บทที่ 5
หัวใจรักและความภักดีที่ขัดแย้ง[ปลาย]
ในขณะที่ทหารกองกำลังอวี่หลินกำลังวิ่งผ่านคนทั้งคู่ไปนายทหารผู้หนึ่งที่เครื่องแบบแตกต่างจากทหารคนอื่นอย่างชัดเจนซึ่งรั้งอยู่ท้ายสุดของแถวเหลือบตามองมาที่คนทั้งคู่เล็กน้อยจนไม่เป็ที่ผิดสังเกต พลางอมยิ้ม ก่อนจะรีบซอยเท้าวิ่งขึ้นหน้าไปขวางหัวแถวที่อยู่ตรงท้ายตรอกไว้พร้อมกับเอ่ยพูดอะไรบางอย่างที่ได้ยินกันเพียงแค่ในกลุ่มทหารเท่านั้น
หลังจากนั้นเสียงฝีเท้าที่ดังถี่ระรัวสร้างกระแสบีบคั้นหัวใจผู้คนของเหล่าทหารกองกำลังอวี่หลินก็ดังห่างออกไปช้า ๆกระทั่งเงียบหายไปในที่สุด ชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าต่างโผล่หน้าออกมาสังเกตการณ์อย่างระแวดระวังพอพบว่าเหตุการณ์กลับสู่สภาวะปกติ ก็ออกมาใช้ชีวิตและค้าขายกันตามเดิมอีกครั้ง
หานลู่ผละกายออกห่างจากหญิงสาวก่อนจะหันไปมองตรงท้ายตรอกที่ปราศจากเงาของทหาร สีหน้าและแววตาก็พลันสงบและเยือกเย็นลง
มู่หรานหรานยืดตัวขึ้นยืนตรงพลางขยับไม้ขยับมือจัดเสื้อผ้าของตัวเองเพื่อแก้อาการเก้อกระดากก่อนจะเชิดหน้ามองตรงไปข้างหน้าโดยไม่สบตากับหานลู่“ที่บอกว่าท่านคร่ำครึเมื่อครู่ ข้าขอถอนคำพูด” เอ่ยจบก็ออกตัวเดินนำหน้าไปก่อนเป็การส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายเร่งเดินตามมา
หานลู่มองตามแผ่นหลังของมู่หรานหรานไปใบหน้ายังคงเรียบเฉยราวกับพระพุทธรูปดุจเดิมทว่าแววตากลับเจือความขบขันอย่างที่เ้าตัวก็ยังไม่รู้ตัวก่อนจะหันกลับมาก้มลงเก็บกำไลหยกของหญิงสาวมาใส่ไว้ในอกเสื้อแล้วจึงหันไปหยิบงอบมาถือไว้ เดินนำไปยื่นให้หญิงสาว
มู่หรานหรานรับงอบไปสวมไว้ดังเดิมสายตาที่มองสบกับหานลู่เจือแววคาดคั้น “ท่านไม่ได้คิดจะหนีเอาตัวรอด?”
หานลู่ยิ้มน้อย ๆ อย่างเซื่องซึม “คุณหนูคิดว่าข้าน้อย...หานลู่ผู้นี้ พอเกิดเื่ขึ้นกับครอบครัวคุณหนู ก็จะสามารถหนีจากไปได้ง่าย ๆ จริงๆ หรือ”
แววตาของมู่หรานหรานฉายความรู้สึกผิดขึ้นวูบแต่ความขัดใจที่อัดแน่นอยู่เต็มอกก็กลบมันไปสิ้นในเวลาต่อมา คนผู้นี้หลังจากที่นางลองสำรวจความรู้สึกของตัวเองจนแน่ชัดแล้วก็พบว่าชายหนุ่มเป็คนที่พึ่งพาได้คนหนึ่ง แต่เสียอย่างเดียวตรงที่ชอบอมพะนำทำให้นางต้องมาคอยคาดเดาความคิดของอีกฝ่ายเอาเองอยู่เสมอ ถามออกไปแล้วจึงค่อยบอกบางครั้งถามออกไปแล้วก็ยังอ้อมค้อมไม่ยอมบอกออกมาตรง ๆ
ฉับพลันนั้นเอง มู่หรานหรานก็ใกับความคิดของตัวเอง เหตุใดจู่ ๆนางจึงอยากจะเข้าใจความรู้สึก ความนึกคิดของอีกฝ่ายขึ้นมาได้เล่า!
