1.อดีตที่ระลึกได้
“ข้าอยากกินเนื้อ ฮึก ฮือๆ ทำไมมีแต่บ้านนั้นที่ได้กินเนื้อแต่บ้านเราได้กินแต่เศษผัก กับแผ่นแป้งแข็งๆ เล่าเ้าคะ” เสียงพูดเอาแต่ใจพร้อมทั้งร้องไห้เพราะรู้สึกไม่ได้รับความเป็ธรรม
“เหมยเอ๋อร์ อดทนหน่อยนะลูก ครั้งนี้ท่านพ่อล่าสัตว์ได้มามากอยู่ หลังจากที่ท่านพ่อนำไปให้ทางบ้านเหอสายหลักแล้วน่าจะได้ส่วนแบ่งกลับมาบ้าง”
“ท่านแม่พูดแบบนี้ทุกครั้งแต่ก็ไม่เคยเป็แบบที่ท่านบอกข้าเลยสักกครั้ง ท่านแม่ปดข้า ฮือๆๆๆ ทั้งของกิน เนื้อ ผัก สมุนไพร ของต่างๆ ที่ท่านพ่อ กับพี่ใหญ่ขึ้นเขาหามาได้ ก็เอาไปให้บ้านเหอสายหลักก่อนเสนอ แล้วพวกเราเล่าเ้าคะ แคร่ก แคร่ก แคร่ก” หลังจากที่ทั้งร้องไห้ทั้งะโ ความอัดอั้นตันใจออกมาร่างเล็ก ก็ทั้งไอ ทั้งหอบ หายใจไม่ทันจนมารดาต้องเข้ามาประคองลงนั่งที่เตียง
จากนั้นที่หน้าประตูห้องปรากฏร่างเล็กๆ ที่ค่อยๆ ยื่นกายออกมาอย่างระมัดระวัง และค่อยๆ เดินเข้ามาหามารดาและพี่สาวที่อยู่ในห้อง ขณะที่เดินมาสองมือก็คอยประคองไข่ไก่ เข้ามา 1 ฟองอย่างทะนุถนอม ประดุจของล้ำค่า
"พะ พี่รองหิวหรือขอรับ วันนี้ข้าไปช่วยงานท่านป้าข้างบ้านเก็บผักมา ท่านป้าจึงให้ไข่เป็ค่าตอบแทนมาด้วย ข้าจะเก็บไว้ให้พี่รองกิน พี่รองจะได้แข็งแรงนะขอรับ” เสียงพูดจากร่างเล็กๆ ที่อายุได้เพียง 5 หนาวหน้าตาน่ารักแต่กลับตัวผอมเล็กจ่อย ร่างกายมอมแมมเปรอะเปื้อนไปด้วยเศษดินและมีกลิ่นมูลสัตว์ติดมา ร่างเล็กของน้องชายที่เดินเอาไข่ไก่ที่ตนทำงานแลกมาได้ เข้าไปใกล้ๆ พี่สาวด้วยความดีใจ แต่กลับ ถูกชิงเหมยผลักออกห่างจนล้มด้วยรังเกียจในกลิ่นเหม็น ตุ้บ! ไข่ในมือน้อยๆ จึงร่วงตกพื้นแตก
“เสี่ยวเฉิง เจ็บหรือไม่ลูก” จางลี่ลี่ รีบเข้าไปประคองบุตรชายคนเล็กเข้ามาในอ้อมกอด “เหมยเอ๋อร์ เ้าอย่าได้รุนแรงกับน้องนักเลย น้องเพียงแต่จะนำไข่มาให้เ้าก็เท่านั้น”
“ท่านแม่ ไข่ขอรับ ไข่แต่หมดแล้วขอรับ” เอ่ยไป พร้อมทั้งกลั้นสะอื้นไป ด้วยกลัวว่าหากร้องเสียงดังจะทำให้พี่สาวโกรธขึ้นมาอีก จากนั้นมารดาจึงพาเสี่ยงเฉิง ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมทั้งพูดปลอบลูกชายคนเล็กให้หายเศร้า….
