สายวันนั้นหลังจากจบมินิมาราธอนแรกของโจ ทั้งสองกลับไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าและกินอาหารมื้อเช้าที่ค่อนข้างสายที่โรงแรม และเพราะความเหนื่อยล้าของนักวิ่งมือใหม่โจผลอยหลับไปในโซฟาห้องนั่งเล่น อรปล่อยให้เขาได้พักผ่อนตามสบาย เธอเองก็เพลิดเพลินกับการนอนอ่านหนังสือริมสระน้ำส่วนตัวเบื้องหน้าคือวิวทะเลสีคราม
“อ้าวพี่โจตื่นแล้วเหรอคะ อรว่าพี่คงเหนื่อยนะคะ” เธอรู้สึกตัวเมื่อเขาเลื่อนบานประตูกระจกแล้วเดินออกมาหาเธอที่ริมสระตรงระเบียงห้อง
“ขอโทษทีครับผมหลับไปตอนไหนไม่รู้ตัวเลย อรไปเที่ยวบ้านผมมั้ย แม่ผมทำกับข้าวอร่อยนะ” เขาอยากแวะไปหาพ่อกับแม่และก็อยากให้พ่อกับแม่ได้รู้จัก “เพื่อน” คนใหม่ของเขาเธอตอบตกลงอย่างกระตือรือล้น เพียงไม่นานนัก ด้วยระยะทางไม่ไกล รถเช่าคันเล็กพาหนะคู่ใจก็พาทั้งสองมาถึงบ้านโจพ่อกับแม่ต้อนรับเขาและเพื่อนใหม่ของลูกชายอย่างอบอุ่น
“ลูกแม่หล่อเชียว ผอมลงนะ หน้าตาสดใสเชียว หนูอรหน้าตาน่ารักนะเนี่ย”แม้เขาจะไม่เคยบอกพ่อกับแม่ว่าเธอเป็ใครที่มากกว่า “เพื่อน” เพราะตัวเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าตนอยู่ในสถานะนั้นในสายตาเธอบ้างหรือไม่แต่พ่อกับแม่รู้จักเขาดีมากพอที่จะรู้ว่าอรเป็อะไรสำหรับลูกชายของเขา
โต๊ะอาหารสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอดีสำหรับสี่คนพื้นไม้แผ่นใหญ่และผนังไม้เรียงแผ่นในบ้านเก่าที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี โคมไฟโบราณสีเขียวห้อยอยู่เหนือโต๊ะถัดไปไม่ไกลจากโต๊ะเป็ตู้นาฬิกาไม้ตั้งพื้นมีลูกตุ้มแกว่ง
มื้อเที่ยงเต็มไปด้วยความสนุกสนาน โจเล่าความตื่นเต้นในการวิ่งจนจบมินิมาราธอนแรกในชีวิตอรแซวเขาว่าวิ่งจบแล้วคุยโม้ ไม่เห็นเล่าให้พ่อแม่ฟังตอนเกือบถอดใจวิ่งขึ้นเนินแทบจะไม่ไหวช้าจนหอยทากเดินแซง เรียกเสียงหัวเราะได้ทั้งโต๊ะ อาหารรสจัดฝีมือแม่สร้างความสุขให้ทุกคนน้ำพริกกุ้งเสียบ สะตอผัดกะปิใส่กุ้ง แกงเหลือง คั่วกลิ้ง และผัดสดจานใหญ่ปิดท้ายด้วยมะม่วงเบาลอยแก้ว
“โห เมนูของคาวและของหวานฝีมือคุณแม่นี่เหมือนในร้านอาหารเลยนะคะเนี่ย”อรเอ่ยชมด้วยความประทับใจ
“อร่อยเหมือนเดิมนะแม่แต่พ่อว่ามันดีเพราะเราได้อยู่กันพร้อมหน้าด้วยนะ ถ้ามีเบียร์เย็น ๆ สักกระป๋องตบท้ายนี้จะสุดยอดเลยเสียดายลืมซื้อมา” พ่อพูดพลางเขี่ยไม้จิ้มฟัน
