บทที่ 6 ท่านนี่ชั่วได้ใจจริงๆขอรับ
หลังจากใช้เวลาเกือบสิบวันในการรวบรวมสมุนไพรกว่า10ชนิดในป่าอสูรจ้าวหลินก็รู้สึกว่าถึงเวลาที่เขาต้องเตรียมตัวเพื่อทะลวงไปยัง ปราณก่อเกิดขั้นสูง เขารู้ดีว่าการทะลวงระดับปราณในป่าอสูรนั้นเสี่ยงอันตรายแต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น นี่คือโอกาสเดียวที่เขาจะเพิ่มพลังของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นได้
จ้าวหลินเดินทางต่อไปในป่าอสูรชั้นกลางโดยใช้ความระมัดระวังเป็อย่างมากเขา้าหาสถานที่ที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการทะลวงระดับปราณ ในที่สุดเขาก็พบกับ ถ้ำเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินใหญ่ ถ้ำนี้มีทางเข้าที่แคบและซับซ้อนทำให้สัตว์อสูรขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าไปได้
“ที่นี่น่าจะปลอดภัยพอ” จ้าวหลินคิดในใจขณะที่สำรวจภายในถ้ำ
ภายในถ้ำมีโพรงขนาดพอเหมาะสำหรับการนั่งสมาธิและยังมีลำธารเล็กๆ ที่ไหลผ่าน ทำให้มีน้ำสะอาดไว้ดื่มเขาจึงตัดสินใจใช้ถ้ำนี้เป็ที่พักและฝึกฝนชั่วคราว
จ้าวหลินเริ่มเตรียมตัวสำหรับการทะลวงระดับปราณโดยใช้สมุนไพรที่เขารวบรวมมาได้เขานำสมุนไพร "เพลิงพฤกษา" และ "น้ำค้างิญญา"มาผสมกันเพื่อสร้างยาชุดพิเศษที่ช่วยเร่งการบ่มเพาะพลังปราณ
“สมุนไพรเหล่านี้จะช่วยให้ข้าทะลวงระดับปราณได้ง่ายขึ้นแต่ก็ต้องระวังพลังงานที่อาจจะเกินควบคุม” จ้าวหลินคิดในใจ
เขาจัดวางสมุนไพรไว้รอบตัวในรูปแบบวงกลมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยพลังงานปราณจากนั้นเขาก็นั่งขัดสมาธิและเริ่มทำจิตใจให้สงบ
จ้าวหลินเริ่มปล่อยพลังปราณในร่างกายให้ไหลเวียนอย่างอิสระเขารู้สึกถึงพลังงานที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆผ่านไปประมาณสิบวัน จนกระทั่งถึงจุดที่เขา้าทะลวง
“ข้าต้องทะลวงไปยังปราณก่อเกิดขั้นสูง” เขาคิดในใจ
พลังงานปราณในร่างกายของเขาปะทุขึ้นอย่างรุนแรงเขารู้สึกถึงความร้อนและความเย็นที่สลับกันไปมาในร่างกายเส้นลมปราณของเขาขยายตัวและหดตัวอย่างรวดเร็ว
“อย่าหยุด... ข้าต้องทะลวงให้ได้!”จ้าวหลินกัดฟันและทนต่อความเ็ปที่เกิดขึ้น
ในที่สุดพลังงานปราณที่สะสมอยู่ก็พุ่งขึ้นไปยังจุดสูงสุดจ้าวหลินรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของเขา พลังปราณที่เคยจำกัดอยู่ก็เริ่มไหลเวียนได้อย่างอิสระมากขึ้น
เมื่อจ้าวหลินเปิดตาขึ้นเขารู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในร่างกายของเขา
“ข้าทะลวงไปยังปราณก่อเกิดขั้นสูงสำเร็จแล้ว” เขาพูดกับตัวเองด้วยความพอใจ
เขาสามารถใช้พลังปราณคลุมร่างกายและอาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและยังรู้สึกถึงความเร็วและความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น