มู่หรานหรานยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดใจ จึงเอ่ยอย่างพาล ๆ“ท่านคิดจะไปตามหาพี่ใหญ่ข้าั้แ่แรก เหตุใดถึงไม่บอกปล่อยให้ตัวเองถูกตราหน้าว่าเป็คนทรยศ ไม่รู้คุณคนอยู่ได้ตั้งนาน”
หานลู่มีสีหน้าลำบากใจระคนอ่อนอกอ่อนใจ แต่กลับไม่ยอมเอ่ยคำแก้ตัวใด ๆออกมาแม้แต่ครึ่งคำ มู่หรานหรานจึงยอมเลิกราไปเองในที่สุดแล้วเอ่ยสั่งให้ชายหนุ่มเดินนำไป
หลังออกจากตรอกข้างหอนางโลมมาทั้งคู่ก็เดินทางด้วยความราบรื่นมาโดยตลอดกระทั่งถึงประตูเมืองทิศตะวันออกในที่สุดไร้ซึ่งวี่แววการตามติดของกองกำลังอวี่หลินจนมู่หรานหรานนึกประหลาดใจแต่กลับไม่ได้ติดใจสงสัย
หานลู่เดินไปปลดเชือกม้าที่ผูกอยู่ตรงจุดพักม้าหน้าประตูเมืองราวกับได้เตรียมการเอาไว้แล้วมู่หรานหรานเกิดคำถามขึ้นมาในใจ แต่กลับเลือกที่จะไม่คาดคั้น เพราะคนผู้นี้ทั่วทั้งตัวมีปริศนามากมายเกินไป ทั้งยังเงียบขรึมเกินไป หากนางเอ่ยถามออกไปตรง ๆมีแต่จะยิ่งเพิ่มความหดหู่ใจให้กับตัวเองที่ไม่สามารถเค้นเอาความจริงใด ๆออกจากปากคนผู้นี้ได้เลย
หานลู่หันมามองใบหน้าที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนักของมู่หรานหราน“หนทางข้างหน้าจะลำบากยิ่งกว่านี้ อันตรายยิ่งกว่านี้ทั้งยังไม่อาจใช้รถม้าหรือแวะพักที่พักดี ๆ ได้ หากคุณหนูเปลี่ยนใจ ข้าน้อยจะย้อนกลับไปส่งคุณหนูถึงจวนอย่างปลอดภัย”
มู่หรานหรานสวนกลับทันควัน “ไม่ต้องห่วง ก่อนออกมาข้าตัดสินใจดีแล้วไม่ได้มีความคิดสวยหรูว่าจะได้นั่งรถม้าชมวิวแล้วบังเอิญไปเจอพี่ใหญ่หลงสาวงามอยู่ในซ่องนางโลมหรอก”
สีหน้าของหานลู่เพิ่มความเคร่งขรึมขึ้นอีกหลายส่วนก่อนจะกล่าวคำพูดติดปากว่า ล่วงเกินแล้ว แล้วก็อุ้มมู่หรานหรานขึ้นนั่งบนหลังม้าก่อนจะเหวี่ยงกายขึ้นไปนั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง
หากจะให้ต่างคนต่างขี่ม้าของตัวเองไป หานลู่ย่อมสะดวกใจกว่ามากแต่ติดตรงที่ปัญหาสำคัญคือมู่หรานหรานขี่ม้าไม่เป็
หานลู่เอ่ยกระซิบกับหญิงสาวเสียงเครียด“ระหว่างข้าน้อยกับคุณหนูในวันนี้ และต่อจากนี้จนกว่าจะเจอคุณชายใหญ่จะให้คุณชายเซียวรู้ไม่ได้โดยเด็ดขาด”
มู่หรานหรานย่อมเข้าใจความกังวลของหานลู่ดีแต่ที่ไม่เข้าใจคือเหตุใดความกังวลของอีกฝ่ายถึงได้วนเวียนอยู่แต่ในเื่ที่เกี่ยวกับตัวนางชื่อเสียงของนาง ความปลอดภัยของนาง และครอบครัวของนาง
