อู๋ชวนหมั่นไส้หน้านิ่งๆของเฉินอี้ขึ้นมาติดหมัดตาสีม่วงของเฉินอี้ที่มองกลับมาก็ราวกับจ้องหน้าเขาอย่างท้าทาย
คงจะตาบอดมานานจนไม่รู้จักว่าความน่ากลัวคืออันใดแล้วสินะ
อาหลิ่งเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เฉินอี้และบอกเขาว่าจางฝูลู่กับเถ้าแก่ฉินกลับมาแล้ว
เฉินอี้จึงใช้สองมือของตนเองรวบมือของอู๋ชวนที่กำคอเสื้อของเขาไว้และร้องขอชีวิตจนอู๋ชวนงงเป็ไก่ตาแตก
“อู๋ชวน! เ้าอย่าทำร้ายข้าเลยนะข้าเป็เพียงคนตาบอดเท่านั้น ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด!” เฉินอี้โอดครวญเสียงดังอู๋ชวนตั้งตัวไม่ติด มองเฉินอี้หน้าตาตื่นและหันไปมองพวกของตนเองเลิ่กลั่กแต่พวกของอู๋ชวนก็พากันแตกฮือหนีไปหมดแล้ว
จางฝูลู่กับเถ้าแก่ฉินก้าวเท้าเข้ามาในห้องได้ยินเสียงเฉินอี้คร่ำครวญขอความเมตตาก็พากันวิ่งเข้ามาด้านใน
“อู๋ชวน! เ้าทำอันใดน่ะ! ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้นะ!”จางฝูลู่ชี้หน้าอู๋ชวนและวิ่งปรี่เข้ามากระชากอู๋ชวนออกจากเฉินอี้อู๋ชวนหน้าซีดเผือด หันไปมองหน้าเถ้าแก่ฉินแววตาตื่นตระหนก
“ถะ เถ้าแก่ขอรับ! ขะข้า ข้าเปล่านะขอรับ! ข้ายังมิได้ทำอันใดเลยนะขอรับ!” อู๋ชวนละล่ำละลักแก้ตัว
เถ้าแก่ฉินยืนนิ่งหน้าตาแดงก่ำด้วยความโมโหและตะเพิดไล่อู๋ชวนเสียงดังลั่นให้เขาออกไปรอที่ด้านนอกและห้ามหายหัวไปไหนเด็ดขาดเถ้าแก่ฉินก็พอรู้อยู่บ้างว่าอู๋ชวนชอบวางก้ามเป็นักเลงโตเพียงแต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะกล้าทำร้ายแม้กระทั่งคนตาบอดเช่นนี้
“อาอี้ เ้าเป็อันใดมากหรือไม่ให้ข้าดูหน่อยเร็ว” จางฝูลู่ประคองเพื่อนไปนั่งและสำรวจร่างกายของเขาเฉินอี้นั่งไอโขลกๆ จนตัวงอน้ำตาเล็ดเถ้าแก่ฉินรีบเข้ามาดูเฉินอี้ด้วยความเป็ห่วงอีกคนหนึ่ง
อาหลิ่งยืนมองภาพชุลมุนตรงหน้าอย่างเอือมระอา่เวลาเพียงสองวัน นางได้ดูเฉินอี้แสดงละครสองเื่ นับเป็ยอดคนโดยแท้อาหลิ่งส่ายหน้าอย่างนึกระอาปนเอ็นดู
เมื่อเหตุการณ์สงบจางฝูลู่กับเฉินอี้ก็เดินทางกลับบ้าน
เพื่อเป็การปลอบใจและขอโทษต่อเฉินอีี้เถ้าแก่ฉินจะลดราคาไม้ให้เขาครึ่งหนึ่ง แต่เฉินอี้กล่าวว่า“เถ้าแก่ฉินอย่าได้ทำเช่นนั้นเลยขอรับ เหตุการณ์ในครั้งนี้มิใช่ความผิดของท่านขอให้ท่านคิดราคาตามปกติเถิดขอรับ”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะจัดการเื่ของช่างไม้ให้เ้าเองและเื่การซ่อมแซมบ้านข้าจะเข้าไปดูแลให้เ้าด้วยตนเองก็แล้วกันขอให้เ้าอย่าได้ปฏิเสธในเื่นี้เลยนะ ส่วนเื่อู๋ชวนข้าจะลงโทษเขาอย่างสาสมแน่นอน ขอให้ท่านอย่าได้กังวล" เถ้าแก่ฉินกล่าวเฉินอี้จึงรับปาก
