“เร็วเข้าเด็ก ๆใครก็ได้ลากนางออกไป”
ซ่งจื่อิยืนนิ่งสุขุมใบหน้าเยือกเย็นเป็เอกลักษณ์เท้าเหยียบข้ามธรณีประตูได้เพียงข้างเดียว มารดาแผดเสียงร้องแทบหูดับทันใดนั้นพัดซ่านจื่อ ที่มีความหมายว่าดีงาม ชี้ไปที่ร่างน้อย ๆ ของเด็กหญิง
ความที่เรือสำเภาเดินทางไกล ไม่ได้แวะย่านการค้าจึงไม่มีชุดสวยผลัดเปลี่ยนให้หลินเซียว นางเป็สตรีเพียงหนึ่งเดียวในเรือลำใหญ่นอกนั้นเห็นแต่จะเป็พลทหารใต้อาณัติของจื่อิด้วยเหตุนี้ความสะอาดของหลินเซียวจึงถูกมองข้าม
ผมเผ้ายุ่งเหยิง เปียที่ถักสวยคลี่คลายชุดสีเขียวอ่อนสดใส ผันแปรเป็เทาทึบราวผ้าขี้ริ้ว สภาพของหลิวเซียวไม่ต่างจากลูกเป็ดขี้เหร่หรือขอทานข้างถนนอย่างนั้นก็ไม่แปลกที่นายหญิงใหญ่ตระกูลซ่งจะไล่ตะเพิดั้แ่แรกเห็น
“หลินเซียวกลัว”
หลินเซียวพูดเสียงเบาพลางวิ่งไปหลบหลังจื่อิ นิ้วสั้นป้อมกอดท่อนขาจื่อิแน่นบรรดาเด็กรับใช้ไหนเลยจะกล้า เพียงนายท่านผ่อนลมหายใจออกมาพวกนางหวาดกลัวจนขี้หดตดหาย
ทว่าบ่าวคนสนิทของต้วนฮูหยินใจกล้าบ้าบิ่นจ้องจะเข้าไปลากนางเด็กเหลือขอออกจากที่ซ่อนทันใดนั้นน้ำเสียงมัจจุราชดังแ่ตักเตือนครั้งที่หนึ่ง
“เ้ากล้า?”
จื่อิพูดสั้นห้วน แต่น่ายำเกรงสาวใช้อวดดีใบหน้าจืดเจื่อน กลับไปประคองต้วนฮูหยินดังเดิม
“ิเอ๋อร์ในที่สุดลูกข้าก็กลับมาแล้ว”
ต้วนฮูหยินกล่าวทักทายบุตรชายด้วยถ้อยวจีหวานชื่นต่างจากเมื่อครู่ราวเปลี่ยนเป็คนละคน จื่อิเหลือมารดาแค่หนึ่งคนไม่คิดถือสา ั้แ่บิดาจากไปจวนสกุลซ่งเงียบเหงาขาดชีวิตชีวามารดาห่อเหี่ยวเหมือนยวนยางไร้คู่
นับแต่นั้นต้วนฮูหยินป่วยเป็โรคประหลาด เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเดาใจไม่ถูกหรือที่เรียกว่า ซึมเศร้าสองบุคลิก อย่างนั้นเวลารู้สึกไม่ชอบอะไรก็จะแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง เวลาััความเศร้าโศก ก็จะทุกข์ระทมเจียนจะขาดใจครั้นมีความสุขก็ดีจนน่าใจหาย
ซ่งจื่อิคือบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลพี่น้องล้มหายตายจากเพราะา เขาเพียงคนเดียวยืนหยัดอยู่และประคับประคองต้นตระกูลอย่างสุดความสามารถหลายปีมาแล้วที่จื่อิถูกความเลวร้ายในอดีตกัดกินหัวใจ
กระทั่งหนุ่มน้อยเติบโตมาอย่างเ็าและแข็งกระด้างจื่อิได้เรียนรู้จากรสชาติชีวิตที่แสนขมขื่น บุรุษที่อ่อนแอจะไม่สามารถปกป้องคนที่ตนรักได้ด้วยเหตุนี้จื่อิจึงมีปณิธานแน่วแน่ว่า ตนต้องเป็บุรุษที่แข็งแกร่งทะเยอทะยานอย่างเดียวไม่พอ ต้องปราดเปรื่องด้วย
ภาระอันหนักอึ้งเหล่านี้พรากจื่อิไปจากอกมารดาชายผู้อยู่เหนือคนหมู่มากเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในห้องตำราและวังหลวงว่างเว้นก็ออกว่าราชการตรวจตราบ้านเมือง จนหลงลืมไปว่า จวนหลังนี้ก็มีคนคอยอยู่ นั่นคือต้วนฮูหยิน
