หลินเสวี่ยจู๋ลอบปะปนเข้าไปในทหารหน่วยเล็กๆที่ทำหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินของจวนขุนนางทุกแห่งในเมืองหลวง
ขั้นตอนการตรวจสอบก็คือ ขังทุกคนในจวนนั้นไว้ด้วยกันจากนั้นนำสมุดบัญชีของจวนไปที่คลังสมบัติแล้วตรวจสอบทีละรายการ หากพบทรัพย์สินที่ไม่ได้ถูกบันทึกในสมุดบัญชีเช่นนั้นก็ขอโทษด้วย เชิญทุกคนในจวนไปพักที่คุกของศาลต้าหลี่สักสองสามวัน
เมื่อตรวจสอบครบทุกจวนจึงค่อยสอบสวน โดยใช้วิธีหยั่งเชิงผู้เป็ขุนนางมีสกุลใดบ้างที่ไม่มีเื่ลับลมคมใน?แต่นี่ล้วนเป็เื่รอง
ถึงอย่างไรกฎหมายก็ไม่ได้ลงโทษทุกคนขอเพียงอธิบายได้อย่างชัดเจน ท้ายที่สุดย่อมถูกปล่อยตัวออกมา
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ หลินเสวี่ยจู๋ปะปนเข้าไปในหน่วยที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ!
หนังสือรับสารภาพอย่างจริงใจที่หวังกวงเจิ้งเป็ผู้เขียนขึ้นได้ระบุรายชื่อขุนนางทั้งหมดที่มีส่วนร่วมในการฏของเซียงอ๋องเอาไว้ นับว่ารายละเอียดครบถ้วนยิ่งกว่าที่นักเขียนได้พรรณนาไว้เสียอีก
ความจำของหลินเสวี่ยจู๋ไม่เลวขอเพียงนางเลือกที่จะจำเท่านั้น ขณะตรวจสอบทรัพย์สินก็ลอบปล้นคลังสมบัติของคนอื่นไปด้วย
ดังนั้นเมื่อตรวจสอบมาทั้งวันไม่เพียงแต่หาสิ่งของที่ถูกปล้นไม่พบเท่านั้น ยังมีขุนนางที่ประสบเหตุคลังสมบัติในจวนถูกปล้นเพิ่มมาอีกหลายคนด้วย
ขณะแจ้งเหตุขุนนางบางคนที่พอรู้เื่ก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
จะว่าไปแล้วท้องพระคลังของฮ่องเต้เองก็ถูกปล้นฮ่องเต้จึงปล้นคลังสมบัติของพวกเขาเพื่อนำไปทดแทนทรัพย์สินที่หายไปใช่หรือไม่?
เป็ถึงผู้มีอำนาจล้นฟ้าหัดมียางอายบ้างจะได้หรือไม่!
เท้าหน้าบอกเป็นัยว่าพวกเขาจะได้รับรางวัลในการกำจัดเซียงอ๋องทว่าเท้าหลังกลับยึดทรัพย์สินของพวกเขาไปน่ะหรือ?
เหล่าขุนนางกล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูด
ส่วนฮ่องเต้สุนัขก็ทุกข์ทรมานเป็ที่สุด
เื่ปล้นท้องพระคลังก็แล้วไปเถิดแต่การปล้นพระราชลัญจกรและบัลลังก์ัสีทองอร่ามอันยิ่งใหญ่ไปหมายความว่าอย่างไร?
หลายวันมานี้เขาไม่เพียงแต่ไม่มีที่นั่งเท่านั้นตอนออกว่าราชการก็ยังไม่มีตราประทับ
ตอนนี้ราชกิจทับถมเป็ูเาเขาทำได้เพียงแสร้งป่วยแล้วซ่อนตัวอยู่ในตำหนักบรรทม
ถึงแม้เขาจะแสร้งป่วยเหยี่ยนอ๋องกับฮองเฮาก็ยังพยายามที่จะเข้าพบเขาให้ได้
คนหนึ่งกำลังโมโห ส่วนอีกคนเอาแต่ร้องห่มร้องไห้ สร้างความวุ่นวายอันใดกัน?