จางฝูลู่ที่เดินอยู่ข้างเฉินอี้ก็คอยมองเขาตลอดเวลาด้วยความเป็ห่วงเขาจะให้เฉินอี้ขี่หลังเพราะเกรงว่าเฉินอี้อาจจะเดินไม่ไหวแต่เฉินอี้ก็ปฏิเสธและบอกว่าตนเองมิได้เป็อันใด
“เสี่ยวจางเขาเป็ห่วงท่านมากนะแทบจะประคองท่านเดินอยู่แล้ว” อาหลิ่งบอกเฉินอี้
เขาจึงหันมากล่าวกับจางฝูลู่“เหล่าจาง ข้าไม่เป็ไรหรอก เมื่อครู่อู๋ชวนก็มิได้ทำอันใดรุนแรงกับข้า”
“จริงหรือแต่ข้าเห็นเ้าอาการหนักมากเลยนะ” จางฝูลู่ไม่เชื่อที่เฉินอี้บอก
“ข้าไม่เป็ไรจริงๆหากเ้าไม่เชื่อก็มาขี่หลังข้าสิ ข้าจะแบกเ้าให้ดู”เฉินอี้ยิ้มพลางชี้ไปที่หลังของตนเอง
“ถ้าเ้าแบกข้าแล้วคนอื่นจะมองข้าเป็อันใดเล่า” จางฝูลู่หัวเราะ มีท่าทีผ่อนคลายลง
“แต่ก็แปลกอยู่นะ” อยู่ๆ จางฝูลู่ก็เอ่ยขึ้น“กับข้าเอง อู๋ชวนก็มิเคยทำรุนแรงกับข้าขนาดนี้แต่เหตุใดจึงกล้าทำร้ายเ้าเช่นนั้นได้กัน” จางฝูลู่พูดพลางขมวดคิ้ว สีหน้าสงสัย
เฉินอี้สะอึกและหันไปมองอาหลิ่งนางเมินเขาและทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เฉินอี้เคืองที่นางมิช่วยคิดหาข้อแก้ตัวให้
อาหลิ่งย่อมไม่พอใจในสิ่งที่เฉินอี้ทำในวันนี้อยู่แล้วนางไม่ชอบที่เฉินอี้มักจะนำตัวเองเข้าไปเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอทำให้นางมิเคยชอบใจเลย แต่ก็ปฏิเสธที่จะไม่ช่วยเขาไม่ได้
“เหล่าจางเงินที่ได้วันนี้ข้า้าแบ่งให้เ้าครึ่งหนึ่ง” อยู่ๆ เฉินอี้ก็กล่าวขึ้นจางฝูลู่ถึงกับสะดุดขาตนเองเกือบล้ม
“อาอี้!”จางฝูลู่หันซ้ายหันขวา รีบลากเขาเข้าไปที่ร้านบะหมี่ที่อยู่ใกล้ๆ และจับเขานั่งลง
“เ้าบ้าไปแล้วรึ”จางฝูลู่นั่งลงข้างเฉินอี้และลดเสียงลงขณะพูด “เงินนี้เป็ของเ้าเ้าหามันมาได้ด้วยตนเอง จะมาไล่แบ่งเงินให้คนอื่นเช่นนี้ไม่ได้”จางฝูลู่ปฏิเสธเสียงแข็ง
“ข้าอยากให้เ้าจริงๆตัวข้าเองก็คงไม่ได้ใช้สิ่งใด อีกอย่างลุงจางกับป้าจางก็ดีกับข้ามากข้าอยากตอบแทนท่านทั้งสองบ้าง” เฉินอี้กล่าวด้วยใจจริง อาหลิ่งที่อยู่ข้างๆเฉินอี้มองเขาอย่างพูดมิออกบอกมิถูก
จางฝูลู่นิ่งไปพักใหญ่เขามองตะกร้าที่มีเงินอยู่ด้านในและมองเฉินอี้ พลางยื่นมือไปจับไหล่เฉินอี้เบาๆ“ข้าจะหาหมอมารักษาตาให้เ้า”