“เอาอะไรบ้างพ่อเดี๋ยวไปซื้อให้” โจลุกขึ้นเก็บจานชามซ้อน และยกเข้าไปในครัวในขณะที่ทุกคนก็ลุกขึ้น อรกุลีกุจอหยิบผ้ามาเช็ดโต๊ะ ก่อนที่ทุกคนจะย้ายมานั่งที่ห้องนั่งเล่นโจบอกให้อรนั่งคุยกับพ่อแม่ไปพลาง เขาคงออกไปไม่นานเพราะร้านสะดวกซื้ออยู่ไม่ไกล
“ดูซิพ่อน่ารักจังเลย” แม่เรียกพ่อ พลางเปิดอัลบั้มรูปเล่มใหญ่ ที่รวบรวมรูปเก่า ๆ สมัยเด็กๆ ของโจและชี้ชวนให้อรดูด้วยกัน
“นั่นสินะอยากให้มันเป็เด็กอยู่อย่างงั้น ไม่ต้องโตเน้อ เด็ก ๆ มันน่ารัก พ่อยังรู้สึกว่ามันเหมือนไม่กี่วันมานี้เองนะที่มันเอาลูกอมมาอวดเราน่ะแม่” พ่อพูดพลางยิ้มให้แม่
“ลูกอมอะไรเหรอค่ะคุณแม่”อรถามด้วยความอยากรู้ แม่จึงพลิกไปพลิกมาหารูปโจและลูกอม เมื่อเจอรูปที่้าแล้วเธอก็ชี้ให้อรดู
“นี่ ๆนี่แหล่ะจ๊ะอร” แม่ชี้รูปเด็กโจยืนยิ้มแป้นแบมืออวดลูกอมรูปดาวกับรูปหัวใจ “ตอนนั้นโจยังอยู่อนุบาลเค้าชอบเด็กผู้หญิงในห้องเดียวกันชื่อสุ วันนึงสุเอาลูกอมรูปดาวกับรูปหัวใจมาให้ บอกว่าเราให้หัวใจของเรากับเธออะไรประมาณนี้แหล่ะ โจเค้าดีใจมาก ไม่ยอมกินลูกอมนะ กะจะเอามาอวดพ่อกับแม่ก่อนมาถึงก็โม้ลั่นเลยว่าได้หัวใจสุมาแล้ว นึกถึงเื่นี้ทีไรแม่ก็ขำนะเด็กเค้ารักกันอ่ะเน้อพ่อเน้อ”
“แล้วอีกวันมันก็ร้องไห้มารบเร้าให้พ่อแม่พาไปซื้อกล่องดินสอที่แปลงร่างเป็หุ่นยนต์ได้ มันมีที่ไหนเล่าพ่อกับแม่ขับรถวนทั่วเกาะภูเก็ตแล้ว หาซื้อไม่ได้ แล้ววันถัดมามันก็ร้องไห้กลับบ้านมาอีกจำได้มั้ยแม่ มันบอกว่ามันไปขอให้สุเป็แฟนมัน แต่สุเค้าไม่เอาเพราะมันไม่มีกล่องดินสอที่แปลงร่างเป็หุ่นยนต์ได้ มันร้องไห้ใหญ่เลย บอกจะไม่ไปโรงเรียนอีกแล้วบ่นแต่ว่าถ้าไม่มีกล่องดินสอที่แปลงร่างเป็หุ่นยนต์ได้ มันจะไม่ขอใครเป็แฟนอีกแล้วตลอดชีวิตนี้โอ้ย คิดแล้วก็ขำนะแม่ โจนี่มันเด็กแก่แดดจริง ๆ อยู่แค่อนุบาล ริจีบสาวซะแล้ว” พ่อเสริมแล้วก็ประสานเสียงหัวเราะกับแม่อรเองก็อดขำไม่ได้เช่นกัน
“แล้วหลังจากนั้นพี่โจเค้าไม่มีแฟนเลยเหรอคะแม่”
“สมัยมหาลัยเค้าก็มีแต่เพื่อนนะพามาบ้านเจอพ่อกับแม่ก็มีแต่เพื่อนนะ พอทำงานก็ห่างเพื่อนสมัยเรียนไปอีกเห็นเค้าพูดถึงแต่ต้องนะ เพื่อนที่ทำงานน่ะ ใช่มั้ยพ่อ” แม่หันไปขอความเห็น
“อ้าวแม่ ก็มันบอกแล้วไงถ้าแม่หากล่องดินสอที่แปลงร่างเป็หุ่นยนต์ให้มันไม่ได้มันจะไม่ขอใครเป็แฟนอีกเลย ก็แม่นั่นแหล่ะ หาให้มันไม่ได้” พ่อกลั้วหัวเราะพลางลุกเดินไปที่หน้าประตูเมื่อได้ยินเสียงโจเดินเข้าประตูหน้ามา