เขาต่างหากที่สูญเสียมากที่สุด!
ฮ่องเต้สุนัข้าขว้างปาสิ่งของด้วยความโมโห แต่เมื่อมองดูผนังทั้งสี่ด้านที่ไม่มีของตกแต่งอะไรเลยก็หยุดมือ
ด้านหน่วยตรวจสอบก็มีงานยุ่งทั้งวันทั้งคืน
หลินเสวี่ยจู๋เลือกปล้นเฉพาะจวนขุนนางที่ควรปล้นจากนั้นนางก็ฉวยโอกาสที่ทหารกำลังเปลี่ยนกะกลับเข้าไปในห้องขัง
ผู้คุมคนนั้นยังคงสลบไสลอยู่ในห้องขัง
หลินเสวี่ยจู๋รีบสวมเครื่องแบบขุนนางให้เขาอย่างส่งๆแล้วลากเขาไปวางหน้าประตูห้องขัง จากนั้นก็ลงกลอนประตู ทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อเห็นหยวนซิวสะลึมสะลือนางก็ก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะวางมือลงบนหน้าผากของเขา นางพบว่ามันร้อนเป็ไฟ หมายความว่าเขามีไข้
าเ็สาหัสถึงเพียงนี้หากไม่มีไข้คงเป็เทพเซียนแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋หลับตาก่อนจะส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิตินาง้าค้นหาโอสถ แต่กลับพบว่ามีน้ำพุสีใสแจ๋วพุ่งออกมาจากใต้หินฮวงจุ้ยที่ตอนนี้กลายเป็ูเาจำลองไปแล้ว
นี่คงไม่ใช่น้ำพุจิติญญาในตำนานหรอกกระมัง?
หลินเสวี่ยจู๋วิ่งไปสำรวจด้วยความตื่นเต้นนางวักน้ำพุขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ มันหวานสดชื่น เป็น้ำพุที่อร่อยไม่เลว
ดูเหมือนว่าการออกปล้นในวันนี้จะเปิดใช้งานคุณสมบัติใหม่ๆของมิติแห่งนี้เสียแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋รีบขึ้นไปที่ชั้นห้าของหอสมบัติแล้วเลือกชามกระเบื้องฝังทองคำที่ดูธรรมดาที่สุด ก่อนจะรองน้ำพุจนเต็มชามแล้วนำออกจากมิติ
นางยกร่างกายท่อนบนของหยวนซิวขึ้นเล็กน้อย บางทีการเคลื่อนไหวเช่นนี้อาจกระทบต่ออาการาเ็ที่ขาคิ้วของหยวนซิวจึงขมวดมุ่น แต่ยังคงไม่ส่งเสียง
“มาดื่มน้ำสักหน่อย” หลินเสวี่ยจู๋ยื่นชามไปที่ริมฝีปากของเขา
ริมฝีปากของหยวนซิวแห้งผากจนแตกเป็ขุยไร้สีเื ทันทีที่ััถูกน้ำก็รีบดื่มอย่างทนไม่ไหว
แต่ดื่มไปไม่กี่อึกเขาก็สำลักและไอ เมื่อไอก็เกิดความเ็ปที่เข่าอย่างรุนแรง ความเ็ปนั้นทำให้เขากลั้นหายใจ ใบหน้าซีดเผือด
หลินเสวี่ยจู๋เห็นท่าทางของเขาก็รู้สึกสงสารอย่างยิ่งจึงยื่นมือไปตบหลังของเขาเบาๆ
“เซียงอ๋องอย่ายอมแพ้ ท่านคือพระเอกที่์เลือก มีเทพเซียนคอยปกป้อง ท่านจะต้องยืนหยัดผ่านไปได้แน่นอน”
หยวนซิวลืมตาขึ้นเล็กน้อยเขามองนางก่อนจะหลับตาลงอีกครา
เขาเห็นผีแล้วสตรีผู้นั้นไม่ได้ร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าเขา แต่กลับดูแลเขาอย่างสงบนิ่งเห็นผีเข้าแล้วจริงๆ
หลินเสวี่ยจู๋เห็นว่าใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยคราบโลหิตดูเลอะเทอะจนหมดรูป นางจึงเข้าไปค้นหาในมิติอีกครา บังเอิญพบเสื้อคลุมลายัที่ปักด้วยด้ายสีทองอยู่ในบรรดาทรัพย์สินที่นางปล้นมาจากตำหนักฉินเจิ้งพอดี
หลินเสวี่ยจู๋หัวเราะฮิๆ ‘ฮ่องเต้สุนัข ข้าฉีกเสื้อคลุมเ้ามาเช็ดหน้าให้อนุชาของเ้าเ้าคงพูดไม่ออกเลยกระมัง?’
