลักษณ์โบราณก็เกิดอาการปวดหัวขึ้นมาอีกครั้งและครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะรุนแรงมากเสียยิ่งกว่าครั้งก่อนเท้าของเขาก้าวไปที่เตียงนอนอย่างช้า ๆมันซวนเซจวนจะล้มแต่ไม่ล้มจนถึงที่เตียงก็ล้มตัวลงนอนแผ่หลาด้วยความเหนื่อยอ่อนแต่ไม่ทันจะได้คลายความปวดให้หายดีชุดข้อมูลมากมายที่เขาเคยพบเจอหรือไม่เคยพบก็หลั่งไหลเขามาในสมองราวกับคลื่นสมุทรถาโถมเข้าชายฝั่ง
“อึก !” ชายหนุ่มขดตัวงอคล้ายกุ้งอดกลั้นความเ็ปกักเก็บเสียงที่กำลังจะกรีดร้องอย่างน่าเวทนาน้ำใส ๆ ไหลพรากจากดวงตาอย่างหยุดไม่อยู่เหตุการณ์นี้ดำเนินต่อไปสักพักร่างกายที่หดเกร็งค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
แต่ดูเหมือนว่ามันจะนานไปหน่อยจนรู้สึกเป็ตะคริวเขาจึงนอนไม่ได้ขยับตัวอยู่ท่านั้น ในหัวก็นึกถึงข้อมูลที่เข้ามาใหม่อย่างตั้งใจ
“เราชื่อจื่อเซวียน...ซินจื่อเซวียน ไม่ถูก !เราไม่ได้แซ่ซินเราแซ่..แซ่อะไร? อึก !”ชายหนุ่มกุมศีรษะอย่างเ็ปใบหน้าของเขาแดงก่ำ “เกิดอะไรขึ้นกับเรากัน?”
“คุณยายซูหลิว คุณพ่อคุณแม่ ลุงเหลียงหยวน แล้วก็..เสี่ยวเสวี่ย นี่พวกเขาเป็ใคร?”เขาสับสนอย่างที่สุด สรุปแล้วว่าที่แท้จริงตัวตนของเขาเป็ใครกันแน่ข้อมูลที่ได้รับมีมากเกินไปเกินกว่าจะทำความเข้าใจใน่เวลาสั้นๆอีกทั้งมันยังไม่ได้ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์จึงไม่แปลกที่จะทำให้สับสน
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมงเสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกลด้วยความที่พื้นบ้านเป็ไม้จึงมีเสียงดัง ‘กึก’ อยู่เป็จังหวะ บางครั้งก็มีเสียง ‘เอี๊ยดอ๊าด’เสียงฝีเท้าที่เข้ามาใกล้ดังเบาอย่างสม่ำเสมอบ่งบอกถึงความเป็ระเบียบและการฝึกฝนเป็อย่างดีคน ๆ นี้น่าจะเป็คนรับใช้ส่วนตัวของคุณยายซูหลิว
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
“ขออนุญาตครับคุณชาย”เสียงประตูเปิดออกพร้อมกับชายวัยกลางคนสวมเสื้อกั๊กสีน้ำตาลข้างในเป็เสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงขายาวสีดำเดินเข้ามาเขามองสำรวจไปที่ชายวัยกลางคนใบหน้ากลมประดับด้วยรอยยิ้มขนคิ้วสีขาวยาวคล้ายคิ้วอินทรี ดวงตาสีดำสวมแว่นตา หนวดและเคราล้วนไม่มี รูปร่างสมส่วนสูงประมาณ170 เิเ
ระหว่างที่เขาสำรวจชายวัยกลางคนอยู่เขาเองก็โดนสำรวจเช่นกัน
“คุณชายดูเหมือนว่าอาการของคุณจะดีขึ้นแล้ววันนี้เป็วันอาทิตย์คุณต้องไปที่วิหารสุริยันกับคุณหนูนะครับ”
น้ำเสียงที่เรียบสงบของชายวัยกลางคนทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเกร็งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเขายังไม่ได้เตรียมตัวที่จะพบเจอใครเลย