“เครื่องคิดเงินที่เคาน์เตอร์เค้าเสีย เลยรอนานหน่อย เอ้านี่พ่อเย็น ๆ เลย” โจพูดพลางยื่นเบียร์กระป๋องให้ พ่อรับไปและเดินไปที่ชั้นวางเครื่องเล่นแผ่นเสียงบรรจงวางแผ่นลงและเปิดเพลงจากอัลบั้มโปรดของแม่นักเปียโนแจ๊สผิวสีที่ผันตัวเองมาเป็นักร้องนามว่า แนท คิง โคล
“อรรู้มั้ย ครูสอนภาษาอังกฤษของแม่บอกว่าให้หัดเรียนภาษาอังกฤษจากการฟังเพลง และครูบอกให้เริ่มต้นด้วยเพลง “ทูยัง” (Too Young) ของ แนท คิง โคล นะ เพราะแนทร้องช้าและออกเสียงชัดทุกคำ แม่ก็เลยฟังแต่เพลงของแนท ไป ๆ มา ๆเพลงนี้เลยกลายเป็เพลงโปรดของแม่เลยนะ หนูลองฟังดูซิ แม่ว่าเพราะมากเลยนะความหมายก็ดีมากเลยด้วย”
พ่อเดินโยกตัวเบา ๆ เข้าจังหวะเพลงกลับมานั่งที่โซฟาและถามสองหนุ่มสาว “แล้วเดี๋ยวจะไปไหนกันต่อหล่ะลูก”
“ว่าจะพาคนที่ไม่เคยดูพระอาทิตย์ตกในจุดที่สวยที่จุดในประเทศไทยไปดูหน่อยน่ะพ่อ”โจตอบพลางหันหน้ามายิ้มเยาะอร ทั้งสี่คนนั่งอ้อยอิงอยู่ในห้องนั่งเล่น พ่อกับแม่ให้กำลังใจโจแม้ว่าเขาจะโดนลดงานลดเงินเดือน ด้วยเชื่อว่าอีกไม่นานสถานการณ์น่าจะดีขึ้น และชื่นชมอรที่ทำให้โจออกกำลังกายสม่ำเสมอได้ครู่ใหญ่ สองหนุ่มสาวก็ลากลับ เพราะไม่้าไปถึงแหลมพรหมเทพช้าเกินไป
แหลมพรหมเทพยังคงความงดงามเช่นเคยแหลมโค้งไล่ระดับทอดตัวสู่ท้องทะเล ต้นตาลที่ขึ้นแทรกเรียงรายดูเด่นบนผืนฟ้ากว้างที่กำลังค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีทองเมื่อดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลำแสงสีทองสะท้อนผิวน้ำทะเลระยิบระยับ
“เราเดินลงมาอีกหน่อยมั้ยครับอรข้างล่างคนน้อยหน่อย” เขาพูดพลางก้าวลงไปด้านล่างและส่งมือให้เธอจับยึดและเดินตามลงมา เมื่อห่างจากกลุ่มนักท่องเที่ยว้า ทั้งสองจึงหาที่เหมาะเจาะนั่งรอการแสดงของธรรมชาติ
“ท้องฟ้าสีสวยมากเลยค่ะ”เธอประทับใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า ท้องฟ้าวันนี้ใสสะอาดปราศจากก้อนเมฆ
“ทุก ๆวันเลยนะ เพียงแค่การขึ้นและการตกของพระอาทิตย์ ก็ทำให้คนมีความสุขได้ ทุก ๆวันไม่ว่าตรงไหนของโลก ก็จะมีคนเฝ้ารอพระอาทิตย์ขึ้นและตก เหมือนเราสองคนในวันนี้นะครับธรรมชาตินี่มหัศจารย์จริง ๆ” เขานึกสงสัยว่าดวงตะวันจะรู้บ้างมั้ย ว่ามีคนเป็ล้านคนเฝ้ารอและเฝ้าดูกิจวัตรประจำวันของมันทุกๆ วัน
“จริงค่ะพี่โจที่ดอยหลวงเชียงดาวก็จะมีคนเฝ้ารอั้แ่ฟ้ามืด เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนกัน ไว้คราวหลังพี่ไปเที่ยวบ้านอรมั่งอรจะพาพี่ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นจากจุดที่สวยที่สุดเหมือนกันค่ะ”
