“เมล็ดสนคล้ายกับเมล็ดข้าว”หม่าชิงคิดถึงราคาเมล็ดสนของเซียงเยวี่ยไจ หนึ่งจินราคาหกสิบเหรียญทองแดงเหลาอาหารสกุลหม่าสามารถนำออกมาใช้ทีเดียวครึ่งจิน เมล็ดสนสองเหลี่ยงมีต้นทุนยี่สิบสี่เหรียญทองแดงนี่ยังไม่รวมค่าแรงต่างหาก
“ใช่ขอรับอวี๋หมี่จือเซียงรูปลักษณ์น่ากิน แถมมีประโยชน์ ดีต่อสุขภาพ” หลงจู๊ของร้านยิ่งเอ่ยก็ยิ่งเป็นกังวลว่าเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ของเหลาอาหารตนจะมิอาจสู้กับอวี๋หมี่จือเซียงได้
หม่าชิงค่อยๆเก็บรอยยิ้มกลับคืน เขาเอ่ยถามด้วยท่าทีจริงจัง “ทั้งปลาสองตัว ทั้งเมล็ดสนย่อมทำให้ต้นทุนสูงขึ้นถึงสามเท่า อาหารราคาเท่าไร?”
“ไอหยาข้าน้อยลืมแจ้งไปเลยขอรับ ราคาของอาหารสูงขึ้นเท่ากับจานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ของร้านเราอยู่ที่สองร้อยเก้าสิบเก้าเหรียญทองแดงขอรับ”
“มีลูกค้าทานเยอะหรือไม่?”
“เยอะขอรับข้าน้อยได้ยินมาว่าเมื่อวานยามเย็นเหลาอาหารสกุลหูขายอวี๋หมี่จือเซียงได้ทั้งหมดยี่สิบเอ็ดชุดเมื่อเย็นวานคนที่ทราบข่าวเรื่องนี้มีไม่มาก ข้าน้อยจึงคิดว่ากลางวันวันนี้ต้องขายออกไปได้มากกว่าเดิมแน่นอนข้าน้อยเป็นห่วงว่าเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ของร้านเราจะ...” หลงจู๊ของร้านเอ่ยพลางสังเกตสีหน้าของหม่าชิงไปด้วย“ขายไม่ดีขอรับ”
“ไม่ว่าจะเป็นอวี๋หมี่จือเซียงหรือเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋อาหารแต่ละจานย่อมมีคุณค่าของตนเอง ทว่าจุดขายของเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋คือความสดใหม่สิ่งที่อาหารจานใหม่ขายได้ก็คือความแปลกใหม่นี่เองข้ายังคงเอนเอียงไปทางเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋” ในใจของหม่าชิงกลัดกลุ้มอยู่ไม่น้อยทว่าเขาไม่มีทางเผยออกมาทางสีหน้า ชายหนุ่มย่อมมิอาจใส่ไฟเพิ่มความทะเยอทะยานให้ผู้อื่นและบ่อนทำลายกลิ่นอายอันน่ายำเกรงของตนเอง
พริกสับดองครานี้เยี่ยมยอดมากจริงๆเด็ดเสียจนหูชุนหยางผงะอึ้ง จำต้องคิดรายการอาหารจานใหม่ออกมาต่อกรถึงสามจานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารจานที่สองนามอวี๋หมี่จือเซียงอาหารที่เป็นผลผลิตจากความพยายามทุ่มเทแรงกายแรงใจ
“ข้าน้อยฟังนายท่านขอรับในเมื่อนายท่านมีแผนอยู่ในใจ ข้าน้อยเองก็วางใจแล้วเช่นกันขอรับ” หลงจู๊สงบใจลงหลังจากที่เอ่ยเพิ่มเติมอีกสองสามประโยคเขาก็รีบร้อนกลับไปที่เหลาอาหารสกุลหม่าทันที
หม่าชิงตั้งใจจัดเตรียมส่งคนไปยังเหลาอาหารสกุลหูเพื่อซื้ออวี๋หมี่จือเซียงกลับมาสองชุดเขาเตรียมจะส่งหนึ่งชุดไปให้ท่านปู่ผู้หลงใหลการทานปลา ส่วนอีกชุดจะส่งให้เฟิ่งซื่อภรรยาของตนลองทานดูนับเป็นเตรียมการเก็บข้อมูล รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
