ตอนที่ 13
ดาบเพชฌฆาตหมื่นิญญาพลันเริ่มสั่นกระตุก เกาลัดจึงรีบกดข่มมันไว้กับตัว นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ชายที่อยู่บนหลังม้าและคนชุดดำเหล่านี้เป็ใคร หากไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวนาง ก็ต้องเป็ศัตรูคู่แค้นของอังเตอย่างแน่นอน
อังเตแค่นเสียงเย็น สายตาดุดันขึ้นมาทันใด “หึ..ข้านึกว่าใคร ที่แท้ก็พวกสุนัขรับใช้”
“เ้าเพิ่งออกจากรูหนู คงยังไม่รู้ว่าอะไรเป็อะไร” ตูรันควบม้าเดินหน้า
เขาปรายตามองเงาร่างหญิงสาวคนหนึ่งที่แอบอยู่หลังอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยเสริมไปว่า “มาแค่คนเดียวก็คิดว่าจะสู้ข้าได้หรือ เอาเป็ว่าเรามาเจรจาผลประโยชน์กันจะดีกว่า”
อังเตรู้ว่าเขากำลังกล่าวถึงเื่อะไร สายตาที่ตูรันมองมานั้น เขารู้ว่าอีกฝ่ายจะใช้เกาลัดมาเจรจาเื่ผลประโยชน์อย่างแน่นอน
เกาลัดยังไม่รู้ว่าชายที่อยู่บนหลังม้ากำลังสื่อถึงเื่อะไร นางกวาดสายตามองไปโดยรอบแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะหนีจากวงล้อมนี้ได้อย่างไร แผนการที่นางวางไว้แทบล้มไม่เป็ท่า แล้วตอนนี้ยังจะต้องมาประสบเคราะห์กรรมกับชายแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันอีก
“ไม่มีเหตุผลใดที่ข้าต้องเจรจา!”
เปรี๊ยะ!!
เสียงแส้ชนิดหนึ่งพุ่งออกมาจากตัวของอังเต มันตรงเข้าจัดการกลุ่มคนชุดดำที่รายล้อมอยู่อย่างรวดเร็ว จนพวกเขากระเด็นกระดอนไปคนละทิศทาง ปลายแส้ที่ยังหลงเหลือเวทย์อาคม เมื่อมันพุ่งออกไปแล้วก็วกกลับมาเพื่อจู่โจมตูรันที่อยู่บนหลังม้าทันที
ตูรันพลันดีดตัวออกจากหลังม้า เขาะโไปอีกฝั่งเพื่อเตรียมตัว เวทย์พลังอันน่ากลัวของเขาเริ่มแผ่ขยาย ลูกไฟน้อยใหญ่ถูกส่งออกมาจากฝ่ามือของตูรัน
ฉับพลันลูกไฟประหลาดนั้นก็วิ่งเข้าหาอังเตอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มโค้งมุมปากเล็กน้อย เขาใช้มือวาดเส้นโค้งกลางอากาศ จากนั้นมันก็แปรเปลี่ยนมาเป็อสูรไฟขนาดใหญ่ อสูรไฟที่เพิ่งถูกเสกขึ้นมันตรงเข้าไปเขมือบลูกไฟนั้นอย่างว่องไวราวกับเป็อาหารมื้อแรกของวัน
แต่สิ่งที่อารันไม่คาดคิด ขณะที่อสูรไฟกำลังกลืนกินลูกไฟอยู่นั้น แก่นิญญาภายในของเขาเริ่มเจ็บแปลบขึ้นมาเล็กน้อย อสูรไฟที่เขาสร้างขึ้นมาคล้ายกำลังถูกเพลิงสีแดงเข้มปริศนาควบคุมอยู่
เพลิงมารโลหิตหรือ!!
เพลิงมารโลหิตคือวิชาไสยเวทย์ที่หายสาบสูญไปนานแล้ว มันสามารถควบคุมหรือทำลายเวทย์อาคมไฟได้โดยตรงและอาจส่งผลต่อผู้ใช้ไสยเวทย์ไปด้วย
อังเตลูบหน้าอกไปมาก่อนจะนำโอสถเม็ดยัดเข้าปากตนเอง อสูรไฟที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่นานก็ถูกเพลิงมารโลหิตกลืนกิน ตูรันลอบประเมินการกระทำของอีกฝ่าย สีหน้าของเขาเคร่งขรึมลง
เผ่าพยัคฆ์ดำนอกจากขึ้นชื่อเื่วิชาไสยเวทย์แล้ว โอสถวิเศษของพวกเขาก็มีมากมาย ต่อให้เผ่าพยัคฆ์ดำตัดขาดจากโลกภายนอกแล้ว ก็ยังมีข่าวลือเื่การใช้โอสถวิเศษชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นขึ้นมาเป็ว่าเล่นได้
“ยอมแพ้เสียเถิด เื่วันนี้ข้าจะไม่เอาไปเล่าต่ออย่างแน่นอน ฮ่าๆ” ตูรันหัวเราะลั่นจนศีรษะของเขาโยกไปมา อังเตขบกรามแน่น แววตาชายหนุ่มเต็มไปด้วยโทสะแค้น
“อังเต..ช..ช่วยด้วย”
เสียงครวญของเกาลัดพลันถูกบีบอัดในสมองเขา อังเตไม่ลืมว่าเขาได้ร่ายเวทย์อาคมคลุมตัวของนางไว้แล้ว แต่เมื่อเหลือบมองไปก็พบว่าหญิงสาวตกอยู่ในเงื้อมมือของบุรุษผู้มาใหม่คนหนึ่งแล้ว
เ้าคีฑา!
คีฑาใช้มือลูบคลำไปมาบนใบหน้าของเกาลัด เขาคล้ายกับกระหายอยากกับสาวงามมานานแล้ว ภายหลังจากคีฑาหายจากอาการาเ็ก็ติดตามตูรันออกมาจากแคว้นวัตราคีรี แต่ไม่คิดว่าจะได้มาเจอหญิงสาวผู้มีไอพลังจันทราสีเืได้รวดเร็วเช่นนี้
แววตาของอังเตสาดประกายอำมหิตมายังคีฑา “ปล่อยนาง..”