ไม่ผิด ที่อีกฝ่ายเป็บ่าวย่อมต้องมีใจห่วงกังวลในสวัสดิภาพของผู้เป็นาย แต่ความกังวลของหานลู่นั้นนางคิดว่าออกจะเกินไปบ้าง อีกฝ่ายเพิ่งจะถูกรับเข้าจวนมาได้ไม่นานแต่ทำตัวราวกับรู้จักและผูกพันกับนางมาหลายภพหลายชาติแล้วอย่างไรอย่างนั้น
“ถึงรู้ ข้าก็ไม่คิดว่าข้าและท่านทำผิดต่อพี่เซียวและข้าก็จะไม่ยอมให้ความผิดตกมาถึงตัวท่านด้วย นี่เป็เหตุสุดวิสัยทั้งสิ้นข้าไม่คิดว่าข้าได้รับความเสียหายตรงที่ใด”
คนในจวนไท่ฟู่เฝ้ารอรายงานความคืบหน้าจากทหารกองกำลังอวี่หลินด้วยจิตใจที่ปั่นป่วนและลุ้นระทึกทั้งยังมีความคาดหวังให้ทหารเหล่านี้ตามหามู่หรานหรานไม่พบเพราะแม้จะมีความห่วงกังวล ด้วยไม่รู้ว่ายามนี้ อีกฝ่ายเป็ตายร้ายดีอย่างไรแต่หากถูกตามตัวพบหญิงสาวย่อมต้องมีแต่หนทางตาย
นายทหารผู้หนึ่งวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามากระซิบข้างหูผู้นำกองกำลังอวี่หลินจนสีหน้าเ็าของอีกฝ่ายแปรเปลี่ยนเป็คับข้องใจและไม่ยินยอมพร้อมใจแต่ในท้ายที่สุดแล้วก็ได้แต่จำต้องเอ่ยบางอย่างออกมาด้วยความฝืนใจ
“แยกย้ายได้ ต่อจากนี้ก็ขอให้ทุกคนในจวนอยู่อย่างสงบเรียบร้อย”
มู่เหวินฮวนที่แต่เดิมก็มีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่แล้วยามนี้กลับเพิ่มความสับสนงุนงงเข้าไปด้วย จนใบหน้าบิดเบี้ยวไม่น่าดูชายวัยกลางคนเอ่ยถามแทนใจทุกคนในจวน “ไม่เจอคนหรือ”
ผู้นำคนดังกล่าวค้อมกายให้มู่เหวินฮวนสีหน้าท่าทางดูนอบน้อมขึ้นมาหลายส่วน ท่าทางที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันของอีกฝ่ายทำให้มู่เหวินฮวนวางสีหน้าไม่ถูก “ไท่ฟู่ เจอไม่เจออะไรกันคนในจวนล้วนอยู่กันครบไม่ใช่หรือ” เอ่ยจบก็สบตากับมู่เหวินฮวนอย่างสื่อความหมาย
มู่เหวินฮวนชะงักไปชายวัยกลางคนไม่เข้าใจความหมายที่อีกฝ่าย้าจะสื่อแม้แต่น้อยในใจจึงยิ่งกลัดกลุ้ม ฝืนยกมุมปากขึ้นยิ้มแห้งแล้งทำท่าจะเอ่ยถามอีกหลายคำให้กระจ่างชัด แต่กลับถูกอีกฝ่ายตัดบทขึ้นมาเสียก่อน
“ไท่ฟู่ เชิญท่านพักผ่อน ข้าไม่รบกวนแล้ว ลาก่อน”เอ่ยจบก็หมุนกายจากไปอย่างรวดเร็วไม่เปิดโอกาสให้มู่เหวินฮวนได้ไถ่ถามอะไรอีก
ไป๋เหลียนฮวามีสีหน้าอมทุกข์มาโดยตลอดขมวดคิ้วเดินเข้ามาเกาะแขนมู่เหวินฮวน “ท่านพี่ นี่... หมายความว่าอย่างไรตกลงพวกเขาเจอเสี่ยวหรานหรือไม่ หรือว่าพาตัวไปรับโทษกับศาลเตี้ยแล้วจึงไม่ยอมบอกให้พวกเรารู้”
มู่เหวินฮวนย่อมมีความกังวลไม่ต่างไปจากไป๋เหลียนฮวา แต่เขาจะให้นางต้องทุกข์ไปมากกว่านี้ไม่ได้“อย่ากังวลให้ปวดใจไปเลย พวกเขาคงไม่ทำอะไรเช่นนั้นหรอก เพียงแต่คงหาคนไม่พบจริงๆ”
“แล้วเสี่ยวหราน...”