หาก้าเอ่ยวาจาใดก็กลืนลงท้องให้มารดาเสีย!
หลินเสวี่ยจู๋ราดน้ำพุที่หยวนซิวดื่มเหลือลงบนเศษผ้าที่ฉีกออกมาอย่างมีความสุขแล้วเริ่มเช็ดใบหน้าให้เขา
‘เหตุใดถึงรู้สึกสากเล็กน้อย?’ หยวนซิวคิด
เมื่อเช็ดจนสะอาดแล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็เพ่งมองอย่างละเอียด
รูปลักษณ์หล่อเหลาเอาการไม่แปลกใจเลยที่ร่างเดิมจะหลงเสน่ห์เขาจนสติเลอะเลือน ส่วนนางเอกก็พยายามประจบประแจงเขา
แม้แต่นางยังรู้สึกราวกับถูกทำให้พ่ายแพ้ด้วยความงามของพระเอก!
เขากรำศึกมาหลายปี ทว่าลมหนาวทางชายแดนเหนือกลับไม่ได้ทำให้ใบหน้าของเขาเหี่ยวย่นแม้แต่น้อยพูดได้เพียงว่าเป็ลูกรักของเทพเซียน แต่หากจะบอกว่าเขามีผิวขาวดูเ้าสำอางโครงหน้าของเขาก็มีความเด็ดเดี่ยวแบบทหารกล้าอยู่ด้วย
แม้ว่านางจะยังไม่เคยพบฮ่องเต้สุนัขแต่ก็คาดการณ์ได้ว่าฮ่องเต้สุนัขน่าจะพ่ายแพ้หยวนซิวในแง่ของรูปลักษณ์และอุปนิสัย
หลินเสวี่ยจู๋สูดลมหายใจเข้าลึกๆหลายครั้ง ก่อนจะวางศีรษะของหยวนซิวลงบนกองฟางอย่างไม่เต็มใจเล็กน้อย นางเข้าไปในมิติอีกครา แล้วดื่มน้ำพุจิติญญาหลายชามในอึดใจเดียวทำให้จิตใจที่กระสับกระส่ายของตนเองสงบลง
จากนั้นนางก็ออกจากมิติ เมื่อเห็นหน้าต่างไม้เล็กๆในห้องขัง นางก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย
นางเคลื่อนไหวใหญ่โตเกินไปทำให้ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจนักโทษข้อหาฏอย่างนางและเขา
เมื่อไรจะถูกเนรเทศเสียที! นางไม่อยากถูกขังอยู่ที่นี่ไปตลอด
ขณะที่กำลังครุ่นคิดก็ได้ยินเสียงะโดังแว่วมาจากด้านนอก “เหล่าพี่น้องล้วนยุ่งจะตายอยู่แล้วเ้านี่กลับนอนหลับเสียได้!”