“เฮ้อ ฝันเห็นอีกแล้ว” หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาในยามเช้า เธอค่อยๆ ลุกจากเตียงแล้วเดินออกไปหน้าระเบียงห้องยามเช้าที่อากาศสดใส เหม่อมองออกไปด้านนอก พร้อมกับคิดถึงเื่ราวที่ฝัน ตลอด 35 ปีของหยางเหมยเหม่ย เธอจะฝันเห็นเื่ราวของครอบครัวสกุลเหอสายรอง รับรู้เื่ราว ความเป็ไป ความรู้สึกต่างๆ มากมายอย่างละเอียด
ครอบครัวสายรอง เหอชิงเทียน นั้นเป็เพียงบุตรบุญธรรมที่ท่านผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเหอ รับเป็บุตรบุญธรรมั้แ่เด็กด้วยสงสารที่เป็กำพร้า เหอชิงเทียนจึงสำนึกบุญคุณที่สกุลเหอรับเลี้ยงดู จึงคอยช่วยเหลือทำงานทุกอย่างเพื่อทดแทนบุญคุณ จนกระทั่งเหอชิงเทียนแต่งงานกับจางลี่ลี่ มีบุตร 3 ตน บุตรชายคนโตเหอชิงเว่ย อายุ 10 หนาว บุตรสาวคนรองเหอชิงเหมย อายุ 8 หนาว และบุตรชายคนเล็ก เหอชิงเฉิง อายุ 5 หนาว
บุตรสาวคนรองเหอชิงเหมยนั้นอ่อนแอขี้โรค ไม่แข็งแรงและมีนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง ชอบเรียกร้องความสนใจอยากได้อยากมีทุกอย่างให้เหมือนกับญาติผู้พี่ของตนซึ่งอายุห่างกันแค่ 1 หนาว ซึ่งเป็ลูกสาวบ้านสกุลเหอสายตรงนั้นเอง
โดยก่อนนี้เหอชิงเหมยไม่ได้มีนิสัยแบบนี้แต่เื่เกิดขึ้นมาจากการที่เหอชิงเหมยนั้นไม่เข้าใจและเริ่มรับรู้ว่าตนนั้นถูกปฏิบัติแตกต่างจากญาติผู้พี่ ทำไมญาติผู้พี่ได้ตัดชุดใหม่ๆ ทุกๆ ปีส่วนนางต้องใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ของญาติผู้พี่ที่นางไม่คิดจะใส่แล้ว ทำไมป้าสะใภ้บ้านสกุลเหอสายหลักไม่ต้องทำงานอะไรเลย แต่ท่านแม่และตัวนางต้องทำงานบ้าน ซักผ้า ทำอาหาร หาบน้ำให้คนบ้านเหอสายหลักตลอด ท่านพ่อและพี่ใหญ่ก็ต้องคอยทำงานในไร่ ขึ้นเข้า ล่าสัตว์ แต่ท่านลุงเหอห้าวตงซึ่งเป็ลูกชายของบ้านเหอสายหลัก ไม่เห็นจะต้องทำเลย
ทั้งเหอชิงเหมยยังมักจะถูกป้าสะใภ้ซึ่งเป็ภรรยาของเหอห้าวตงทุบตีเวลาทำงานบ้านไม่ได้ดั่งใจ และพูดจาด่าว่าเป็ตัวอัปมงคล ร่างกายอ่อนแอขี้โรคร่างกายซูบเซียวไม่น่ามอง ป้าสะใภ้มักคิดว่าเงินที่ท่านพ่อของนางไปล่าสัตว์ หรือเก็บสมุนไพรหามาได้แทนที่จะเอามาให้บ้านเหอสายหลักได้มากกว่านี้กลับต้องเจียดมาเป็ค่ายา ค่ารักษาให้เหอชิงเหมย ซึ่งเป็การสิ้นเปลือง
ความอัดอั้นตันใจต่างๆ จากความไม่เข้าใจที่ถูกรังแก จึงกลายเป็ความเกลียดชังและอิจฉา แต่เหอชิงเหมยไม่เคยคิดทำเื่ไม่ดี นางเพียงแต่เรียกร้องเอาแต่ใจและเรียกร้องความรักจากท่านพ่อ ท่านแม่ มากขึ้น โดยท่านพ่อท่านแม่จะรักและสนใจพี่ชายและน้องชายมากกว่านางไม่ได้ นี้จึงเป็เหตุให้เหอชิงเหมยชอบรังแกพี่ชายและน้องชายของตัวเองเพราะกลัวถูกแย่งความรักทั้งที่ทั้ง 2 คนนั้นรักและห่วยใยนางมาก