“นางหาใช่สมบัติของผู้ใด เผ่าพยัคฆ์ดำของเ้าก็ใช่ว่าจะมีสิทธิ์ เพราะผู้ที่จะได้พลังจากตัวนาง..ก็คือข้าผู้เดียว” คีฑายิ้มเยาะ สีหน้าบ่งบอกความทะนงตนอยู่หลายส่วน
“เ้าคี ทรงพาตัวนางไปก่อน ส่วนเขา..กระหม่อมจัดการเอง” ตูรันเอ่ยเตือน
คีฑาเหลือบมองอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนทำตามคำสั่ง กลุ่มองครักษ์ที่ติดตามมานับสิบคนคุ้มกันคีฑากับเกาลัดออกไปจากบริเวณนั้น
พลันนั้นกลุ่มไอพลังเทาหม่นแทรกผ่านผิวดินขึ้นมา มันตรงเข้ายึดแขนขากลุ่มของพวกเขาโดยทันที อังเตถอยร่นออกมาเพื่อที่จะสามารถกางเขตเวทย์อาคมได้อย่างสะดวก ตูรันเมื่อเห็นดังนั้นก็ส่งเวทย์อาคมของตนเข้าต่อสู้กับอังเตด้วยเช่นกัน
ขณะที่ทั้งสามฝ่ายกำลังยื้อยุดกันอยู่นั้น เกาลัดที่ไม่ได้ถูกเวทย์อาคมของอังเตตรึงแขนขาไว้ นางรีบวิ่งออกมาจากกลุ่มของคีฑาอย่างรวดเร็ว
หญิงสาววิ่งอ้อมไปทางด้านหลังของเรือนพัก เพราะด้านหลังมีทางเชื่อมต่อเข้าไปในเขตตลาดการค้าได้ หากนางสามารถอยู่ในสถานที่ที่คนพลุกพล่าน ไม่แน่ว่าคนกลุ่มนั้นก็ไม่น่าจะติดตามมาได้แล้ว
เมื่อเกาลัดวิ่งออกมาไกลแล้ว หญิงสาวเริ่มฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเพื่อนร่วมทางอย่างอังเตยังอยู่ในอันตราย อย่างน้อยเขาก็เคยช่วยเหลือนางมาหลายครั้ง เขาอาจจะต้องมาเป็อะไรไปเหมือนกับอารัน..
ฝ่ายอังเตที่กำลังจะวิ่งตามเกาลัดไปก็ถูกตูรันมาขัดขวางไว้ ชายหนุ่มอาศัยหุ่นเชิดที่นำออกมาต่อสู้กับตูรันเพื่อถ่วงเวลาไว้ก่อน ส่วนคีฑาเองก็เพิ่งหลุดพ้นจากการถูกไอพลังสีเทาตรึงร่างไว้
คีฑากำลังจะวิ่งติดตามเกาลัดมาทางด้านหลังเรือนพัก แต่คล้ายกับว่าทั่วทั้งร่างเขาเหมือนมีขุมพลังไม่รู้ที่มาสะกดพลังเวทย์เอาไว้ก่อน
ชายหนุ่มเหลียวมองเบื้องหน้าของตนผาดหนึ่ง ปรากฏเงาร่างของใครบางคนยืนขวางไว้ เกาลัดเอียงหน้ามองชายหนุ่มด้วยแววตาฉงนอยู่พักหนึ่ง หญิงสาวเหน็บดาบของตนไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย
สัญลักษณ์สีดำเริ่มปรากฏชัดอยู่ตรงหว่างคิ้วของนาง..
คีฑาถอยหลังออกมาหลายก้าว เขาััได้ว่าขุมพลังไม่รู้ที่มานั้นมาจากร่างของเกาลัดเอง
ครั้นเมื่ออาวุธสังหารอย่างเกาลัดเริ่มรับรู้ถึงความหวาดกลัวของอีกฝ่าย นางเคลื่อนตัวมายืนตรงหน้าของคีฑาอย่างรวดเร็ว จากนั้นหญิงสาวก็ใช้มือเรียวงามกระชากลำคอของชายหนุ่มเอาไว้ คีฑาถูกพลังปริศนาเข้าโจมตีแก่นิญญาในร่างอย่างไม่ทันตั้งตัว พลังเวทย์ของเขาเหมือนกับถูกเผาไหม้ในเวลาเดียวกัน
อังเตกับตูรันเมื่อเห็นดังนั้นก็เริ่มหยุดมือกันชั่วคราว ตูรันพอได้โอกาสก็ร่ายเวทโจมตีมายังเกาลัดที่หมายจะสังหารคีฑา แต่เวทย์อาคมนั้นกลับถูกพลังบางอย่างในตัวนางดีดสะท้อนกลับไปยังต้นทาง จนตูรันล้มไปนอนจมกองเืกับพื้นทันที
อังเตมองตามการกระทำนั้นอย่างตื่นตระหนก เกาลัดอาจจะมีบางอย่างเข้าสิงร่างและสะกดนางเอาไว้ มิเช่นนั้นแล้วหญิงสาวไม่มีทางที่จะสามารถเอาชนะผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงทั้งสองคนได้อย่างแน่นอน
หรือจะเป็ดาบเล่มนั้น!
ขณะที่อังเตกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ร่างของคีฑาก็ถูกขว้างผ่านหน้าของเขาไปกองรวมกันกับตูรันที่กำลังนอนาเ็อยู่อีกฝั่ง คีฑามีสภาพไม่ต่างกันกับตูรันมากนัก เืสีแดงฉานไหลนองท่วมตัว ด้านเหล่าองครักษ์และคนชุดดำที่ยังรอดชีวิต ต่างก็พากันยกอาวุธขึ้นมากันผู้เป็นายของตนเอาไว้
เกาลัดทำทีจะเดินขึ้นหน้าเพื่อข่มขู่ให้พวกเขาหวาดกลัว ต่อมาไม่นานร่างตูรันกับคีฑาก็ถูกหามออกไปจากบริเวณนั้นทันที
หญิงสาวพลันสายตาดุร้ายจับจ้องไปยังพวกเขาจนคนทั้งหมดหายลับไป สักพักนั้นทุกอย่างก็กลับมาเป็ปกติเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น..