เฉินอี้นิ่งไปและยิ้มออกมา“เหล่าจาง ข้าบอกเ้าหลายครั้งแล้ว ตาข้ารักษาไม่ได้”
จางฝูลู่มีสีหน้าสลดลงอาหลิ่งบอกเฉินอี้ว่าเสี่ยวจางกำลังเศร้าแล้ว
“เอาเถิดเหล่าจางเงินนี้เ้าช่วยเก็บดูแลไว้ให้ข้าก่อนก็แล้วกัน นำออกมาเพียงค่าซ่อมบ้านก็พอ”เฉินอี้กล่าว
จางฝูลู่พยักหน้า“เช่นนั้นก็ได้”
ทั้งสองคนสั่งบะหมี่หน้าเนื้อสับมาสองชามน้ำแกงร้อนๆ โรยด้วยต้นหอมกลิ่นหอมหวนชวนให้เจริญอาหาร
“วันนี้ได้เงินมามากกินบะหมี่เนื้อสับสักคนละสองชาม ฉลองให้เ้าหน่อยดีหรือไม่”จางฝูลู่กล่าวกับเฉินอี้ ทั้งสองคนหัวเราะด้วยกัน
อาหลิ่งยืนมองสองหนุ่มน้อยกินบะหมี่อย่างนึกอิจฉาน้ำซุปที่ร้อนจนไอขึ้น โรยด้วยต้นหอมซอยสีเขียวสด ยิ่งดูยิ่งน่ากินเฉินอี้ถึงแม้จะตาบอด แต่กิริยาการกินสุภาพเรียบร้อยทว่าความเร็วกลับมิได้ช้ากว่าจางฝูลู่เลย
เฉินอี้เห็นแววตาอาหลิ่งมองบะหมี่เนื้อสับในชามตาละห้อยจีงกล่าวขึ้นว่า “แล้วข้าจะทำบะหมี่ให้เ้าบ้าง”
จางฝูลู่ที่กำลังยกชามขึ้นซดน้ำแกงจึงลดชามลง“อย่าลำบากเ้าเลย อยากกินเมื่อใดข้าจะพาเ้ามากินเอง”
เฉินอี้ยิ้มให้จางฝูลู่ประโยคเมื่อครู่เขาบอกกับอาหลิ่ง นางยิ้มดีใจ
ขณะกำลังจะลุกขึ้นเดินออกจากร้านเฉินอี้พลันเห็นิญญาดวงหนึ่งยืนอยู่หน้าร้านบะหมี่ เขาทำไม่รู้ไม่ชี้เดินตามจางฝูลู่จะออกไปนอกร้าน แต่เสียงคร่ำครวญของิญญาตนนั้นทำให้เขาชะงัก
“จี๋ิ่ กลับบ้านสักทีเถิดเหตุใดจึงหายหน้าไปหลายวันนัก ย่าเจ็บ ย่าปวดเหลือเกิน จี๋ิ่ช่วยย่ากับน้องของเ้าด้วย เ้ากลับมาหาย่าทีได้ไหม”เสียงหญิงชราพูดไปสะอื้นไป บีบคั้นหัวใจเฉินอี้ยิ่งนักจนเขาทนเฉยต่อไปมิได้
“ขออภัยเถิดท่านลุงเ้าของร้านมิทราบว่าที่นี่มีใครชื่อจี๋ิ่หรือไม่” เฉินอี้หันกลับไปถามเ้าของร้านบะหมี่จางฝูลู่หันกลับมามองเฉินอี้งงๆ
อาหลิ่งก็มิได้คาดคิดว่าเฉินอี้จะช่วยเหลือิญญาตนนี้ในทันทีเพราะโดยปกติแล้ว เฉินอี้จะให้นางเป็ฝ่ายเรียกิญญามาพบเขาตามลำพังทุกครั้ง
แต่ครั้งนี้เฉินอี้กลับยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันทีแถมอยู่ต่อหน้าคนอื่นอีกด้วย
“จี๋ิ่หรือ อยู่หลังร้านขอรับ อ้อนั่นไงเดินออกมาพอดี” เ้าของร้านกวักมือเรียกฟู่จี๋ิ่ เขายังเป็เด็กชายอายุประมาณสิบสามถึงสิบสี่ปี รูปร่างสูง ผอม เดินถือถ้วยชามออกมาให้เ้าของร้านพอเห็นว่ามีคน้าพบก็เดินออกมาหาทำหน้างงๆ