“เดี๋ยวดิ้นรนจนเหนื่อยก็คงยอมกลับมาเองนางเคยออกไปลำบากลำบนข้างนอกเสียที่ใด คงทนได้ไม่นานหรอก”มู่เหวินฮวนเบนสายตาไปมองมู่เจี๋ยอินและมู่เจียวเหมย “เ้าสองคนพามารดาไปพักเถอะวุ่นวายมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวจะป่วยไข้เอาได้”
แม้มู่เหวินฮวนมีใจจะให้ภรรยาได้กลับเรือนไปพักผ่อนแต่อีกฝ่ายกลับให้บุตรสาวทั้งสองคนพากลับไปที่ศาลบรรพชน
สตรีต้าถังในยุคสมัยปัจจุบันแตกต่างจากในสมัยก่อนมาก หากทว่าไป๋เหลียนฮวากลับยังคงรักษาความเป็สตรีในห้องหอตามแบบฉบับดั้งเดิมของสตรีต้าถังทุกกระเบียดนิ้วไหนเลยจะมีความคิดอ่านในการแก้ไขปัญหาได้ทะลุปรุโปร่งกล้าคิดกล้าทำเช่นเดียวกับสตรีต้าถังในยุคสมัยปัจจุบันในยามที่เกิดปัญหารุมเร้าจึงได้แต่ต้องพึ่งบารมีบรรพบุรุษและพระพุทธองค์เท่านั้น
ไป๋เหลียนฮวาตั้งใจว่าจะปักหลักอยู่ในศาลบรรพชนเพื่อสงบจิตสงบใจให้คลายทุกข์จนกว่าบุตรสาวจะกลับมาและบุตรชายจะพ้นข้อหาฏถึงกระนั้นความทุกข์ก็ไม่เคยมาเดี่ยว[1]เมื่อบ่าวไพร่เข้ามาแจ้งว่าหลิวฮั่วเหมยมารอพบนางอยู่ที่หน้าจวน
ใบหน้าไป๋เหลียนฮวาบิดเบี้ยวและซีดขาวนางรู้ดีแก่ใจว่าหลิวฮั่วเหมยมาหานางด้วยเื่อันใดอีกฝ่ายย่อมต้องเป็ห่วงบุตรสาวจึงอยากจะมาถามข่าวคราวถึงกระนั้นใช่ว่านางจะแล้งน้ำใจ ไม่คิดไยดีในความวิตกกังวลของมิตรสหาย
แต่นางยังเอาตัวเองไม่รอด จึงไม่พร้อมจะแบกรับอะไรอีกแล้ว ทั้งยังไม่รู้จะชี้แจงกับอีกฝ่ายอย่างไรด้วยในเมื่อไม้ใหญ่อย่างบุตรชายนาง ที่อีกฝ่ายหวังพึ่งพากลับมาล้มลงเช่นนี้แล้ว
“เสี่ยวเหมย ออกไปรับหน้าให้แม่หน่อยเถอะ”ไป๋เหลียนฮวาเงียบไปชั่วขณะ พลางนึกถึงอากัปกิริยาขยับยุกยิกอยู่ตลอดเวลาไม่อยู่นิ่งแม้แต่วินาทีเดียวของบุตรสาวก็เอ่ยต่อว่า“แล้วเ้าก็กลับเรือนไปซะ มาอยู่กับแม่เช่นนี้ ทรมานเ้าเปล่า ๆให้เสี่ยวอินอยู่คนเดียวก็พอแล้ว”
มู่เจียวเหมย แม้จะห่วงใยมารดา แต่นางทรมานจริง ๆ ที่ต้องมานั่งนิ่ง ๆสงบปากคำ สำรวมกิริยาท่าทางเช่นนี้ เมื่อมารดาหาทางลงให้แล้ว จึงรีบเอ่ยรับคำทันทีกระทั่งลืมที่จะเก็บอากัปกิริยาลิงโลดใจจนเกินงามไปเสียสนิท