อังเตยืนมองแผ่นหลังของเกาลัด กลิ่นอายพลังประหลาดในร่างของนางเริ่มเจือจางลง สัญลักษณ์ตรงหว่างคิ้วของนางก็พลันเลือนหายไปด้วย ดวงตาสว่างใสอันคุ้นเคยของหญิงสาวก็กลับมา
เกาลัดเมื่อได้สติก็ทำท่าทางประหลาดใจไม่น้อยเมื่อเห็นว่าบริเวณโดยรอบไม่ปรากฏกลุ่มคนชุดดำอีกแล้ว
เสียงนุ่มเล็กของหญิงสาวเริ่มเจื้อยแจ้ว “นี่ท่านเอาแต่จ้องมองข้าทำไม พวกนั้นหายไปไหนกันหมด หรือว่าท่านไล่พวกมันไปหมดแล้ว”
เกาลัดเดินเข้ามาถามอังเตที่กำลังยืนนิ่งอยู่ ชายหนุ่มวางสีหน้าไม่ค่อยถูกเท่าใดนัก หากหญิงสาวรู้ว่าเมื่อครู่นางเป็คนไล่พวกนั้นไปเอง จะเป็อย่างไร..
เมื่อมีผู้ใช้ไสยเวทย์มาต่อสู้กันในเมืองไพรนารัมย่อมไม่พ้นที่จะต้องถูกตรวจสอบเริ่งด่วน
ผู้าเ็กลับเป็กษัตริย์จากแคว้นวัตราคีรี แม้ว่าเมืองในม่านอำพรางจะไม่ขึ้นตรงกับผู้ใด แต่ผู้คุมกฎเมืองจะต้องออกไล่ล่าผู้กระทำการอุกอาจนี้เพื่อเป็ตัวอย่างให้ผู้คนได้เห็น
อังเตพาเกาลัดมาหลบซ่อนในสถานที่แห่งหนึ่ง เป็ซ่องนางโลมเก่าแก่ที่อยู่ชั้นใต้ดินฝั่งทิศใต้ของไพรนารัม ที่แห่งนี้ไม่ค่อยมีบุรุษเข้ามาใช้บริการมากนัก โดยส่วนใหญ่จะนัดพบปะกันคุยเื่สำคัญกับคนต่างถิ่นมากกกว่า
อังเตรู้จักคนผู้หนึ่งที่จะสามารถให้ที่พัก และออกไปจากเมืองไพรนารัมได้โดยไม่ผ่านประตูเข้าออกได้..
ชายหญิงสองคนมาในชุดชาวบ้านธรรมดา เกาลัดห่อดาบคู่กายไว้กับผ้าเก่าๆ ส่วนอังเตก็ปกปิดกลิ่นอายผู้ใช้ไสยเวทย์ของตน
ทั้งสองเดินเข้ามาในตรอกลึกแห่งหนึ่งอยู่สักพัก โดยมีเด็กหนุ่มอายุราวสิบห้าปีคนหนึ่งนำทางเข้ามาเพื่อขอพบผู้ดูแล ก่อนเขาจะพาทั้งสองเข้ามายังชั้นใต้ดินข้างล่างสุด
ภายในห้องนั้นถูกจุดสว่างด้วยเทียนหลายเล่ม บางครั้งดูขมุกขมัวจนมองไม่เห็นแม้แต่เงาคน เบื้องหน้าพบสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังนั่งผสมยาบางอย่างบนโต๊ะมุมห้อง
สตรีผู้นั้นหน้าขาวเด่น บนแก้มมีร่องรอยเหี่ยวย่นอย่างเห็นได้ชัด นางไม่มีท่าทางประหลาดใจมากนักเมื่อเห็นพวกเขาทั้งสอง
“ข้าคิดไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็เ้า อังเต.. ทหารของพวกวัตราคีรีกำลังมาที่ไพรนารัม ถึงตอนนี้เ้าจะติดปีกบินไปไหนคงหนีไม่พ้นแล้ว” สายตาของสตรีผู้นั้นเลื่อนมายังเกาลัด พลันสีหน้าของนางก็เหมือนจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
อังเตหลุบตาคราหนึ่งพลางกล่าวเสนอ “โอสถเยาว์วัยชั้นดี หากท่านยัง้า”
นางทำท่าทีสนใจไม่น้อย โอสถเยาว์วัยจากเผ่าพยัคฆ์ดำถือว่าเป็ของที่หาได้ยากยิ่ง แม้แต่ตลาดมืดหลายแห่งยังทำของปลอมขึ้นมา นางเคยได้รับจากชายหนุ่มเมื่อนานมาแล้ว ทำให้นางคงสภาพหน้าตาได้ดีกว่าเดิม
หากครั้งนี้นางได้รับโอสถเยาว์วัยเพิ่มมาอีกอาจทำให้นางกลับมาเป็สาวงามได้อีกครั้ง
แต่ว่า..สาวน้อยที่อยู่ข้างกายเขากลับน่าสนใจมากกว่า
สตรีผู้นั้นยิ้มพรายไม่คล้ายตอบรับข้อเสนอ นางจับจ้องเกาลัดเหมือนเหยื่อชั้นดี อังเตรู้ทันทีว่านาง้าอะไร ชายหนุ่มจึงขยับมือเล็กน้อยพลางร่ายเวทย์อาคมเงียบๆไว้
อีกฝ่ายลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาใกล้คนทั้งสอง “นาง..เป็อะไรกับเ้า” สตรีผู้นั้นแ่เสียงลง เกาลัดพลันขนลุกซู่ น้ำเสียงของผู้หญิงคนนี้เย็นเยือกเกินไปแล้ว
“สหายของข้า” อังเตตอบเสียงเย็น
สตรีผู้นั้นหัวเราะร่า “ฮ่าๆ..สหายหรือ สาวงามเพียงนี้คงมิใช่แค่สหายสินะ อังเต”
พลันนั้นปรากฏคนร่างสูงใหญ่เกือบสิบคนเดินออกมาจากเงามืดด้านข้าง เกาลัดคว้าแขนอังเตไว้แน่น นางคิดที่จะวิ่งหนีออกไปทางเดิมแต่ไม่คิดว่าจะมีคนดักทางไว้อยู่ สตรีผู้นั้นตระโกนสั่งให้คนของตนเข้าไปจับตัวเกาลัดออกมา
ส่วนอังเต เขายังไม่สามารถขยับตัวได้เพราะมีโซ่เหล็กขนาดใหญ่พุ่งออกมาจากพื้นด้านล่าง โซ่นั้นคล้ายกับงูที่มีชีวิตมันตรงเข้าพันรอบตัวของชายหนุ่มโดยทันที พลังเวทย์ของอังเตลดลงอย่างฉับพลัน เขาคาดเดาว่าโซ่เหล็กปริศนานี้น่าจะเป็อาวุธเวทย์ขั้นสูงที่ไม่สามารถหยั่งลึกถึงพลังได้
เสียงเกาลัดกรีดร้องสุดเสียง เมื่อมีชายร่างใหญ่คนหนึ่งคว้าตัวหญิงสาวขึ้นมาพาดบนบ่า จากนั้นเขาใช้เศษผ้าอุดปากของนางไว้ แล้วแบกตัวนางออกไปจากห้องอย่างง่ายดาย
เมื่อเห็นดังนั้น ดวงตาอังเตพลันมืดครึ้มลง แม้เขาจะยังพูดไม่ได้แต่เสียงครางต่ำในลำคอบ่งบอกถึงความโกรธแค้นสุดขีด สายตาแดงก่ำของเขามองมายังสตรีผู้นั้นเหมือนแทบจะฉีกกินเืเนื้อเสียให้ได้ แต่กระนั้นนางก็ยังเอ่ยวาจาเย้ยหยันเขาไม่ขาดปาก