แต่แล้วความทรงจำที่สับสนก็ช่วยให้เขานึกถึงบุคคลหนึ่งขึ้นมาได้‘ลุงเหลียงหยวน’ อดีตคนรับใช้ส่วนตัวของคุณยาย ‘ซูหลิว’หลังจากที่คุณยายเสียไปลุงเหลียงหยวนก็เลือกที่จะติดตามดูแล ‘ซินจื่อเซวียน’ หรือก็คือตัวเขาเอง
เขาเข้าใจแล้วว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเขาในอดีตอีกต่อไปมันเป็ของเด็กหนุ่มที่ชื่อ ‘จื่อเซวียน’ เช่นเดียวกับเขา แต่คนละแซ่ก็เท่านั้น ถึงมันจะค่อนข้างน่าเหลือเชื่อแต่เขาก็พอจะยอมรับความเป็จริงได้บ้างแล้ว จึงไม่ได้ปฏิเสธตัวตนใหม่ในขณะนี้เขากลัวว่าจะทำให้ลุงเหลียงหยวนเกิดความสงสัยหากเงียบนานเกินไปจึงลอกเลียนลักษณะการพูดและถ้อยคำที่อ่อนโยนของ ‘จื่อเซวียน’ คนเก่ามาใช้
“เข้าใจแล้วลุงหยวนผมขอเวลาทำธุระส่วนตัวเล็กน้อย แล้วเราค่อยไปที่วิหารกัน”
“ไม่ได้หรอกครับคุณชายต้องรับประทานอาหารเช้าก่อนด้วยผมเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้วคุณหนูเองก็รอคุณอยู่ห้องรับประทานอาหารแล้วครับ”
“ตกลงครับ ขอบคุณครับลุงหยวน”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับมันเป็หน้าที่ของกระผม”
การสนทนาเป็ไปอย่างธรรมชาติและไม่ติดขัดหลังจากที่ลุงหยวนออกจากห้องไป ชายหนุ่มก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
ความทรงจำทั้งสองเริ่มผสานกันในเวลาต่อมาเขาก็สามารถไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดได้
ซินจื่อเซวียนคือชื่อของเด็กหนุ่มร่างนี้เขามีร่างกายที่อ่อนแอั้แ่กำเนิด สีหน้าซีดขาวเป็เอกลักษณ์ของเขามาโดยตลอดั้แ่ที่เขาจำความได้ก็ได้อาศัยอยู่ร่วมกับคุณยายซูหลิวแล้ว ส่วนบิดามารดานะเหรอ? เขาไม่เคยเห็นหน้าด้วยซ้ำไป คุณยายก็ไม่ได้เล่าเื่ราวเกี่ยวกับบุพการีทั้งสองให้เขาฟังเช่นกันเขาจึงแทบไม่รู้ความเป็มาที่แท้จริงของตัวเอง
เขาอาศัยอยู่กับคุณยายที่คฤหาสน์ตระกูลรัตติกุลซึ่งเป็ตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียงในมณฑลหมอกตระกูลรัตติกุลนั้นสืบทอดเชื้อสายขุนนางมาั้แ่สมัยกลางพวกเขาเป็ตระกูลขุนนางที่มั่งคั่งมีที่ดินมากมายและยังดำรงตำแหน่งสูงส่งอย่างผู้นำตระกูลคนปัจจุบันก็เป็ถึงเ้ามณฑลหมอกอีกทั้งยังมีบรรดาศักดิ์เป็ถึงเ้าพระยามีกองทหารส่วนตัวและข้ารับใช้เป็อันมาก
การเป็อยู่ของซินจื่อเซวียนใน่แรกนั้นเป็ไปด้วยดีถึงแม้จะไม่ได้สุขสบายเทียบเท่าบุตรหลานของตระกูลแต่ก็นับว่าดีกว่าคนทั่วไปมากอาหาร 3 มื้อไม่ขาดคาวหวานมีคนรับใช้ในเรือนถึง 10 คนคุณยายเอ็นดูเอาใจใส่เขาอย่างดี ท่านเป็ภริยาของบุตรชายคนโตของท่านเ้าพระยาจึงไม่แปลกที่จะมีสิทธิ์และอำนาจมากพอที่จะจัดสรรคนให้เขาในตระกูล