ไป๋เหลียนฮวาไม่เอ่ยตำหนิเช่นในยามปกติเพราะจิตใจห่อเหี่ยวเกินกว่าจะมีเรี่ยวแรงทำเช่นนั้นหันมาเอ่ยกับมู่เจี๋ยอินไปอีกเื่แต่ก็คล้ายจะเป็การรำพึงรำพันกับตัวเองเสียมากกว่า“เ้าว่าพี่สาวเ้าจะกลับมาหรือไม่ ไม่เคยชอบออกไปไหนแท้ ๆทำไมถึงได้เลือกเวลาเช่นนี้”
เอ่ยจบก็ถอนหายใจออกมายืดยาว เงยหน้าจับจ้องไปยังดวงตาที่หลุบต่ำแผ่กลิ่นอายสงบนิ่งและความมีเมตตาของพระพุทธรูปอย่างเหม่อลอย แล้วเอ่ยต่อว่า“บุตรสาวบ้านนี้กลับเป็เ้าที่เหมือนแม่ที่สุด เสี่ยวหรานนั้นทระนงถือดี มั่นใจในตัวเองมากเกินไป ไม่ใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆน้อย ๆ จนขาดความรอบคอบ ระแวดระวัง
เสี่ยวเหมยก็ซุกซนราวกับเด็กผู้ชายชาตินี้คงไม่กล้ายกนางไปแต่งให้ใคร...”ไป๋เหลียนฮวาผละสายตาจากพระพุทธรูปมามองมู่เจี๋ยอินที่นั่งฟังนางพูดอย่างสงบอยู่ข้างกาย
“เสี่ยวอิน เ้าไม่เบื่อฟังแม่บ่นใช่หรือไม่”
มู่เจี๋ยอินส่ายหน้ายิ้ม ๆ “ท่านแม่ คนต่ำต้อยเช่นลูกเทียบกับที่ท่านรักใคร่ดูแลเสมือนบุตรสาวแท้ ๆ แล้วการได้แบ่งเบาความทุกข์ของท่านแม้เพียงน้อยนิดจะนับเป็อะไรได้เ้าคะ”
ไป๋เหลียนฮวาจิตใจปลอดโปร่งขึ้นมาไม่น้อย จึงเริ่มสวดมนต์เงียบ ๆจวบจนความสว่างของท้องฟ้าในยามกลางวันถูกความมืดมิดแห่งรัตติกาลเข้ามาแทนที่
มู่เจียวเหมยเปิดประตูเดินเข้ามาส่งสัญญาณผลัดเปลี่ยนหน้าที่กับมู่เจี๋ยอินอย่างแ่เบาอีกฝ่ายไม่คัดค้านเดินออกจากศาลบรรพชนเพื่อกลับเรือนของตนเอง
ก่อนพลบค่ำ มู่ไป๋หงได้แวะไปดูไป๋เหลียนฮวาที่ศาลบรรพชน จึงพบว่าอีกฝ่ายมีมู่เจี๋ยอินอยู่ดูแลแล้วก็วางใจตัดสินใจเดินกลับเรือนพักของตนเอง ระหว่างทางพลันบังเอิญพบกับบ่าวชายที่รับใช้ข้างกายมู่เหวินฮวนเข้า
มู่ไป๋หงแหงนหน้ามองท้องฟ้า พบแสงสายัณห์สีแดงจัดราวกับสีเืเห็นว่ายังไม่ดึกนักจึงเกิดความสงสัยว่า เหตุใดอีกฝ่ายจึงมาเดินอยู่แถวนี้ไม่อยู่ปรนนิบัติรับใช้เ้านายของตัวเอง
ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังจะเดินสวนจากไป นางจึงเอ่ยรั้งตัวไว้ “ช้าก่อนเ้ามาเดินทำอะไรแถวนี้ เหตุใดไม่อยู่รับใช้นายท่าน”
อีกฝ่ายชะงักฝีเท้า ก่อนเอ่ยตอบมู่ไป๋หงอย่างไม่มีพิธีรีตองอะไรนักด้วยอายุอานามที่ไล่เลี่ยกัน “นายท่านไล่ข้าออกมา บอกว่าอยากอยู่คนเดียว”