ครั้นเวลาผ่านไปสักพัก โซ่เหล็กที่พันรอบตัวอังเตอยู่นั้นก็เริ่มหลอมละลาย มันค่อยๆกลายเป็ก้อนเศษเหล็กหยดลงพื้น กลิ่นอายเข้มข้นของชายหนุ่มพลันเริ่มปะทุ ผิวกายของเขามีบางอย่างชอนไชออกมา
สตรีผู้นั้นเห็นความผิดปกติ จึงรีบสั่งให้คนใช้อาวุธเวทย์อีกอย่างตรึงร่างของอังเตไว้ แต่มันก็ไม่อาจทำให้ร่างกายของเขาหยุดการเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อถึงขีดสุดของพลังแล้ว ร่างอังเตก็หลุดจากโซ่ตรวนได้อย่างสมบูรณ์ ดวงตาของเขาเริ่มขยายใหญ่ขึ้น เสียงกระดูกลั่นดังมาเป็ระยะ คนที่ยืนรายล้อมเขาอยู่นั้นต้องตื่นตะลึงกับภาพอันน่าสะพรึงกลัวที่อยู่ตรงหน้า
เสือดำ!
ในชั่วพริบตาเดียวนั้น จากมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งกลับกลายร่างมาเป็เสือดำทมิฬตัวใหญ่ เขี้ยวของมันแหลมคม ั์ตาประกายดุร้าย เมื่อมันมองเห็นศัตรูก็พลันกระโจนใส่อย่างรวดเร็ว โดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันที่จะก้าวท้าววิ่งหนี
สตรีผู้นั้นหลบออกจากห้องั้แ่อังเตหลุดออกจากโซ่แล้ว นางหนีไปตามทิศทางที่เกาลัดถูกจับตัวไป
ครั้นเมื่อนางมาถึงอีกห้องหนึ่งก็พบกลิ่นสาบคาวคละคลุ้งไปทั่ว แสงเทียนส่องสว่างชัดเจน จนนางเห็นว่ามีหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังนั่งดื่มสุราอยู่อย่างสบายใจ
แต่สิ่งที่ทำให้สตรีผู้นั้นต้องใสุดขีดอีกครั้ง เมื่อเบื้องหน้าของนางปรากฏร่างไร้ิญญาที่ถูกบั่นคออย่างสยดสยองนับสิบร่าง ทั้งหมดล้วนเป็คนของนางเอง
ขณะที่สตรีผู้นั้นกำลังจะเดินถอยหนีไปด้านหลัง เงาแสงวาบหนึ่งพลันโฉบผ่านมาเบื้องหน้าของสตรีผู้นั้น ปลายคมดาบเล่มหนึ่งจ่อเข้าที่ดวงตาของอีกฝ่ายทันใด
หากมันขยับมาเพียงเล็กน้อย ดวงตาของนางน่าจะถูกเสียบทะลุแล้ว..
เสือดำตัวนั้นเมื่อจัดการล่าสังหารคนในห้องนั้นจนหมดสิ้น มันกำลังจะเดินกลับไปที่ประตูทางเข้า แต่ก็พลันต้องขยับถอยหลังอย่างแปลกใจ ดวงตาทะมึนดำของมันไม่ปรากฏแววขลาดกลัว
เกาลัดในคราบอาวุธสังหารหอบหิ้วบางสิ่งติดมือเข้ามาด้วย นางโยนศีรษะของสตรีผู้นั้นลงไปกองกับพื้นด้านหน้า เสือดำเห็นเช่นนั้นก็พลันขยับตัว มันแยกเขี้ยวขู่อีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัวหญิงสาว
กลิ่นอายของนางประสานรับกับดาบเพชฌฆาตหมื่นิญญา ยิ่งทำให้อังเตผู้กลายร่างเป็เสือดำเกิดความหิวกระหายพลังนั้นขึ้นมา
เมื่ออยู่ในร่างของเสือดำ บางครั้งอังเตก็ไม่อาจควบคุมพลังที่ได้รับการสืบทอดมาจากผู้นำเผ่าพยัคฆ์ดำได้ หากเขาอยู่ในสภาวะที่ร่างกายถูกพลังมหาศาลบีบอัด ประจวบกับจิตใจที่มีแต่โทสะแค้น จึงเป็เหตุผลที่อังเตสามารถกลายร่างเป็เสือดำได้ทันที
อังเตกำลังพยายามใช้สติควบคุมพลังในร่างตน จึงเผลอไผลไปชั่วขณะ เกาลัดเมื่อเห็นเสือดำตัวใหญ่ก็คิดว่าน่าจะจับมันมาเป็ทาสรับใช้ของตนได้
เมื่อคิดได้เช่นนั้นหญิงสาวก็ไม่รอช้า นางวาดมือไปมาเล็กน้อย โซ่เหล็กที่ถูกหลอมละลายลงไปกองกับพื้น มันเริ่มก่อตัวกลับมาเป็โซ่เหล็กเหมือนเดิม ระดับความยาวของมันก็เหมือนจะขยายไปมากพอควร
เสือดำเมื่อเห็นว่าตนกำลังจะมีภัยมาถึงตัวแล้ว มันไม่อยากต่อสู้กับอีกฝ่ายมากนัก เพราะหากเป็เช่นนั้นจริงไม่มันหรือนางอาจจะต้องเจ็บตัวกันคนละฝ่าย เสือดำคิดจะกระโจนหนีไป แต่ถูกโซ่เหล็กพุ่งใส่จนมันถูกลากลงกับพื้นอย่างแรง เสียงของมันโหยหวนอย่างเ็ป เืสีแดงพลันไหลหยดออกมาจากปากของมัน
อังเตปวดแสบถึงแก่นิญญาภายในของตน โซ่เหล็กที่พุ่งมานั้นถูกอาบไปด้วยขุมพลังไม่ทราบที่มา ขณะที่ถูกโซ่รัดตัวไว้อยู่นั้น เกาลัดพลันมองมายังดวงตาของเสือดำด้วยความบังเอิญ สภาพของมันเหมือนกำลังถูกบังคับคว้านเอาหัวใจออกมาเสียอย่างนั้น
“เ้าชื่ออะไร!” เกาลัดถามเสียงเข้ม สีหน้าของนางยังไม่ลดทอนความดุร้ายลง
เสือดำพยายามดิ้นพล่านให้ตนนั้นหลุดพ้นจากโซ่เหล็กนี้ แต่ยิ่งมันขยับตัวเท่าไหร่ก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นมาทุกที ยังไม่ทันที่อังเตจะเอ่ยตอบกลับไป หญิงสาวก็หันมานั่งข้างหน้าตัวเสือดำแล้ว นางใช้ฝ่ามือตบไปที่หัวของมันเบาๆ จากนั้นเกาลัดก็ดีดตัวลุกขึ้นพลางกล่าวสบถเสียงดังไปหลายคำ
นางกำลังกล่าวหาว่าเสือดำตัวนี้จำแลงกายมา มิใช่สัตว์ป่าอย่างที่เห็น..