จนกระทั่งวันหนึ่ง เหอชิงเหมยเข้าไปทำความสะอาดบ้านสกุลเหอสายหลักตามปกติกับท่านแม่ ขณะที่กำลังทำความสะอาดอยู่นั้นเหอชิงเหมยพบปิ่นหยกตกอยู่ใต้ตั่งเตียงจึงหยิบขึ้นมาดู ลูบคลำด้วยรู้สึกว่าสวยดีและอยากได้บ้าง แต่การขโมยนั้นไม่เคยอยู่ในหัวของนาง กำลังจะนำวางคืน แต่ก็รู้สึกถึงแรงกระชากพร้อมเสียงตะคอกใส่
“นังสารเลว นังเด็กหัวขโมย” คนพูดไม่ใช่ใครเป็ป้าสะใภ้นั้นเอง
“ข้าไม่ได้ขโมยนะเ้าคะ ข้าเห็นมันตกอยู่ใต้นี้จึงหยิบขึ้นดูและจะวางคืนเท่านั้นเ้าคะท่านป้าสะใภ้” ถึงจะอยากได้อยากมีแค่ไหนแต่นางก็ไม่เคยคิดขโมยของ
“โกหก เ้ามันเด็กเลว อย่าคิดว่าข้าดูไม่ออกว่าเ้าอิจฉาลูกข้า จึงคิดจะขโมยปิ่นหยกนี้ของลูกข้าละสิ ปิ่นนี้ลูกข้าบอกว่าหายไป หาอยู่หลายวันก็หาไม่เจอ คิดไม่ผิดเป็เ้าที่ขโมยไปจริงๆ ” เอ่ยพร้อมทั้งเข้ามาแย่งปิ่นคืนพร้อมทั้งผลักร่างเล็กไปอย่างแรงจนกระแทกเข้ากับขอบเหลี่ยมโต๊ะอย่างแรง เสียงโหวกเหวกดังไปถึงด้านนอกทำให้ทุกคนมารวมกัน ภาพที่เห็นคือร่างเล็กๆ ของเหอชิงเหมยนอนกองกับพื้น พร้อมทั้งเืค่อยๆ ไหลออกมาจากแผลที่กระแทกอย่างแรง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เหอชิงเทียน ตัดสินใจแยกบ้านออก และย้ายออกจากหมู่บ้านเพราะทนไม่ได้ที่ลูกสาวถูกทำร้าย ที่จริงตัวเขานั้นรู้มาตลอดว่าลูกเมียถูกบ้านสายหลักรังแกเอาเปรียบมาตลอด แต่ด้วยความกตัญญู อีกทั้งยังไม่เคยเกิดเื่รุนแรงถึงขั้นเืตกยางออกเหมือนครั้งนี้
หนำซ้ำฮูหยินผู้เฒ่าผู้าุโสกุลเหอ ยังไม่คิดจะสืบถามความก่อนก็โทษว่าเป็พวกเขาอกตัญญู สั่งสอนลูกไม่ดีทั้งยังเอ่ยปากขับไล่ให้แยกบ้านออกไป ภายหน้าจะยากดีอย่างไรไม่ขอยุ่งเกี่ยวกัน โดยให้ผู้ใหญ่บ้านทำหนังสือแยกบ้านเพื่อเป็หลักฐาน
หลังจากพาเหอชิงเหมยไปหาหมอแล้ว ครอบครัวทั้งหมดจึงเก็บข้าวของย้ายออกในวันรุ่งขึ้น เดินทางไปยังบ้านเดิมของจางลี่ลี่ หมู่บ้านซีซวน ซึ่งพ่อแม่ของจางลี่ลี่เสียชีวิตหมดแล้ว บ้างเดิมของนางจึงไม่มีใครอยู่ ระยะทางค่อนข้างไกล ใช้เวลาเดินทางราวๆ 7 วันจึงมาถึง จากค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่ายาค่าหมอขอเหอชิงเหมยทำให้ตอนนี้ทั้งครอบครัวเหลือเงินเพียงแค่3 ตำลึงเงินเพียงเท่านั้น แต่ร่างกายที่อ่อนแอ และพิษไข้จากาแทำให้เหอชิงเหมยไม่สามารถฝืนทนได้อีก อาการทรุดหนักและเลวร้ายลง นางจึงจบชีวิตลงในเวลาต่อมาในวัยเพียง 8 หนาว ท่ามกลางความเสียใจของท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชายและน้องชาย...