มู่ไป๋หงขมวดคิ้วก่อนเบนสายตาออกจากอีกฝ่ายอย่างใจลอย เกิดความรู้สึกห่วงกังวลเ้านายของอีกฝ่ายขึ้นมาไม่น้อยก่อนจะหันไปเอ่ยถามอีกประโยค “นายท่านอยู่ที่ใด”
“สวนหลังจวน”
หัวคิ้วของมู่ไป๋หงยังไม่คลายออก นางพยักหน้าให้อีกฝ่าย“เ้าจะกลับเรือนหรือ เช่นนั้นก็ไปเถอะ”
เดิมทีมู่ไป๋หงตั้งใจจะกลับเรือนพักของตนเองแต่แล้วก็เปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน หมุนเท้าเดินไปยังสวนด้านหลังจวนแทน
เมื่อเดินมาถึงที่หมายมู่ไป๋หงก็เห็นมู่เหวินฮวนคุกเข่าลงกับพื้นหญ้าพลางใช้มือโกยดินจากหลุมที่ฝังไหสุราไว้ขึ้นมานางไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปห้ามปราม “นายท่านเหตุใดไม่เรียกบ่าวไพร่มาขุดเล่าเ้าคะ มาเ้าค่ะ ให้เป็หน้าที่บ่าวเอง”
มู่เหวินฮวนเหลือบสายตาจากพื้นดินขึ้นมามองมู่ไป๋หงแวบหนึ่งแต่ไม่ได้เอ่ยอะไรกับอีกฝ่ายแม้ครึ่งคำ ทั้งไม่ได้ตอบรับและไม่ได้ปฏิเสธทำเพียงลุกขึ้นยืนช้า ๆ ก่อนเดินไปนั่งอย่างเหม่อลอยที่หอเก๋งกลางสวนคล้ายจิตใจห่อเหี่ยวจนไร้เรี่ยวแรงจะเอื้อนเอ่ยวาจา
บุรุษที่ชีวิตล่วงเข้าวัยกลางคนแล้วอย่างเขาไม่เคยมีความคิดที่จะแตะต้องสุรามาก่อนแต่เคราะห์กรรมครั้งนี้หนักหนาเกินกว่าที่เขาจะรักษาความสุขุมเยือกเย็นของจิตใจไว้ได้ทั้งยังกลัดกลุ้มและหมดหนทางจะแก้ไขปัญหาจึงมีความคิดจะใช้สุราที่บุตรชายฝังเอาไว้นานแล้วมาดับทุกข์ในครั้งนี้
ไม่นานมู่ไป๋หงก็เดินอุ้มไหสุราตามเข้ามาในหอเก๋งนางวางไหสุราไว้บนโต๊ะตรงหน้าอีกฝ่ายด้วยอากัปกิริยานอบน้อม“ปกตินายท่านไม่ดื่มสุรานี่เ้าคะ”
มู่เหวินฮวนถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า “บุตรชายถูกตั้งข้อหาฏบุตรสาวหายตัวไปกับสารถีรถม้า... เช่นนี้แล้ว เ้าว่าข้ายังจะเป็ปกติอยู่ได้หรือ”น้ำเสียงทอดถอนใจคล้ายรำพึงรำพันกับตัวเองเสียมากกว่าจะเป็การเอ่ยถามอีกฝ่าย
“นายท่าน...”มู่ไป๋หงเอ่ยออกมาได้เพียงคำเดียวด้วยน้ำเสียงเห็นใจระคนเศร้าสลดกับท่าทางหมดอาลัยตายอยากของอีกฝ่ายหมดปัญญาจะโต้แย้งหรือสรรหาถ้อยคำใด ๆ มาปลอบใจ ได้แต่เอ่ยเตือนเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“แต่อย่างไรก็อย่าดื่มเยอะเกินไปจนเสียสุขภาพนะเ้าคะ”ก่อนจะยืนมองอีกฝ่ายเปิดไหสุราเงียบ ๆ