อีกด้าน
หลี่หยางและกลุ่มศิษย์สำนักพรายฟ้าห้าคนกำลังสำรวจป่าอสูรอย่างระมัดระวังสถานที่นี้เต็มไปด้วยอันตรายและสัตว์อสูรที่มีพลังมาก แต่ภารกิจของพวกเขาคือการเก็บสมุนไพรระดับสามซึ่งเป็ภารกิจที่้าความระมัดระวังและทักษะในการต่อสู้
เมื่อพวกเขาเดินผ่านป่าหนึ่งในศิษย์สังเกตเห็นรอยกรงเล็บลึกบนต้นไม้และรอยเท้าขนาดใหญ่บนพื้นดิน“ระวังตัว...ดูเหมือนจะมีสัตว์อสูรอยู่ใกล้ๆ” เขากระซิบเบาๆ
ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องลงมาผ่านกิ่งไม้สัตว์อสูรระดับสามขั้นสูงรูปร่างมหึมากำลังคำรามก้องป่าดวงตาสีแดงฉานของมันสะท้อนความดุร้ายเขี้ยวและกรงเล็บของมันเปื้อนเืจากซากสัตว์ที่เพิ่งล่าได้ขนสีดำสนิทของมันดูราวกับหินหยกมันวาว มันคือ "หมีเขี้ยววายุ" สัตว์อสูรที่ทั้งรวดเร็วและทรงพลัง
หลานซูเหยียนยืนอยู่แนวหน้า ท่ามกลางกลุ่มศิษย์สำนักพรายฟ้าร่างเพรียวของเธอกับกระบี่ในมือเธอสะท้อนแสงจันทร์เป็ประกายด้านหลังของเธอคือศิษย์ทั้งชายและหญิงที่ยืนเรียงแถวพร้อมอาวุธในมือแม้สีหน้าของพวกเขาจะแฝงด้วยความกังวล แต่ก็ไม่มีใครแสดงอาการหวาดกลัว
"ทุกคน เตรียมพร้อม!เ้าหมีเขี้ยววายุนี่อาจแข็งแกร่ง แต่ถ้าเราร่วมมือกันย่อมไม่มีสิ่งใดที่เราทำไม่ได้!" หลานซูเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
หมีเขี้ยววายุพุ่งตัวด้วยความเร็วราวสายฟ้า ศิษย์คนหนึ่งฟาดดาบใส่แต่มันกลับปัดดาบนั้นกระเด็นด้วยกรงเล็บมหึมาก่อนจะกวาดอุ้งมือใส่ศิษย์คนนั้นจนกระเด็นไปชนต้นไม้ เสียงกรีดร้องดังขึ้นตามมา
"ระวัง! อย่าโจมตีมันตรงๆ!"หลานซูเหยียนะโ เธอพุ่งตัวไปขวางหน้าหมีเขี้ยววายุใช้กระบี่ในมือรับแรงปะทะจากกรงเล็บของมันจนเกิดประกายไฟ
หลี่หยางที่อยู่ด้านหลัง พยายามทำตัวเป็ฮีโร่เขายิงปราณสายฟ้าใส่ด้านข้างของสัตว์อสูร แต่กลับถูกมันสะบัดหางใส่จนล้มลงกับพื้น
"ไร้ประโยชน์! ใช้กลยุทธ์เป็ทีม!"หลานซูเหยียนกล่าว ก่อนจะสั่งการ "ศิษย์ทุกคน โจมตีด้านข้างและด้านหลัง!ปล่อยให้ข้าดึงความสนใจมัน!"
ศิษย์คนหนึ่งพุ่งกระบี่เข้าตัดขาหลังของหมีเขี้ยววายุทำให้มันเสียจังหวะ อีกคนหนึ่งใช้พลองพุ่งเข้าทิ่มตาแต่มันกลับคำรามด้วยความเ็ปและเหวี่ยงกรงเล็บใส่หลานซูเหยียนอาศัยจังหวะที่มันเสียสมดุล พุ่งกระบี่ฟาดเป็วงโค้งกลางอากาศโจมตีใส่ลำคอที่เป็จุดอ่อน
"อั๊กกก!!" สัตว์อสูรร้องคำรามพร้อมสะบัดตัวอย่างรุนแรง
"ต่อเนื่อง! อย่าหยุด!" หลานซูเหยียนกระตุ้น
ศิษย์หญิงคนหนึ่งปลดปล่อยปราณน้ำแข็งใช้พลังหยุดการเคลื่อนไหวของมันชั่วคราวน้ำแข็งจับขาของสัตว์อสูรไว้ในเสี้ยววินาที หลานซูเหยียนใช้จังหวะนี้พุ่งตัวขึ้นกลางอากาศพลิ้วไหวราวกับสายลม ก่อนจะปล่อยปราณแสงสีเงินเข้มข้นจากกระบี่ในมือ
"จงตายซะ!"