จากนั้นก็มีเสียง ‘เพียะ’ดังขึ้น ผู้คุมที่กำลังสลบไสลน่าจะถูกตบหน้าจนได้สติ เนื่องจากนางได้ยินเสียงเขาร้องขอความเมตตา
หลินเสวี่ยจู๋รีบดึงโซ่เหล็กบนประตูห้องขังพลางะโ “ใต้เท้าเกิดเื่ใหญ่แล้ว ใต้เท้า”
“เื่อันใด?” ผู้คุมที่เป็คนตบหน้ารู้สึกหงุดหงิดอย่างยิ่ง ้าเปิดประตูห้องขังเข้าไประบายโทสะ
ทว่าเมื่อคลำที่เอวก็พบว่ากุญแจหายไปแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋ชี้ประตูห้องขังที่อยู่ตรงกันข้ามพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย “ใต้เท้า ท่านดูสิ”
ตอนนี้นางอยู่ห่างเกินไป จึงไม่อาจแขวนกุญแจกลับไปบนตัวผู้คุมทำได้เพียงโยนไปยังห้องขังที่อยู่ตรงกันข้าม
ผู้คุมขมวดคิ้วมองเห็นเพียงว่ากุญแจวางอยู่บนกองฟางในห้องขัง เขารู้สึกไร้คำพูดทันที ‘จบสิ้นแล้วประตูห้องขังลงกลอน ส่วนกุญแจก็หล่นอยู่ด้านใน’
นักโทษออกมาไม่ได้ ผู้คุมก็เข้าไปไม่ได้ นี่ไม่ใช่การรนหาที่ตายหรือ?
ผู้คุมที่ทำกุญแจหล่นเหงื่อแตกพลั่ก ส่วนผู้คุมที่เพิ่งถูกเขาตบหน้าไปกลับยกริมฝีปากขึ้นราวกับกำลังมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น
“มัวนิ่งอันใดอยู่? ไปหาขวานมาพังประตูเสีย!” ผู้คุมที่ทำกุญแจหล่นกล่าวอย่างเดือดดาล
“ขอรับ” ผู้คุมที่ถูกตบหน้ารับคำแล้วรีบวิ่งออกไป
ทว่าก้าวผ่านธรณีประตูออกไปก็ผ่อนฝีเท้าลงเดินไปหาขวานด้วยท่าทีไม่รีบร้อน
ส่วนผู้คุมที่ทำกุญแจหล่นก็เหยียดแขนข้างหนึ่งเข้าไปในห้องขังพยายามคว้ากุญแจ ใบหน้าอวบอ้วนถูกซี่กรงห้องขังที่ทำจากไม้บีบเสียจนบิดเบี้ยว
หลินเสวี่ยจู๋ชมความครึกครื้นอย่างไม่เกรงกลัวพลางเอ่ยอย่างร่าเริง “ใต้เท้าสู้ๆ!”
เขาโมโหแทบตายแล้ว สตรีผู้นี้ช่างกวนโทสะเสียจริง
กุญแจของเขาหล่น ทว่านางกลับไม่บอกสักคำตอนนี้เขาหยิบมันออกมาไม่ได้ นางก็ดูไม่เดือดร้อนอันใด
แล้ว ‘สู้ๆ’[1] หมายความว่าอย่างไร?
นาง้าราดน้ำมันลงบนเพลิงโทสะของเขาใช่หรือไม่?
เขารู้สึกอึดอัดในทรวงอก ความเ็ปปรากฏอย่างเลือนราง
“ใต้เท้าได้ขวานแล้วขอรับ” ผู้คุมที่ถูกตบหน้ากล่าวพร้อมกับเดินเข้ามาขณะที่เดินเข้ามาใกล้ก็เปลี่ยนฝีเท้าเป็เร่งรีบทันที อีกฝ่ายรับขวานมาด้วยท่าทีอารมณ์เสีย ก่อนจะกัดฟันออกแรงเหวี่ยง ทำให้ซี่กรงที่ทำจากไม้หัก
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยอย่างร่าเริง “ใต้เท้า ไม้ที่หักเอามาดามขาให้สามีข้าได้หรือไม่?”
‘บิดาโมโหแทบตายแล้ว!’ผู้คุมที่ทำกุญแจหล่นคิด
.............................
[1] สู้ๆภาษาจีน หมายถึง เติมน้ำมัน