แต่ความสะดวกสบายก็อยู่กับเขาได้ไม่นานในวัยแปดขวบของเขาคุณยายที่เคารพก็ได้จากไปอย่างไม่หวนคืนในตอนนั้นเขาได้รับรู้ถึงความเศร้าเป็ครั้งแรกั้แ่เด็กและการพลัดพรากจากบุคคลอันเป็ที่รักในครานี้ของเขาทำให้ชะตาชีวิตของเขาเริ่มที่จะพลิกผัน
ซินจื่อเซวียนต้องออกจากคฤหาสน์ตระกูลรัตติกุลในทันทีทั้งยังต้องเดินทางออกจากเมืองหมอกไปยังมณฑลอื่นโชคดีที่คุณยายของเขาได้ทิ้งมรดกไว้ให้แม้ไม่ถึงกับมั่งคั่งเป็มหาเศรษฐีแต่ก็ช่วยให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างสบาย ๆ ไปหลายสิบปี
ในคราวนั้นลุงหยวนได้ติดตามเขาออกจากคฤหาสน์ตระกูลมาด้วยพวกเขาเดินทางมาที่มณฑลนครสิงคี เมืองใบไม้ร่วงเป็เมืองที่ลุงหยวนเลือกให้เขาเมืองแห่งนี้ไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไป เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยใน่เริ่มต้นค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านก็ไม่นับว่ามากจนเกินไป อีกทั้งค่าครองชีพของที่นี่ก็ไม่ได้สูงเลยและที่สำคัญที่นี่มีบรรยากาศที่เงียบสงบอากาศก็บริสุทธิ์ห่างไกลจากเหมืองทองค่อนข้างไกล
ชาวนครสิงคีนิยมทำเหมืองทองเมืองส่วนใหญ่จึงตั้งอยู่ติดกับเหมืองทองจะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่แยกตัวออกห่างมาไกลอย่างเช่นเมืองใบไม้ร่วง มันเหมาะสำหรับการรักษาและฟื้นตัวเด็กหนุ่มอย่างช้าๆ
ในปีนั้นเด็กชายเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเขารู้สึกเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง แม้จะมีลุงหยวนที่คอยให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆแต่เขากลับไม่อาจข่มตาให้หลับสนิทได้เลย เขานึกถึงคุณยายที่มีใบหน้าอ่อนโยนดวงตาที่เต็มไปด้วยความเมตตากับรอยยิ้มที่อบอุ่นทีไรหยาดน้ำสีใสก็ไหลร่วงทุกทีไปประจวบกับการเจ็บป่วยมาั้แ่เยาว์อาการของเขาก็แย่ลงจนถึงที่สุดคาดว่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน
แต่แล้วก็มีสิ่งบางประการมาเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาอีกครั้งเมื่อเขาต้องเดินทางไปทำธุระในถนนฝั่งใต้ของเมืองเขาได้พบกับดรุณีน้อยนางหนึ่งหน้าตามอมแมมสวมใส่เสื้อผ้าสกปรกมีรอยขาดให้เห็นอยู่หลายจุดในใจก็รู้สึกเวทนาสงสารเธอนั่งกอดเข่าผงกหน้าขึ้นลงแลซ้ายขวาเป็ครั้งคราวคล้ายกำลังมองหาอะไรบางอย่างสีหน้าของเธอบ่งบอกถึงความหดหู่ เศร้าใจและท้อแท้
ซินจื่อเซวียนเข้าใจความรู้สึกนี้ได้เป็อย่างดีเขาสั่งให้รถม้าหยุดลงทันทีเด็กหนุ่มเดินลงจากรถพร้อมกับไม้เท้าค้ำยันร่างผอมบางที่พร้อมจะปลิวไปกับสายลมมีลุงหยวนคอยพยุงอยู่เคียงข้าง