มู่เหวินฮวนเปิดไหสุราออกมาได้ก็ยกไหขึ้นซดเสียงดังอึก ๆจนมู่ไป๋หงใถลาเข้ามายื้อไหสุราไว้ “ช้า ๆ เ้าค่ะ ดื่มเย็น ๆ เช่นนี้ไม่ดีต่อสุขภาพนะเ้าคะ เดี๋ยวบ่าวอุ่นให้ก่อนแล้วดื่มจากจอกดีกว่าเ้าค่ะ”เอ่ยพลางออกแรงดึงไหสุราจากมืออีกฝ่ายมาอุ้มไว้เสียเอง
มู่เหวินฮวนนั่งดูมู่ไป๋หงอุ่นสุราให้ตนอยู่เงียบ ๆ หลังอุ่นจนได้ที่มู่ไป๋หงก็เทแบ่งใส่กาสุราแล้วค่อย ๆ รินใส่จอกให้มู่เหวินฮวนอย่างเอาใจถึงกระนั้นสุราครึ่งไหก็หมดไปอย่างรวดเร็ว
จากที่นั่งดื่มเงียบ ๆ อยู่นานมู่เหวินฮวนก็เริ่มพร่ำพรรณนาถึงความทุกข์ใจของตนออกมาไม่เป็ภาษาจนมู่ไป๋หงทนมองไม่ได้ ทรุดกายลงนั่งกอดขาอีกฝ่ายพลางแนบแก้มลงกับตักด้วยความสงสารระคนปวดใจ ก่อนจะเริ่มสะอึกสะอื้นเสียงแ่เบา
มู่เหวินฮวนยังคงจิบสุราและเพ้อพร่ำต่อไปไม่หยุดปากไม่ได้นำพากับอากัปกิริยาที่ขาดความเหมาะสมของมู่ไป๋หงแม้แต่น้อย
จิตใต้สำนึกของมู่เหวินฮวน จู่ ๆก็รู้สึกอยากจะปรับทุกข์กับภรรยาคู่ชีวิตอย่างที่ในยามที่สติพรั่งพร้อมเขาไม่คิดจะทำ ด้วยไม่้าเพิ่มความทุกข์ใจให้กับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากอีกจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างซวนเซ หมายจะกลับเรือนทำให้มู่ไป๋หงต้องผละห่างออกมาจากขาของมู่เหวินฮวนอย่างเสียมิได้
มู่เหวินฮวนรู้สึกว่าใต้ฝ่าเท้าของตนเลื่อนลอยไม่มั่นคงจนทำท่าจะเซล้มลงมู่ไป๋หงจึงรีบลุกขึ้นไปประคอง ก่อนพาอีกฝ่ายเดินกลับเรือนเหลียนฮวาไปอย่างทุลักทุเล
หญิงสาวปล่อยร่างสูงของมู่เหวินฮวนลงบนเตียงนอนหลังใหญ่ที่ย่อมต้องเป็เตียงนอนของชายวัยกลางคนกับภรรยาจึงค่อยจัดท่าทางให้อีกฝ่ายได้นอนหลับสบายขึ้นก่อนจะออกไปหยิบผ้าสะอาดกับกะละมังใส่น้ำร้อนแล้วเดินเข้ามาใหม่
นางลงมือเช็ดใบหน้าและเนื้อตัวให้อีกฝ่ายอย่างเอาใจใส่มู่เหวินฮวนที่ไม่หลงเหลือความสามารถในการควบคุมร่างกายและจิตใจอีกต่อไปแล้วกุมมือมู่ไป๋หงไว้แน่น พลางขมวดคิ้วเอ่ยตัดพ้อ“เหลียนเหลียนเ้าคงจะผิดหวังในตัวข้าใช่หรือไม่”