ต้วนฮูหยินกอดบุตรชายแต่หางตาชำเลืองมองนางเด็กโสโครกที่กอดขาจื่อิไม่ยอมปล่อยพลางกล่าวอย่างรังเกียจว่า “พุทธโถ พุทธถัง เล็กขนาดนี้ ถูกจับมาเป็ทาสแล้วรึ”
น้ำเสียงผิวเผินดูเหมือนเห็นใจแต่แววตาส่อแววดูแคลนย่ำเหยียบไม่น้อย
หลินเซียวไม่ชอบถูกเรียกว่าทาสเฉกเช่นเดียวกับที่ไม่ชอบถูกเรียกว่า เด็กที่เกิดจากกระบอกไม้ไผ่
สาวน้อยก้าวออกจากที่ซ่อนเชิดหน้าพูดอย่างกล้าหาญแต่คงไว้ซึ่งน้ำเสียงสุภาพเรียบร้อย
“หลินเซียวคือหลินเซียวหลินเซียวไม่ใช่ทาส”
ขณะพูดนิ้วมือทั้งห้ารวบชุดคลุมจื่อิออกแรงกระตุกสามหน ซ่งจื่อิก้มลงมองโดยสัญชาตญาณ ตอนนี้เองแววตาของเด็กน้อยกลมดิ๊กเหมือนลูกแก้วคล้ายคลึงกำลังออดอ้อนขอความเห็นใจ
จื่อิโน้มตัวลงไปกึ่งหนึ่งงอข้อนิ้วแล้วเคาะบนหน้าผากกลมนูนของเด็กหญิง ต่างก็พูดว่า
“หมูเ้าเล่ห์”
บ่าวไพร่ในเรือนนิ่งงันลอบมองหน้ากันอย่างอึ้งค้าง นายท่านไม่เคยทำเช่นนี้กับใครมาก่อน!
“ิเอ๋อร์ ที่เ้าทำมันหมายความว่าอย่างไร?”
ต้วนฮูหยินคล้ายไม่พอใจแววตาของหญิงวัยชรามีหยาดน้ำใสซ่อนอยู่ อารมณ์ของสตรีวัยห้าสิบกลางแปรปรวนร่ำส่าย
ใช่! ต้วนฮูหยินอิจฉาเด็กน้อย
มารดาขาดความรักของสามีผู้ตายจากมารดาผู้รอความรักจากบุตรชาย ต้วนฮูหยินพึงปรารถนาได้รับความใส่ใจของิเอ๋อร์แต่ไม่เคยได้รับอย่างนั้นเด็กน้อยโสโครกคนนั้นถือสิทธิ์อะไร?
“ท่านพ่อ...อย่าใจร้าย”
หลินเซียวรับรู้ได้ถึงความเสียใจอย่างที่มีคำกล่าวไว้ เด็กเล็กก็เหมือนผ้าขาว รู้สึกอย่างไรย่อมแสดงออกไปอย่างนั้น
จื่อิฟังแล้วจุกอกพลางขมวดคิ้วเกิดคำถามในใจ “ใจร้ายงั้นหรือ?”
เดิมทีจื่อิกลับถึงจวนอย่างเหน็ดเหนื่อยคร้านอยู่ฟังมารดาพูด และไม่้าเป็หลุมรองรับคลื่นอารมณ์ของมารดาด้วยเหตุนี้จื่อิจึงหลีกเลี่ยงต้วนฮูหยินตลอด นานวันเข้ามองเป็เื่ปกติความสัมพันธ์แม่ลูกเริ่มเหินห่าง
จื่อิฉุกคิดขึ้นมาได้รู้สึกว่าตนเองละเลยมารดาไปมากทีเดียวบางครั้งหมกมุ่นกับเื่ในราชสำนักและปากท้องของชาวเมืองไปมากจนลืมโหยหาประโยชน์ส่วนตนและใส่ใจคนรอบข้างนานเท่าไหร่แล้วที่จวนสกุลซ่งกลายเป็ป่าช้ารกร้างไร้เสียงหัวเราะ
“ท่านแม่ ิเอ๋อร์ของท่านกลับมาแล้วขอรับ”
จื่อิหันกลับมาเจรจาไม่เพียงเท่านั้นยังสวมกอดมารดาอย่างอบอุ่น สร้างความใแก่บ่าวไพร่อย่างหนักบ้างก็คิดว่านายท่านเปลี่ยนไปมากขนาดนี้เป็ไปได้ว่าพระอาทิตย์คงย้ายไปตกทางทิศตะวันออก
หลินเซียวยิ้มตาหยีเพียงเท่านี้นางก็มีความสุขขึ้นมา
ไป๋เจี้ยนที่ยืนอยู่ด้านข้างมองรอยยิ้มสดใสของหลินเซียวอย่างเอ็นดูยิ่ง แม้คนอื่นแปลกใจแต่ไป๋เจี้ยนคนนี้ไม่แปลกใจเลยสักนิด หลินเซียวน้อยนางมีความสุขได้ง่าย ๆกับเื่รอบตัว ไม่แปลกที่นายท่านจะอ่อนโยนขึ้น
บัดนี้หลินเซียวของพวกเราเป็ดั่งหิ่งห้อยตัวน้อยที่คอยนำทางและสร้างแสงสว่างให้นายท่านไป๋เจี้ยนพลอยฟ้าพลอยฝนมีความสุขไปกับรอยยิ้มของหลินเซียว
“อย่างไรนะ? นางเรียกเ้าว่าท่านพ่อ? ิเอ๋อร์เ้าไปแอบได้เสียกับหญิงบ้านใด!!”