อังเตกัดฟันแน่น ก็เขาเป็คนมิใช่หรือ ไม่ใช่เสือดำในป่าอย่างที่นางคิด!
ระหว่างนั้นเกาลัดชักดาบขึ้นมาจากด้านหลัง นางตวัดดาบโค้งไปมาหลายรอบ และทุกรอบนั้นคมดาบก็มาจ่อที่ลำคอของเสือดำทุกครั้ง
อีกฝ่ายสะดุ้งไปหลายครา จนอังเตได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมของตนแล้ว เขาคือทายาทของผู้นำเผ่าพยัคฆ์ดำ การออกมาหาประสบการณ์ข้างนอกคือสิ่งที่อังเตเป็ผู้เลือกเอง หากเขาต้องตายก็ต้องตายอย่างสมศักดิ์ศรี
แต่มิใช่แบบนี้..
เกาลัดตั้งใจจะตัดคอเสือดำตัวนี้ หากได้แค่เฉพาะเขี้ยวยาวๆของมันก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
สักพักคล้ายว่ามีบางอย่างทำให้หญิงสาวหยุดการกระทำนั้นลง สัญลักษณ์ตรงหว่างคิ้วของเกาลัดเริ่มเลือนหายไป มือของนางอ่อนแรงจนดาบร่วงหล่นลงพื้น
เกาลัดทิ้งตัวล้มฟุบกับพื้นอย่างคนไม่ได้สติ โซ่เหล็กที่เคยตรึงร่างเสือดำไว้อยู่นั้นก็พลันคลายออก แรงกดของพลังลึกลับก็จางหายไปด้วย
อังเตเมื่อได้โอกาสขยับตัว เขาจึงรีบเดินปราณภายในอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรวบรวมพลังเวทย์ของตนแล้วคืนร่างเป็มนุษย์เช่นเดิม
ชายหนุ่มรีบถลาเข้าไปประคองร่างของเกาลัด ใบหน้าของนางซีดเซียว เนื้อตัวเย็นชืด อังเตจึงใช้เวทย์อาคมปล่อยเข้าร่างกายของนางเพื่อให้ความอบอุ่นไว้
เสียงอึกทึกไล่ดังมาจากทางด้านนอก กลุ่มคนซึ่งคาดว่าน่าจะเป็คนคุ้มกันของเมือง และทหารจากแคว้นวัตราคีรีกำลังตรงมาชั้นใต้ดินของที่นี่ มีทางเดียวที่เขาและเกาลัดจะออกไปจากที่แห่งนี้ได้คือต้องเปิดอุโมงค์อากาศ
แต่เมื่ออยู่เมืองในม่านอำพรางอันแปลกประหลาด ก็ไม่สามารถออกจากสถานที่แห่งนี้ได้อยู่แล้ว ความเสี่ยงที่จะถูกจับได้ก็ย่อมมีมากกว่า
ครั้นเมื่อคนคุ้มกันของเมืองและทหารมาถึง พวกเขาก็ค้นทุกซอกมุมของชั้นใต้ดินและทั้งหมดโดยรอบของซ่องนางโลมแห่งนี้อย่างละเอียด ร่างศพที่ถูกตัดคอนอนเกลื่อนกลาด รวมถึงศพที่ถูกสัตว์ป่าชนิดหนึ่งทำร้าย แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของมัน
คนคุ้มกันที่เป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นกลางผู้หนึ่งตรวจสอบแล้วว่า มีร่องรอยการใช้เวทย์อำพรางกายหนีออกไปแล้ว หัวหน้าคนคุ้มกันสั่งให้คนส่งข่าวไปถึงผู้คุมกฎเมืองเพื่อให้ใช้เวทย์ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด นอกเหนือจากการปิดเมืองเข้าออกชั่วคราว
เ้าคีฑากษัตริย์แห่งแคว้นวัตราคีรีกับราชเลขาตูรัน ถูกผู้ใช้ไสยเวทย์ไม่รู้ที่มาลอบสังหารในเมืองไพรนารัม ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของเมืองแน่นอน
คีฑากับตูรันเพียงาเ็สาหัส ตอนนี้ก็ออกจากเมืองไพรนารัมและกลับวังหลวงแคว้นวัตราคีรีไปแล้ว เสนาบดีของแคว้นส่งทหารหลายร้อยนายมาประจำที่นี่เพื่อค้นหาอังเตกับเกาลัด
ผู้คุมกฎเมืองเพียงทราบมาว่าเป้าหมายเป็เพียงชายหญิงคู่หนึ่ง ซึ่งเขาย่อมรู้ว่าเป็ใคร
อังเตพาเกาลัดมาหลบตรงตรอกแห่งหนึ่งใกล้กับโรงต้มเหล้าของเมือง เขามีคนรู้จักไม่มากนักแต่ก็ไม่อาจประมาทได้ คนคุ้มกันของเมืองและทหารจากแคว้นวัตราคีรีต่างวิ่งพล่านไปทั่ว จนยากจะหลบหนีไปซ่อนตัวในที่ปลอดภัย
อังเตจึงได้แต่เพียงอุ้มเกาลัดมาซ่อนอยู่เรือนเก็บของด้านหลังโรงต้มเหล้า สถานที่แห่งนี้นับว่าปลอดภัยระดับหนึ่ง เพราะไม่มีใครเข้ามายุ่มย่ามมากนัก
ชายหนุ่มคอยส่งพลังเวทย์เพื่อให้ความอบอุ่นเกาลัดเป็ระยะ แม้มีบางจังหวะที่เขาต้องระมัดระวัง เพราะไอพลังจันทราสีเืเหมือนจะต่อต้านพลังเวทย์ของเขาอยู่ตลอดเวลา แต่นั่นก็ทำให้ร่างกายของเกาลัดเริ่มดีขึ้นตามลำดับ