ทว่าผู้ใดจะรู้อวี๋หมี่จือเซียงยังไม่ทันมาถึง หม่าเซี่ยงหนานก็บุกมาหาเขาเสียก่อนชายหนุ่มรายงานหม่าชิงว่าหลี่ชิงชิงตั้งใจเข้าเมืองมาด้วยตนเองเพื่อแจ้งข่าว เรื่องครอบครัวสกุลหูได้ส่งคนไปยังหมู่บ้านหวังหมายจะซื้อพริกสับดองกลับไปนอกจากนี้หม่าเซี่ยงหนานยังเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า ข้ารับใช้ของสกุลหูทั้งสองคนนั้นกล่าววาจาให้ร้ายหม่าชิงและหลี่ชิงชิงในด้านลามกอนาจาร
ฝ่ามือของหม่าชิงถูกง้างขึ้นและตบลงบนโต๊ะอย่างรุนแรงโชคดีที่โต๊ะแข็งแรง จึงมิได้แตกร้าวแต่อย่างใด ชายหนุ่มด่ากราดหูชุนหยางไปหนึ่งยกหลังจากนั้นก็เอ่ยด้วยความละอายแก่ใจว่า “เป็นข้าที่ทำให้หลี่ซื่อเดือดร้อน”
โชคดีที่ก่อนหน้านี้เฟิ่งซื่อฉลาดเฉลียวนางเป็นคนริเริ่มเสนอความคิดในการมอบวัวหนึ่งตัวตอบแทนให้หลี่ชิงชิงไม่เช่นนั้นพวกเขาคงได้กลายเป็นขี้ปากของคนอื่นไปแล้วจริงๆ
“หลี่ซื่อไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องชื่อเสียงของตนทว่านางเป็นห่วงว่าหูชุนหยางจะทำร้ายครอบครัวตระกูลหวังของนางขอรับ” หม่าเซี่ยงหนานถอดทอนใจพลางเอ่ย“หลี่ซื่อช่างเป็นสตรีที่ดีจริงๆ คนที่ดีเช่นนี้ไม่ควรจะถูกหูชุนหยางทำให้ชื่อเสียงมัวหมองเลย”
หม่าชิงเอ่ยถึงเรื่องที่เหลาอาหารสกุลหูออกอาหารจานใหม่อวี๋หมี่จือเซียง หม่าเซี่ยงหนานรับฟังและเอ่ยว่า “โชคดีที่เราไม่ปล่อยให้หูชุนหยางได้พริกสับดองไป”
หม่าชิงขมวดคิ้วเล็กน้อยเอ่ยว่า “เขาจะไม่ได้ครอบครองพริกเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น รอกระทั่งปีหน้าพริกงอกเงยขึ้นมาใหม่เขาเองก็จะได้ครอบครองพริกสับดองเช่นกัน เมื่อถึงยามนั้นเหลาอาหารของเขาก็จะสามารถขายเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ได้เช่นกัน”
สูตรพริกสับดองนั้นเกือบทุกครัวเรือนในหมู่บ้านหวังล้วนทำเป็นทั้งสิ้นยามนี้เพียงไม่มีพริกสดใหม่ให้ทำจึงทำออกมาไม่ได้ก็เท่านั้น รอกระทั่งปีหน้ามาถึง เมื่อพริกออกผลก็สามารถทำออกมาได้ใหม่แล้วเมื่อถึงเวลานั้น ย่อมมีคนที่ละโมบโลภมาก ขายพริกสับดองให้แก่หูชุนหยางแน่นอน
หม่าชิงเข้าใจดีมาแต่แรกแล้วว่าอภิสิทธิ์ที่เหลาอาหารสกุลหม่าจะได้ครอบครองพริกสับดองไว้แต่เพียงผู้เดียว ย่อมทำได้เพียงไม่กี่เดือนทว่าทันทีที่คิดว่าคู่แข่งอย่างหูชุนหยางจะได้ขายมันในอนาคตเช่นกันในใจของเขาก็เป็นทุกข์เหลือเกิน
“นายท่านข้าน้อยตีความหมายจากคำพูดโดยนัยของหลี่ซื่อข้าคิดว่านางยังมีสูตรอาหารจานใหม่อีกขอรับ”
“จริงหรือ?” ดวงตาของหม่าชิงวาบวับเป็นประกาย“เช่นนั้นแล้ว ครานี้นางมิได้เผยให้เจ้ารู้หรือ?”