มู่ไป๋หงชะงักมือ พลางช้อนตาขึ้นมองมู่เหวินฮวนด้วยหัวใจที่สั่นสะท้านไม่มีความคิดอยากจะดึงมือกลับแต่อย่างใด
มู่เหวินฮวนปล่อยมืออีกฝ่ายพลางกำหมัดทุบหน้าอกตัวเองด้วยความเจ็บใจที่กลั่นออกมาจากส่วนลึก“ข้าไร้ความสามารถ ไม่อาจปกป้องลูกได้ เ้าผิดหวังในตัวข้า ใช่หรือไม่เหลียนเหลียน”
แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดกับตน แต่มู่ไป๋หงก็อดสงสารไม่ได้จึงโผกายเข้ากอด เพื่อหยุดการทำร้ายตัวเองของอีกฝ่าย “ไม่ ไม่เลยเ้าค่ะ นายท่านเป็สามี เป็บิดาที่ประเสริฐที่สุดในหัวใจของข้าน้อย”
ความอุ่นซ่านจากกายแกร่งที่นางได้แต่นึกจินตนาการและเพ้อฝันถึงมาตลอด ความจริงช่างสวยงามและอบอุ่นกว่าที่นางนึกฝันไว้เป็ไหนๆ ความปรารถนาจากส่วนลึกของจิตใจไม่ต่างจากม้าพยศที่ยากแก่การหยุดยั้งและควบคุมมีแต่จะเตลิดไปไกลก็เท่านั้น
มู่ไป๋หงผงกศีรษะขึ้นมาจูบปลายคางบุรุษที่นางแสนจะรักใคร่และเทิดทูนก่อนที่มือจะล้วงเข้าไปในอกเสื้อของอีกฝ่ายอย่างสะเปะสะปะด้วยท่าทางเงอะงะและไม่ประสีประสา มีเพียงใจปรารถนาแต่ไร้ซึ่งประสบการณ์
ความปรารถนาของนางถูกกักเก็บไว้นานเกินไปและมากมายเกินกว่าจะยับยั้งได้ในยามที่สถานที่บรรยากาศ และคนเป็ใจเช่นนี้ ทำให้มู่ไป๋หงลืมสิ้นถึงสถานะของตัวเอง ความจงรักภักดีที่นางมีให้แก่คนตระกูลมู่แม้ไม่ใช่ของปลอมแต่กลับถูกนางละทิ้งอย่างไม่ไยดีไปชั่วขณะ ราวกับเป็สิ่งของไร้ค่า
ความสลัวรางของแสงตะเกียงที่ช่วยเพิ่มความอ่อนไหวให้กับจิตใจของมู่ไป๋หงซึ่งส่องลอดผ่านกระดาษกรุหน้าต่างเข้ามา ดับลงอย่างกะทันหันในคราวเดียว ไร้อาการสั่นไหวที่เกิดจากแรงลมแล้วจึงค่อยๆ ริบหรี่ลงก่อนจะดับไป
ไฟปรารถนาในตัวมู่ไป๋หงที่ลุกโชนอยู่ในคราแรกก็ไม่ต่างกันจากความโชติ่กลายเป็สลัวราง จากความสลัวรางกลายเป็ความมืดมิด
ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย ก่อนที่ไม้จะกลายเป็เรือจนหวนคืนกลับสู่สภาพเดิมไม่ได้อีกราวกับมีคนจงใจตัดวาสนาที่บิดเบี้ยวของมู่ไป๋หงกับมู่เหวินฮวนทั้งยังจงใจตัดหนทางที่มุ่งไปสู่ความตกต่ำของมู่หรานหรานและคนตระกูลมู่ทุกคน
[1] จากสำนวนจีนที่ว่า ความสุขไม่มาซ้ำ ความทุกข์ไม่มาเดี่ยว