อังเตใช้นิ้วมือเกลี่ยไรผมของเกาลัดบนหน้าผากเบาๆ สีหน้าของนางเริ่มมีเืฝาดขึ้น เขาพยายามกดข่มความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
ตอนที่เกาลัดถูกโจมตีที่ท่าเรือแห่งนั้น เขากำลังคิดว่าจะเข้าช่วยเหลือนาง แต่เทธานกลับโผล่มาชิงตัวหญิงสาวไปก่อน อีกทั้งมีกลุ่มคนมากเกินไป และนั่นไม่ใช่เื่ดีหากมีคนรู้ว่าเขามาจากเผ่าพยัคฆ์ดำ
จวบจนเวลาใกล้บ่ายคล้อย เกาลัดก็ยังไม่มีท่าทีจะฟื้น พวกคนคุ้มกันของเมืองและทหารจากแคว้นวัตราคีรีก็ยังคงไม่ลดละที่จะค้นหาพวกเขา
อังเตสังเกตว่ามีกลุ่มทหารมาค้นที่นี่หลายครั้งแล้ว แต่เรือนเก็บของด้านหลังโรงต้มเหล้ากลับไม่มีใครเข้ามาถึงได้ คล้ายว่าสถานที่แห่งนี้มีผู้ใช้เวทย์อำพรางปิดซ่อนไว้อย่างมิดชิด แต่เขาลองตรวจสอบดูแล้วกลับไม่มีการใช้เวทย์อาคมใดๆทั้งสิ้น
สิ่งที่อันตรายที่สุดของผู้ใช้ไสยเวทย์ คือการมองไม่เห็นเวทย์อาคมของฝ่ายศัตรู..
อังเตพลันได้ยินเสียงแว่วดังมาจากท้องฟ้าอีกฝั่ง บุคคลปริศนาส่งกระแสจิตกล่าวบางอย่างเข้ามาหาเขา เสียงนั้นแหบพร่าคล้ายผู้ชราที่เพิ่งตื่นจากจำศีล
หากโดยตามปกติแล้ว ผู้ที่จะสามารถสื่อสารทางจิตเข้ามาหาคนที่ไม่รู้จักได้ในระยะไกล ย่อมต้องเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงระดับสูงสุด และต้องมีพลังเวทย์อันแกร่งกล้าเท่านั้น
ชายหนุ่มคล้ายลังเลใจอยู่บ้าง แต่หากเกาลัดยังอาการไม่ดีขึ้น เขาก็ต้องลองเสี่ยงดูสักครั้ง
เมื่อใกล้พลบค่ำ อาการของเกาลัดเหมือนจะทรุดลงกว่าเดิม ผิวกายของนางคล้ายจะมีริ้วสีแดงจางๆปรากฏ ใบหน้าหญิงสาวก็ดูซีดลงอย่างเห็นได้ชัด โอสถฟื้นพลังที่เขาให้นางกลับไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เขาได้แต่เพียงรอเวลาไปก่อน แต่บุคคลปริศนาผู้นั้นก็ไม่ได้ติดต่อมาอีก
ครั้นมืดสนิทลงแล้ว ชายหนุ่มแบกร่างบางของเกาลัดขึ้นหลัง แล้วเดินออกจากบริเวณด้านหลังโรงต้มเหล้าแห่งนั้นทันที
ในเมืองไพรนารัมมีการใช้เวทย์อาคมตรวจตราอยู่ตลอดเวลา อังเตจึงไม่สามารถใช้เวทย์อาคมของตนได้อย่างโจ่งแจ้ง แต่ที่น่าแปลกนัก ขณะที่อังเตเดินออกมาด้านนอกกลับเหมือนไม่มีผู้ใดมองเห็นเขา แม้กระทั่งอยู่ใจกลางถนนหลักของเมืองที่มีคนพลุกพล่านก็ตาม
บุคคลปริศนาผู้นั้นบอกให้เขามุ่งหน้าไปยังทิศใต้สุดของเมือง โดยจะมีประตูสีแดงปรากฏในตรอกลับแห่งหนึ่ง อังเตเคยไปแถวนั้นแต่ไม่คิดว่าจะมีสถานที่ลับซ่อนอยู่ หากที่แห่งนั้นใช้เวทย์อำพรางขั้นสูงปิดบัง ก็นับว่าบุคคลปริศนาผู้นั้นมีวิชาไสยเวทย์เหนือกว่าผู้สร้างม่านอำพรางของเมืองนี้แน่นอน
เมื่ออังเตเดินทางมาถึงตรอกลับแห่งนั้น พลันก็ปรากฏประตูสีแดงขึ้นมาจริง พอเขาพาเกาลัดเข้าไป ประตูสีแดงนั้นกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงผนังไม้ผุพังเก่าๆเท่านั้น
ชายหนุ่มยังคงแบกเกาลัดไว้บนหลังโดยไม่ยอมให้นางห่างกาย เขาใช้เวทย์อาคมตรวจสอบดูก็ไม่พบความผิดปกติใด ภายในห้องโถงมีแต่เพียงกลิ่นกำยานอบอวนเล็กน้อย แสงจากโคมไฟบนโถงห้องก็ให้ความสว่างขาวนวล จนมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน
ไม่นานนักเสียงแหบชราของคนผู้หนึ่งก็พลันปรากฏ เงาร่างเล็กของหญิงชราคนหนึ่งก็โผล่ออกมาจากมุมห้อง อังเตถอยหลังไปหลายก้าวแต่ก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อหญิงชราที่เคยอยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้อง นางมายืนอยู่ข้างกายเขาั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้
หญิงชราผู้นี้ใบหน้าเหี่ยวย่น สวมชุดคลุมผ้าดิบสีเทาซีด ผมเผ้าของนางชี้ฟูจนคล้ายตื่นตกในอะไรสักอย่าง นางจ้องมองเกาลัดที่อยู่บนแผ่นหลังของชายหนุ่มอย่างไม่กะพริบตา กลิ่นอายของหญิงชราลึกลับ ยากจะคาดเดาว่าเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ระดับใด