แสงสีเงินนั้นแทงทะลุเกราะขนของสัตว์อสูรเข้าที่ลำคอพอดีเืสีดำพุ่งกระจาย สัตว์อสูรคำรามเสียงสุดท้ายก่อนจะล้มลงกับพื้น
เมื่อสัตว์อสูรหยุดเคลื่อนไหว เสียงหอบเหนื่อยของศิษย์ดังขึ้นหลายคนได้รับาเ็ แต่ไม่มีใคราเ็ถึงชีวิตหลานซูเหยียนยืนมองซากสัตว์อสูรตรงหน้าด้วยสีหน้ามั่นคง
หลังจากการต่อสู้ศิษย์สำนักพรายฟ้าได้หาที่ปลอดภัยเพื่อพักฟื้นร่างกาย เป็
ด้านหลี่หยางรูสึกแค้นในตอนที่ต่อสู้นั้นเขาถูกต่อว่าโดยหลานซูเหยียน จึงริเริ่มแผนการที่จะวางยาลูกกลอนพิษรัญจวนโดยที่เขาเรียกศิษย์หญิงอีกคนมาหา
เขาทำหน้าเศร้าแล้วกล่าวขึ้น“ศิษย์น้องหญิง เ้า ช่วยเอายาฟื้นฟูนี้ไปให้หลานซูเหยียนทีนะ การต่อสู้เมื่อครู่ข้าทำผิดพลาดแต่ข้าไม่กล้าสู้หน้านาง”หลี่หยางกล่าวอย่างรู้สึกผิด
ศิษย์หญิงได้ยินเช่นนั้นนางรู้สึกเห็นใจแล้วพยักหน้าตกลงแล้วรับยาจากหลี่หยาง “ข้าจะเอายานี้ไปให้ศิษย์พี่หลานเองท่านวางใจเถอะข้าจะช่วยเกลี้ยกล่อมนางเอง”
หลังจากศิษหญิงจากไปใบหน้าหลี่หยางเริ่มยกยิ้มสายตาฉายแววเ้าเล่ห์
ศิษย์พี่หลี่! เสียงดังขึ้นจากด้านหลังหลี่หยางพร้อมกับศิษย์ชายสองคนเดินเข้ามา แล้วเอ่ยถามขึ้น “ท่านจะเริ่มแผนการจัดการหลานซูเหยียนเมื่อไร่ขอรับ”
หลี่หยางเมื่อได้ยินคำถามเขาก็ยิ้มอย่างเ้าเลห์ แล้วตอบกลับว่า “ข้าเริ่มไปแล้ว ในขวดที่ข้าให้ศิษย์หญิงนั้นไปไม่ใช่ยาฟื้นฟูแต่เป็ยาลูกกลอนพิษรัญชวนนั้น เพื่อให้หลานซูเหยียนไม่สงสัยในตัวข้าข้าแสดงถึงว่าข้ารู้สึกผิดจริงๆเพื่อศิษย์หญิงเต็มใจช่วยข้านางตกอยู่ในแผนการของข้า”
เมื่อศิษย์ชายทั้งสองได้ยินแผนการแล้วพูดขึ้นว่า “ท่านนี่ชั่วได้ใจจริงๆขอรับ”หลี่หยางได้ยินเช่นนั้นคิ้วของเขากระตุก แล้วหันมองศิษย์ด้วยสายตาขึงขัง
เมื่อศิษย์ชายได้เห็นหน้าหลี่หยางเหงื่อเขาไหลเล็กน้อย แล้วกล่าวอย่างเลิกลั่กว่า “ท่านช่างหลักแหลมจริงๆขอรับ”พร้อมปาดเหงื่อที่หน้าแล้วกล่าวต่อ “ศิษย์พี่หลี่ขอรับเมื่อท่านเล่นกับแม่นางหลานซูเหยี่ยนเสร็จแล้ว ข้าขอเล่นต่อจากท่านนะขอรับส่วนศิษย์หญิงอีกคนเราจะเล่นกับนางระหว่างรอท่านเล่นกับหลานซูเหยี่ยนขอรับ”หลี่หยางที่ได้ยินเขายิ้มแล้วพยักหน้ารับ แล้วกล่าวต่อ “เมื่อพวกเ้าเล่นเสร็จแล้วก็เก็บงานให้เรียบร้อยอย่าให้เื่นี้ไปถึงสำนักได้”พร้อมกับเอานิ้วโป้งพาดไปที่คอตนเอง
“ขอรับ”ศิษย์ชายทั้งสองขานรับโดยพร้อมเพรียง