“หามิได้ขอรับข้าน้อยเดาว่าหลี่ซื่อต้องการใช้โอกาสนี้พิสูจน์ความจริงใจของนายท่านขอรับ”
หม่าชิงครุ่นคิดสักพักก่อนเอ่ยว่า “ยังคงเป็นสตรีที่มีปัญญาเฉียบแหลมจริงๆ เรื่องนี้ข้าไม่สะดวกออกหน้า คงต้องรบกวนฮูหยินของพวกเจ้าแล้ว”
“นายท่านเก่งกาจยิ่งนักสามีของหลี่ซื่อไม่อยู่บ้านเกือบทั้งปี หลี่ซื่อย่อมไม่สะดวกที่จะออกหน้าพูดคุยหากเป็นฮูหยินที่ไปมาหาสู่กับหลี่ซื่อแทน ย่อมไม่ถูกจับกลุ่มนินทาอีกนัยหนึ่งก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าจวนเราให้ความสำคัญกับหลี่ซื่อเช่นนั้นแล้วยามที่หูชุนหยางจะลงมือทำอันใดกับหลี่ซื่อหรือคนสกุลหวังก็ต้องไตร่ตรองชั่งน้ำหนักให้มากก่อน”
หม่าชิงตกรางวัลให้หม่าเซี่ยงหนานเป็นเงินสองสามตำลึงหลังจากนั้นก็ไปทานอวี๋หมี่จือเซียงที่ข้ารับใช้ซื้อกลับมากับเฟิ่งซื่อ
เฟิ่งซื่อเห็นหม่าชิงหยิบยกจานอาหารมาด้วยความกระตือรือร้นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขบขันขำ นางเอ่ยเย้าหยอกว่า“ให้ข้าชิมอาหารจานใหม่อีกแล้ว ทั้งยังสัญญากับข้าอีกว่าจะซื้อเครื่องประดับใหม่ให้ยามที่ไปเยือนเมืองหลวงท่านเอ่ยมาเถิด ครานี้ท่านต้องการให้ข้าทำสิ่งใด?”
“ฮูหยินเจ้าช่างมีใจคิดตรงกับข้าจริงๆ” หม่าชิงหัวเราะฮ่าๆ ก่อนจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง
คนที่เฟิ่งซื่อเกลียดชังที่สุดย่อมเป็นหูชุนหยางมิมีผู้ใดโค่นล้มได้
หวนกลับไปเมื่อปีนั้นยามที่เฟิ่งซื่อตั้งครรภ์ หม่าชิงได้เที่ยวหอโคมเขียวและประชันกับหูชุนหยางหลังจากที่หูชุนหยางพ่ายแพ้ แต่ด้วยมิอาจเก็บกลืนโทสะเขาจึงส่งคนมาปล่อยข่าวใส่เฟิ่งซื่อบอกว่าเงินทองของหม่าชิงนั้นมีไว้เพื่อเลี้ยงสตรี มิใช่บุตรในท้องของเฟิ่งซื่อ
เฟิ่งซื่อโกรธมากจนไม่ทันระวังร่วงหล่นจากขั้นบันไดจนแท้งบุตรหลังจากนั้นหูชุนหยางยังได้ติดสินบนนางโลมในหอโคมเขียวจนได้รับของขวัญที่หม่าชิงเคยมอบให้กับนาง เขาบรรจุของชิ้นนั้นลงในกล่องก่อนมอบให้แก่เฟิ่งซื่อ
ยามที่เฟิ่งซื่อผู้สูญเสียบุตรในครรภ์เห็นของขวัญชิ้นนี้นางก็หมดหนทาง ไร้อาลัยต่อชีวิตคิดผูกคอตายแต่ไม่สำเร็จทว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรนางก็ขอหย่าขาดจากหม่าชิงสุดท้ายหม่าชิงถึงขั้นคุกเข่าให้สัญญากับเฟิ่งซื่อว่าเขาจะไม่เหยียบย่างเข้าหอโคมเขียวอีกสองสามีภรรยาถึงกลับมาคืนดีและอยู่ร่วมกันมาจนมีกันและกันอย่างทุกวันนี้ได้
ทว่าหม่าชิงหาใช่คนที่จะถูกล้ำเส้นได้ง่ายๆหูชุนหยางถูกภรรยาคนแรกของเขาโกนหนวดทิ้ง เรื่องที่หูชุนหยางหย่าขาดจากภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขคนแรกก่อนจะรับนางโลมเข้ามาเป็นอนุภรรยา เบื้องหลังของเรื่องนี้ย่อมมีเงาของหม่าชิงอยู่แน่นอน
เฟิ่งซื่อวางตะเกียบลงบนโต๊ะนางเอ่ยด้วยความโมโหว่า “หูชุนหยางก่อคลื่นลมสร้างปัญหาอีกแล้ว เหตุใดสวรรค์จึงไม่มีตาเก็บเขากลับไปเสียที?”