อังเตผงกศีรษะของตนเล็กน้อย เป็การแสดงความเคารพอีกฝ่าย หญิงชราใช้มือตบบ่าไหล่เขาคล้ายรู้สึกยินดี จากนั้นนางก็ชี้มือไปยังพื้นที่ว่างกลางห้องโถงให้เขานำร่างของเกาลัดไปวางไว้ที่นั่น อังเตลังเลใจก่อนจะเหลือบมองการกระทำของหญิงชราอยู่ครู่หนึ่ง
สักพักนั้นแท่นหินโปร่งใสตัวหนึ่งก็เหมือนถูกเสกออกมาจากปลายนิ้วมือของนาง หากจะเปรียบกันแล้วผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงบางคน ก็ยังไม่อาจใช้เวทย์อาคมเสกของออกมาได้ลักษณะแบบนี้ ยกเว้นจะเป็ผู้มีวิชาไสยเวทย์เฉพาะทางเท่านั้น
หญิงชราผู้นั้นเดินเข้ามาหยิบดาบที่เหน็บอยู่บนแผ่นหลังของเกาลัด นางถอดฝักมันออกเล็กน้อยเพื่อมองดูอักขระบางอย่างที่สลักไว้บนตัวดาบ อังเตสังเกตเห็นว่านางเหม่อลอยไปชั่วขณะ แววตาแน่วนิ่งคล้ายกำลังย้อนรำลึกความหลังบางอย่างอยู่
หญิงชราพ่นลมหายใจเล็กน้อยพลางยกยิ้มมายังชายหนุ่ม นางส่งสัญญาณให้เขารีบวางร่างเกาลัดลงบนแท่นหินโดยเร็ว
ภายหลังจากอังเตวางร่างของเกาลัดลงบนแท่นหินโปร่งใสนั้นแล้ว กลุ่มไอพลังสีแดงสดพลันเริ่มปรากฏออกมาจากตัวหญิงสาว จากนั้นไม่นานไอพลังสีดำปริศนาก็ซ้อนออกมาจากร่างของนางเช่นกัน
ครั้นเมื่อพลังทั้งสองหลอมรวมกันอยู่ครู่หนึ่ง ก็ปรากฏไอควันสีขาวบริสุทธิ์ไหลวนใกล้บริเวณหัวใจของเกาลัดอย่างแ่เบา มันคล้ายจะไร้ตัวตนหากเปรียบเทียบกับไอพลังสีแดงและดำที่อยู่ในร่างของนาง
แต่หญิงชราผู้นั้นทำท่าทางเหมือนจะดีใจเป็อย่างยิ่งที่ได้เห็นมัน แม้ตอนนี้ไอควันสีขาวบริสุทธิ์นั้นจะเลือนหายไปในร่างของเกาลัดไปแล้วก็ตาม
“เห๊อะๆ ป่านนี้เ้านั่นคงจะคลั่งตายแล้วกระมัง” หญิงชราหัวเราะจริงจัง จนหางตาของนางมีรอยย่นออกมาหลายชั้น
หญิงชราที่อยู่ตรงหน้า ก็คือบุคคลปริศนาที่ส่งกระแสจิตให้เขามาพบยังสถานที่แห่งนี้ อังเตยังย่อมมีคำถามและความสงสัยอยู่มากมาย ทั้งเขาเองก็ยังไม่เคยเห็นพลังที่ซ่อนอยู่ในร่างของเกาลัดได้อย่างชัดเจนถึงขนาดนี้ เพราะพลังเวทย์ของเขาไม่อาจเข้าถึงกายภายในของนางได้
ชายหนุ่มก้มหน้าลงพลางเอ่ยอย่างนอบน้อม “ข้าน้อย อังเตขอรับ”
“หึ..ข้ารู้ว่าเ้าเป็ใคร ผู้าุโเผ่าพยัคฆ์ดำของเ้าอนุญาตให้ออกมาเที่ยวเล่นด้วยรึ” นางตอบอย่างชิงชังเมื่อหวนคิดถึงใครบางคนขึ้นมา
อังเตเลียริมฝีปากคราหนึ่งพลันก้มหน้าต่ำลง เพราะไม่รู้จะตอบอีกฝ่ายอย่างไรดี “ข้าเป็ผู้ขอออกมาเองขอรับ”
ชายหนุ่มเงยหน้ามองหญิงชราเล็กน้อย เห็นนางทำสีหน้าวางเฉยจึงค่อยโล่งใจอยู่บ้าง หญิงชรารู้จักเขาและอาจจะรู้จักคนในเผ่าเป็อย่างดี ถึงได้เอ่ยถึงผู้าุโของเผ่าได้อย่างถนัดปาก
อังเตย้อนถึงคำพูดของนาง เ้านั่น.. ที่หญิงชรากล่าวถึงนั้น นางกำลังหมายถึงผู้ใด
“ขอบคุณที่ท่านให้การช่วยเหลือ ว่าแต่ท่านบอกว่าผู้ใดจะคลั่งตายหรือขอรับ” เขาตัดสินใจถาม
หญิงชราหัวเราะในลำคอก่อนกล่าวตอบ “หึๆ จะเป็ใครที่ไหนได้เล่า ก็ผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจคนนั้นแหละ”
“ท่านเป็ศัตรูกับเขาด้วยหรือขอรับ”อังเตเลิกคิ้วสงสัย
หญิงชราตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “ไม่ใช่ทั้งมิตรและศัตรู ตอนนี้ข้าขอทำในสิ่งที่ถูกต้องก็พอ”
ทั้งสองเหลียวมองไอพลังที่อยู่ในร่างเกาลัด ที่ค่อยๆเลือนหายเข้าไปในร่างของนางตามเดิม หญิงชราบอกเพียงว่ามันเป็การรักษาเบื้องต้นเท่านั้น นางกล่าวเพิ่มเติมว่าแท่นหินโปร่งใสนี้จะช่วยปรับสมดุลพลังเวทย์ของผู้ใช้ไสยเวทย์ นางจึงนำมาใช้กับเกาลัดและมันก็ได้ผลดีทีเดียว