สองแม่ลูกกอดกันได้ครู่เดียว คลื่นอารมณ์แปรปรวนของต้วนฮูหยินก็มาเยือนอีกครั้งจนได้ฝ่ามือหนักหนาทุบตี ทำอย่างกับจื่อิเป็เด็กไม่รู้ความบุตรชายของท่านแม่เป็ถึงแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรและราชเลขาธิการที่คนส่วนใหญ่นับหน้าถือตาเชียวนะ!
จื่อิ -...-!
ต้วนฮูหยินไล่ตีบุตรจนสาละวนวุ่นวายประหนึ่งไก่บินสุนัขะโหลินเซียวใช้โอกาสนี้วิ่งปรู้ดเข้าไปในเรือนโดยมีไป๋เจี้ยนนำทาง
หลังความวุ่นวายสิ้นสุดลงจื่อินั่งสุขุมบนโต๊ะน้ำชา อธิบายให้มารดาฟังเป็ครั้งที่สามว่าหลินเซียวคือบุตรสาวเพียงในนาม หาได้มีพันธะใดเกี่ยวข้องกัน ขอเพียงตามหาบิดรมารดาพบเด็กน้อยจะถูกส่งตัวกลับไปทันที
“ไม่ได้!จวนสกุลซ่ง้าบุตรชาย นางเป็หญิง! แถมยังอ้วนเหมือนหมูเนื้อตัวมอมแมมไม่น่ารัก เห็นแล้วข้าหงุดหงิดยิ่งไปกว่านั้นหากคนข้างนอกรู้เข้า ฟังไม่ถนัดจับไปกระเดื่องปล่อยข่าวเท็จทำให้สกุลซ่งเสื่อมเสีย เกรงว่าไม่เป็ผลดี!”
ต้วนฮูหยินไม่ต้อนรับใครทั้งนั้นยังไม่ทันได้ใกล้ชิดหลินเซียวก็ตัดสินว่านางนั้นเขลา
จื่อิหมดความอดทนลงแล้วคาดว่าพูดอันใดออกไปรังแต่จะเสียเวลาเปล่า ด้วยฐานะผู้นำตระกูลจะพาผู้ใดเข้าออกเรือนไม่จำเป็ต้องขออนุญาต เพียงแต่เรียกมาจับเข่าพูด
ก็เพื่อบอกกล่าวเท่านั้น ได้แต่หวังว่าหนึ่งแก่หนึ่งเด็กจะปรองดองกัน
จื่อิเอือมระอาเหลือเกินจึงเดินจากห้องโถงโดยไม่ได้พูดอันใดอีกท่าทางดื้อรั้นของบุตรชาย ทำต้วนฮูหยินปวดกระบาลยิ่งนัก ยามมองไปยังบานประตูเห็นหัวเล็กทุยผลุบ ๆ โผล่ ๆ มันช่างขัดใจยิ่งนัก
“พวกเ้า!!ลากนางออกไปให้พ้นหน้าข้า!”
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดดังโครมครามออกมาจากเรือนรับรองแขก ดวงตาของเด็กน้อยเบิกกว้างด้วยความพิศวงครั้นเห็นพี่สาวสามคนวิ่งมา หลินเซียวดีดเท้าใส่เกียร์หมาวิ่งหัวทิ่มหัวตำสนุกสนาน
“ปล่อยไว้อย่างนี้จะดีหรือขอรับข้าน้อยเกรงว่าหลินเซียวจะโดนรังแก”
ไป๋เจี้ยนยืนอยู่ข้างกายจื่อิซึ่งทั้งสองหนุ่มยืนสังเกตการณ์อยู่อีกฟากหนึ่งทว่าสีหน้าของจื่อิไม่มีความกังวลเลยสักนิด ยังคงว่างเปล่าเหมือนอย่างเคย เพียงแต่ว่าดวงตาที่เ็าเริ่มมีแสงสะท้อนแวววาวราวดวงดาราหมู่หนึ่งในน่านฟ้าจากนั้นจื่อิพูดชวนลุ้นว่า
“ดูไปพร้อมข้าเถิดว่านางจะเอาชนะใจท่านแม่ได้ด้วยวิธีใด”