หม่าชิงคอยเอ่ยปลอบให้นางใจเย็นว่า“คนชั่วมักจะอายุยืน เฮ้อ ฮูหยินอย่าได้โมโหไปเลย”
“ข้าที่มีฐานะเป็นถึงฮูหยินสกุลหม่าหูชุนหยางยังกล้าส่งคนมาทำร้ายนับประสาอะไรกับหลี่ซื่อที่เป็นเพียงสตรีชาวนาธรรมดาๆ”เฟิ่งซื่อไม่เคยพบหลี่ชิงชิงมาก่อน ทว่ายามนี้นางกลับเป็นห่วงแทนหญิงสาวแล้ว
หากเอ่ยถึงเรื่องอายุปีนี้หลี่ชิงชิงมีอายุสิบห้าปี นางอายุน้อยกว่าเฟิ่งซื่อถึงสิบหกปีและอายุมากกว่าบุตรสาวคนโตของเฟิ่งซื่อหม่าอวิ๋นหรงเพียงห้าปีเท่านั้น
เมื่อรวมกับการที่ไม่กี่สิบปีมานี้หม่าชิงได้เลิกนิสัยเจ้าชู้เสเพลจนสิ้นคราบ
เฟิ่งซื่อไม่เคยระแวงสงสัยว่าระหว่างหม่าชิงกับหลี่ชิงชิงจะมีเรื่องที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้น
หม่าชิงเองก็เชื่อใจเฟิ่งซื่อเป็นอย่างยิ่งเขารู้ดีถึงฝีมือของเฟิ่งซื่อ อืม ยามที่เฟิ่งซื่อไม่กินน้ำส้มสายชูนั้น มันสมองของนางปราดเปรื่องยิ่งนักผู้นำสกุลหม่าแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน “ฮูหยิน เดือนหน้าข้าต้องไปเมืองหลวงเรื่องทางนี้ต้องฝากเจ้าแล้ว”
เฟิ่งซื่อพยักหน้าตอบรับอย่างไร้ซึ่งความลังเลใจ
ในใจหม่าชิงซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งเขาไม่สนว่าบนริมฝีปากจะเคลือบไปด้วยน้ำมัน ก้มหน้าลงเตรียมจะหอมแก้มของภรรยาทว่าสายตาเห็นกลับเห็นข้ารับใช้หนุ่มจากเรือนของท่านปู่กำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าแปลกประหลาดเสียก่อน
“ทำไมหรือท่านปู่กินไม่อิ่มหรือ?”หม่าชิงชี้ไปที่อวี๋หมี่จือเซียงที่ยังไม่ถูกแตะบนโต๊ะ ก่อนเอ่ยว่า“หรือไม่เช่นนั้น เจ้ายกจานนี้ไปด้วย?”
ข้ารับใช้คนนั้นรีบร้อนโบกมือเป็นพัลวัน“มิใช่ขอรับ ปลาจานนั้นที่นายท่านมอบหมายให้คนยกไปขึ้นโต๊ะของนายท่านผู้เฒ่านายท่านผู้เฒ่ายังทานไม่หมดเลยขอรับ”
“เช่นนั้นแล้วนายท่านของเจ้าส่งเจ้ามาด้วยเหตุอันใด?”
“นายท่านผู้เฒ่าส่งข้าน้อยมาเพื่อนำความมาแจ้งนายท่านขอรับ” ข้ารับใช้คนนั้นกระแอมออกมาหนึ่งเสียงเลียนแบบน้ำเสียงของหม่าเจิ้งซิน เขาเอ่ยว่า “ไอ้เด็กหน้าเหม็นอย่ามาหลอกปู่ของเจ้าให้กินปลาแห้งรสชาติไร้ความประณีตจานนี้ปู่ของเจ้ายังคงโปรดปรานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ที่แสนเผ็ดร้อนอร่อยล้ำมากกว่า!”
หม่าชิงหัวเราะเสียงดังเขาชี้ไปที่ข้ารับใช้ก่อนเอ่ยว่า “ท่านปู่เอ่ยเช่นนี้จริงๆ หรือ?”