อังเตทราบว่าหญิงชราผู้นี้ชื่อปาเนียง นางหลบซ่อนอยู่ในเมืองไพรนารัมมาั้แ่ก่อตั้งเมืองแห่งนี้แล้ว ปาเนียงใช้เวทย์อาคมขั้นสูงปิดบังพลังเวทย์ของตนไว้ อังเตก็ไม่อาจละลาบละล้วงที่จะสอบถามประวัติความเป็มาของนางมากนัก
หญิงชราสนทนาภูมิความรู้เื่วิชาไสยเวทย์กับเขาอยู่พักใหญ่ จนอาการของเกาลัดก็เริ่มดีขึ้น ปาเนียงบอกว่าหญิงสาวถูกพลังของดาบเพชฌฆาตหมื่นิญญาหลอมรวมไอพิษของผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจในร่าง ทำให้นางกลายเป็ผู้พลังดาบเพชฌฆาตหมื่นิญญาในตำนาน แม้แต่ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงระดับสูงสุดก็ไม่อาจเอาชนะนางได้
เมื่อไม่นานมานี้ ปาเนียงก็ััได้ว่าศาตราวุธเทพโบราณอย่างหนึ่งได้ตื่นจากหลับใหลแล้วเช่นกัน หญิงชราที่เจนโลกมานานย่อมรู้ว่ามันคือสิ่งใด นางเพียงแต่ตั้งใจจะเข้ามานั่งชมมหาศึกครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้านี้เท่านั้น
แต่ไฉนยังต้องมีเื่ให้หญิงชราอย่างนางต้องสอดมือเข้ามายุ่งด้วย อาจคงเพราะพลังเร้นลับที่ยังไม่ตื่นจากตัวเด็กสาวคนนี้กระมัง..
ปาเนียงยังกล่าวเสริมกับอังเตไปอีกว่า การที่เทธานปล่อยให้นางออกมาอาละวาดในครั้งนี้ เป้าหมายย่อมจะให้หญิงสาวเข้าถึงตัวเ้าอองที เ้าเมืองอาณาจักรโกนิล แต่นางไม่รู้ว่าเทธาน้าสังหารอองทีหรือ้าสิ่งใดกับเขากันแน่ แผนการของเทธานยังซับซ้อนและยากที่จะคาดเดายิ่งนัก
ภายในปราสาทสีดำ เทธานย่นหัวคิ้วเป็เวลาสักพักแล้ว ปีศาจคุ้มกันส่งสารกลับมาว่าเกาลัดหายไปจากเมืองไพรนารัมอย่างปริศนา พวกเขาตรวจสอบแล้วว่านางไม่ได้ออกมานอกเมือง
เทธานเริ่มสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก กลุ่มของอองทีก็แทบไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีทางที่จะมีเวทย์อาคมใดที่จะสามารถปิดอำพรางพลังของดาบเพชฌฆาตหมื่นิญญาได้ คงมีเพียงแต่เขาจะต้องออกไปตามหานางที่เมืองไพรนารัมด้วยตัวเองเท่านั้น
หรือในครั้งนี้เขาจะตัดสินใจผิด..
เช้าวันต่อมา เมืองไพรนารัมยังมีคนคุ้มกันของเมืองและทหารจากแคว้นวัตราคีรีประจำการอยู่หลายจุด อังเตนั่งเฝ้าเกาลัดั้แ่เมื่อคืนนี้แล้ว แม้ปาเนียงจะบอกว่าหญิงสาวไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงแล้วก็ตาม
ขณะที่เกาลัดหลับอยู่ นางละเมอขึ้นมาหลายครั้ง และทุกครั้งอังเตสังเกตว่านางจะใช้มือกดแน่นบนหน้าอกข้างซ้ายของตน คล้ายกับว่าหญิงสาวกำลังถูกทำร้ายในความฝันนั้น
ในระหว่างที่เกาลัดอยู่ในห้วงความฝัน นางเอ่ยถึงคนผู้หนึ่งอย่างชัดเจน เ้าอองที..
อังเตไม่รู้ว่าเกาลัดเป็ปรปักษ์กับอองทีหรือไม่ นางถึงจะหวาดกลัวเขาได้แม้กระทั่งความฝัน ตอนที่เทธานปรากฏตัวที่เมืองดุรงคา เขาไม่สามารถชิงตัวนางไปได้
แต่อองทีกลับเป็ผู้รับตัวของนางกลับไป จนกระทั่งหญิงสาวหนีออกมากับคนของเผ่ามังคาผู้หนึ่งและเกาลัดก็ถูกเทธานจับตัวไปได้สำเร็จ
ทุกคนต่าง้าชิงตัวเกาลัด เพราะ้าไอพลังจันทราสีเืในตัวนาง พลังเวทย์ขั้นสูงของผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นมหาเทพที่ทิ้งไว้
เผ่าพยัคฆ์ดำสืบทราบมาว่าหลายสิบปีก่อนในวันที่เ้าพยัคฆ์สีหนาท นายผู้ของวิเศษได้หายสาบสูญไป ไอพลังจันทราสีเืก็เกิดการปะทุขึ้นในคืนนั้น และทุกอย่างกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ทว่าหลังจากนั้นเผ่าพยัคฆ์ดำ ก็ลอบตามจับหัวหน้ากลุ่มโจรไอยราที่ชื่อโยนันได้ จนพวกเขารู้ว่าธิดาของเ้าเมืองศิลาขาว หรือในนามพระสนมกำไลของเ้าพยัคฆ์สีหนาทเป็ผู้รับไอพลังจันทราสีเืมาั้แ่เกิด
หรือนั่นเป็เหตุผลที่ผู้ของวิเศษถูกกำจัด
แล้วสตรีผู้นั้นเล่า..ธิดาของเ้าเมืองศิลาขาวตอนนี้อยู่ที่ไหน?
>โปรดติดตามตอนที่14<