เด็กชายมองไปยังเด็กผู้หญิงแล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“มาเป็ครอบครัวของฉัน”
มันคือคำพูดที่เรียบง่ายไม่ได้มากมายหรือเลิศหรูแต่มีความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยมเขาไม่รู้เลยว่าในขณะนั้นสายตาของเด็กผู้หญิงที่มองมาที่เขาเหมือนเทพเ้ามาโปรดเขาไม่ได้ดูเป็เด็กชายที่ผอมบางอย่างเดิมแต่กลายเป็เทพบุตรหนึ่งเดียวในใจของเด็กหญิงตัวน้อยรอยยิ้มที่เขามอบให้เด็กหญิงคล้ายหยาดฝนชโลมผืนดินแห้งแล้ง เธอมองมาที่เขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังเธอเห็นฝ่ามือน้อย ๆ ที่เอื้อมมาหาพลางขยับฝ่ามือที่ซีดเซียวของตนยื่นออกไปตาม
สาวน้อยยอมติดตามเขาขึ้นรถม้าแต่โดยดีซินจื่อเซวียนไม่คิดถามที่ไปที่มาของเด็กผู้หญิง เขาสนใจแค่ชื่อของเธอก็เท่านั้น
“ฉันแซ่ ‘ซิน’ ชื่อ ‘จื่อเซวียน’ เธอสามารถเรียกฉันว่าพี่ชายหรือพี่เซวียนก็ได้ แล้วเธอมีชื่อว่าอะไร?”
“หนู..หนูจำไม่ได้แล้ว...”สาวน้อยมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ดวงตาของเธอมีหยาดน้ำสีใสไหลริน ขณะเดียวกันหิมะก็โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสายลมเย็นพัดคราหนึ่งก็ทำเอาทั้งคู่หนาวสั่นสะท้านไปทั้งร่างเหมันตฤดูมาถึงแล้ว...
เด็กชายเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถอยู่ ๆ จมูกก็รู้สึกแสบเบ้าตาเอ่อล้นด้วยน้ำใส เขาหันกลับมายิ้มให้สาวน้อยตรงหน้า
“อย่างนั้นฉันจะให้ชื่อเธอว่า‘เสวี่ย’ ต่อจากนี้เธอจะเป็หิมะน้อยของฉัน”
“อื้มหนูจะเป็หิมะน้อยของพี่ชาย”
“ดี ! ดีมาก !”ซินจื่อเซวียนหัวเราะอย่างชอบใจพลางสวมกอดสาวน้อยผู้น่าสงสารเบื้องหน้าตนด้วยความรักตอนนี้เขามีน้องสาวแล้ว เขามีเหตุผลให้อยู่ในโลกนี้ต่อไป...
บางทีเขาแค่อยากมีอะไรมาเติมเต็มในชีวิตหรือบางทีเขาอาจรู้สึกผูกพันกับเด็กน้อยผู้นี้ขึ้นมาบ้างแล้ว
ซินจื่อเซวียนมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้นเขารักษาตัวอย่างดีั้แ่นั้นมารอยยิ้มที่ไม่ได้ปรากฏมานับปีก็เผยให้เห็นเป็ครั้งคราวสองพี่น้องรักใคร่กลมเกลียว พวกเขามักใช้ชีวิตในวัยเด็กด้วยกันไม่ว่าจะเป็การเรียนหรือเล่นตามประสาพี่น้อง ลุงหยวนคอยดูการเติบโตของทั้งคู่อย่างช้าๆ
แต่แล้วโชคชะตากลับไม่เป็ใจปีที่ 14 ของซินจื่อเซวียนอยู่ ๆ อาการของเขาก็พลันทรุดลงอย่างหนักภายในวันเดียวและในวันนั้นเขาก็จากโลกนี้ไปอย่างกะทันหันและนั่นก็เป็เวลาเดียวกันที่จื่อเซวียนจากอีกโลกได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้
...