“อรรู้มั้ยเสน่ห์ของท้องฟ้าที่นี่ คือบางวันท้องฟ้าเป็สีส้ม บางวันเป็สีชมพู บางวันเป็สีม่วงแต่ไม่ว่าท้องฟ้าจะเป็สีอะไร ก็สวยประทับใจไม่แพ้กันเลยนะ" เขาบอกเล่าเบา ๆเธอพยักหน้ารับรู้
“และอรรู้มั้ยผมเคยมาดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ ในบางวันที่สีของท้องฟ้าสวยมาก ผมนึกเสียดายที่ไม่สามารถเก็บความสวยงามไว้ได้ได้แค่ถ่ายรูปนะ แล้วก็เสียดายว่าท้องฟ้าสวยขนาดนี้อยากเก็บไว้จะได้เอามาดูใหม่วันหลัง แต่เชื่อมั้ย พอวันถัดมาผมก็มาที่นี่อีกแล้วฟ้ามันก็ไม่เหมือนเมื่อวานเลย แต่มันสวยอีกแบบ ไม่แพ้กันเลยนะ”
ทั้งสองสบตากันและเธอพยักหน้าเห็นด้วยเขาจึงพูดต่อ “แม้ว่าท้องฟ้าเมื่อวานอาจจะสวยมากแล้ว วันนี้หรือวันพรุ่งนี้มันก็อาจจะเป็คนละสี แต่มันสวยไม่แพ้กันเลยนะ เราไม่ต้องเสียดายความสวยงามของเมื่อวานเลยถึงแม้เราจะเก็บสีของท้องฟ้าเมื่อวานไว้ไม่ได้ แต่เราไม่ได้เสียอะไรไปเลยนะแต่เราอาจจะพลาดความสวยงามของท้องฟ้าในวันนี้ ถ้าลืมที่จะมองมันและมัวแต่นึกถึงความสวยงามของท้องฟ้าเมื่อวาน ซึ่งผ่านไปแล้ว”
ทั้งสองสบตากันอีกครั้งแต่ครั้งนี้เธอไม่ได้พยักหน้ารับรู้ แววตาเธอหม่นลงคล้ายว่าจะนึกถึงใครบางคนในวันวานของเธอและเขาเองก็รับรู้ได้ ดวงตะวันคล้อยต่ำลงมากแล้ว เขาจึงพูดขึ้นว่า “เอาหล่ะ เรามาซึมซับบรรยากาศกันดีกว่านะนั่งมองเฉย ๆ นี่แหล่ะ”
“ค่ะ”เธอรับคำ เฝ้ามองดวงตะวันคล้อยต่ำลงทีละนิด ทั้งสองนั่งเงียบ ๆปล่อยให้ความคิดส่งเสียงดังในหัวของทั้งสอง และแล้วดวงตะวันก็ก้มลงจุมพิตผิวน้ำแสงสีทองระยิบเป็ทาง ผืนฟ้ากลายเป็สีส้ม เสียงปรบมือดังมาจากนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่พึงพอใจการแสดงฉากสุดท้ายนี้
“มองเห็นมั้ยอรค่อย ๆ เดินนะ ระวังสะดุด” ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เขานำหน้า ก้าวปีนขึ้น พลางจูงมือเธอเดินขึ้นมาจากจุดที่ทั้งคู่นั่งชมพระอาทิตย์ตก
“สวยมากจริงๆค่ะ ขอบคุณพี่โจที่พาอรมานะคะ ท้องฟ้าวันนี้สวยมาก แต่...ก็จริงอย่างพี่โจว่านะ พรุ่งนี้ท้องฟ้าก็อาจจะไม่เหมือนวันนี้แต่ก็สวยไปอีกแบบเน้อ” เธอยิ้มให้กับแผ่นหลังของคนที่เดินนำหน้า
มื้อใหญ่ตอนเที่ยงทำให้ทั้งสองไม่รู้สึกหิวจึงแวะกินรองท้องเพียงเล็กน้อยก่อนกลับโรงแรม
ค่ำคืนใต้แสงดาวในคืนสุดท้ายอีก่เวลาที่เธอและเขาจะสร้างความทรงจำดี ๆ ด้วยกัน
************