หลังจากนั้นเหมยเหม่ย ก็ยังฝันเห็นชีวิตของท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชายและน้องชายหลังจากที่เหอชิงเหมยได้ตายไปแล้ว ท่านพ่อเข้าป่าล่าสัตว์กลับพลาดถูกหมีดำทำร้ายจนขาพิการเดินไม่ได้ มีชีวิตอยู่อย่างทรมาน ส่วนท่านแม่ก็ตรอมใจั้แ่เหอชิงเหมยตายไป จึงป่วยกระเซาะกระแซะมาโดยตลอด ไม่สามารถทำงานหนักได้ ทั้งบ้านจึงมีเพียงแค่บุตรชายคนโตในวัย 10 หนาวเท่านั้น ที่ทำงานหารับจ้างเพื่อหาเลี้ยงคนในบ้าน แต่ยังเด็กนักจึงได้ค่าแรงเพียงวันละ 10 อีแปะเท่านั้น และน้องชายคนเล็กวัยเพียง 5 หนาวจึงยังไม่สามารถทำงานที่ไหนได้เพราะยังเล็กจึงไม่มีใครจ้างงาน ทำให้ครอบครัวนั้นลำบากยากเข็ญแสนสาหัสนัก…
นี้คือเื่ราวที่เหมยเหม่ยได้รับรู้มาตลอดผ่านความฝัน ทุกครั้งจะมีความรู้สึกที่แรงกล้าอยากจะแก้ไขและช่วยเหลือเพื่อดูแลและไถ่โทษ ให้กับครอบครัว เธอรู้สึกว่าเธอคือเหอชิงเหมย เธอนั้นจะฝันเห็นเื่ราวครอบครัวเหอสายรองในวันเกิดของเธอทุกๆ ปีเท่านั้น มันเริ่มขึ้นั้แ่วันเกิดครบ 8 ขวบที่เธอเริ่มฝัน
ตอนแรกเธอไม่ได้คิดมากคิดว่ามันก็แค่ฝัน แต่พอถึงวันเกิดในปีต่อๆ มา จะต้องฝันถึงครอบครัวเหอสายรองทุกครั้ง จนกระทั่งเธออายุครบ 20 ปี เธอมีโอกาสเดินทางไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งบนูเา ขึ้นชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์มาก เมื่อสักการะไหว้พระข้อพรเรียบร้อยกำลังจะกลับ ในขณะที่กำลังเดินผ่านคุณตาหนวดขาวคนหนึ่งยืนอยู่บริเวณนั้น และเผลอสบตาและอยู่ๆ คุณตาหนวดขาวก็พูดขึ้นมาว่า
“สิ่งที่เห็นผ่านความฝันหาใช่ความฝัน แต่เป็อดีตของชาติภพ หากตั้งจิตมั่นแรงกล้า หมั่นเพียรด้วยบุญกุศล์อาจเห็นใจให้โอกาสย้อนคืนเพื่อแก้ไข จงใช้เวลาที่เหลืออยู่เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมเถิดเหมยเอ๋อร์"
.
.
.
TBC