เห็นได้ชัดว่าค่าตอบแทนสูงถึงสามพันห้าร้อยล้านนั้นเป็นสิ่งที่อาจารย์อู๋ไม่อาจแบกรับไหวและมหาวิทยาลัยเองก็คงไม่สามารถรับผิดชอบได้เช่นกัน
ในเวลานี้จี้ทิงมองไปยังสวีเหรินที่มีแววตาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ก่อนจะเอ่ยถามว่า"คุณกลัวว่าผมจะไปขัดผลประโยชน์ของพวกเขาแล้วจะเกิดอันตรายงั้นเหรอ?"
สวีเหรินพยักหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายน้ำตาแทบจะร่วงหล่นออกมาเป็นสาย
จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วถามต่อ "ถ้าอย่างนั้นคุณคิดว่า พวกเขา 'กล้า' ปล่อยให้ผมเกิดอันตรายไหมล่ะ?"
สวีเหรินชะงักงันไปทันทีเขานิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะส่ายหน้าอย่างแรง
"ใช่แล้ว พวกเขาไม่กล้าหรอก" สีหน้าของจี้ทิงยังคงราบเรียบทว่าถ้อยคำที่เอ่ยออกมากลับหนักแน่นขึ้นทุกคำ "เหตุผลที่พวกเขาข่มเหงคุณได้ก็เพราะว่าต้นทุนที่ต้องจ่ายมันต่ำหรือแทบไม่ต้องชดใช้อะไรเลยก็สามารถปัดเรื่องนี้ให้จบลงง่ายๆ ได้"
"แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มูลค่าในตัวคุณมันสูงเกินกว่าขอบเขตที่พวกเขาจะแบกรับไหวเมื่อนั้นในทุกๆ วันที่เหลือคุณจะได้เห็นเพียงด้านที่แสนดีที่สุดของพวกเขาเท่านั้น"
สวีเหรินทบทวนคำพูดเหล่านั้นวนไปมาในหัวหลายตลบก่อนจะเงยหน้าขึ้นฉับพลัน "อาจารย์จี้ครับที่ผมติดตามคุณไม่ใช่เพราะมูลค่าในตัวคุณหรอกนะแต่ผมรู้สึกว่าคุณน่ะรอบรู้ไปเสียทุกเรื่อง เก่งสุดๆ ไปเลยแถมยังเป็นคนดีมากอีกด้วย!"
มุมปากของจี้ทิงหยักขึ้นเล็กน้อยอย่างหาได้ยาก"ผมรู้"
แม้เขาจะไม่สามารถแยกแยะอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้ครบถ้วนแต่เขากลับอ่อนไหวต่อความประสงค์ร้ายได้ดียิ่งตัวอย่างเช่นตอนที่เขาพบจี้เยี่ยนจื๋อครั้งแรกเขาก็รู้ได้ทันทีว่าคนคนนี้จงเกลียดจงชังเขาเข้าไส้
...
จนกระทั่งแสงไฟริมถนนเริ่มสว่างขึ้นจี้เยี่ยนจื๋อถึงได้กลับมาจากแผนกวิจัยและพัฒนา
เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเข้ามาเห็นสวีเหรินก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาปล่อยให้คนทั้งคู่รออยู่ที่นี่มาหลายชั่วโมงแล้ว
สวีเหรินวางขนมปังในมือลงแล้วรีบลุกขึ้นยืนพลางเรียกเสียงเบา"ประธานจี้ครับ"
จี้เยี่ยนจื๋อมองไปทางจี้ทิงที่นอนอยู่บนโซฟาคิ้วเข้มขมวดมุ่น "ทำไมเขามานอนตรงนี้ในนั้นก็มีห้องพักไม่ใช่หรือไง?"
สวีเหรินกำชายกางเกงตัวเองไว้แน่นพลางลดเสียงให้เบาลงไปอีก "อาจารย์จี้บอกว่าประธานจี้รักความสะอาดมากถ้าไปนอนบนเตียงคุณเข้า จะต้องโดนดุแน่ๆ ครับ"
ริมฝีปากบางของจี้เยี่ยนจื๋อเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งเขาขยับกายเข้าไปใกล้แล้วช้อนร่างจี้ทิงขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าหญิง
ทว่าทันทีที่เขาเหยียดหลังตรงคนในอ้อมแขนกลับลืมตาขึ้นมาเสียก่อน
เมื่อเห็นแนวสันกรามที่อยู่ใกล้ชิดเพียงแค่เอื้อมจี้ทิงก็ตื่นเต็มตาในพริบตา "จี้เยี่ยนจื๋อ?"
จี้เยี่ยนจื๋อก้มลงมองคนในอ้อมกอดอยู่สองวินาทีก่อนจะคลายอ้อมแขนปล่อยให้เขาลงมายืนบนพื้นดีๆ
"วันหลังถ้าง่วงนอนก็เข้าไปนอนข้างใน ผ้าปูเตียงนั่นไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวฉันให้คนมาเปลี่ยนเอาก็ได้"
เขาอุตส่าห์ยอมให้จี้ทิงรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัวทว่าอีกฝ่ายกลับไม่รับน้ำใจนั้น "บนโซฟาก็ดีอยู่แล้วครับนอนพอดีตัวเลย"
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกคำพูดคำจาจึงเริ่มกลับมาเหน็บแนมอีกครั้ง "ระหว่างทำความสะอาดโซฟากับเปลี่ยนผ้าปูเตียงอันไหนมันยุ่งยากกว่ากันนายไม่รู้หรือไงพนักงานทำความสะอาดของบริษัทมีไว้ดูแลบริษัท ไม่ได้มีไว้คอยปรนนิบัตินายคนเดียว"
สวีเหรินมองคนทั้งคู่ด้วยความมึนงงปกติประธานจี้ก็ดูเป็นผู้เป็นคนดีอยู่หรอกแต่ทำไมพออยู่ต่อหน้าอาจารย์จี้ถึงได้อารมณ์ร้ายขนาดนี้กันนะ
จี้ทิงนิ่งไปสองวินาทีก่อนจะเอ่ย "วันหลังไม่นอนแล้วก็ได้ครับ"
ทั้งที่เป็นการยอมลงให้แท้ๆแต่ในใจจี้เยี่ยนจื๋อกลับยิ่งร้อนรุ่ม "ทีกับคนอื่นนายกล้าหลอกเขาจนขวัญเสียแต่กับฉันนายกลับไม่กล้าแม้แต่จะเถียงสักคำ ฉันมันน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือไง?"
จี้ทิงเลือกที่จะเงียบทว่าเสียงในใจกลับดังขึ้นแทน [ไม่ได้กลัวหรอก แค่รู้สึกว่ามันเหมือนเด็กทะเลาะกันเอาแต่เถียงกันไปมา มันไร้สาระ]
เด็กทะเลาะกันงั้นเหรอเจ้าหูน้อยจี้บังอาจมองว่าเขาไร้สาระเชียวเหรอ?
จี้เยี่ยนจื๋อกัดฟันแน่นแต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไร สวีเหรินก็แทรกขึ้นมา "ประธานจี้ครับ ถ้าอยากให้อาจารย์จี้ไปนอนบนเตียงก็พูดดีๆ สิครับคุณพูดด้วยน้ำเสียงดุขนาดนี้ อาจารย์จี้เขาก็ต้องกลัวคุณสิ"
เมื่อเห็นสีหน้าแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของสวีเหรินราวกับว่าเขาจะจับจี้ทิงกินทั้งตัว จี้เยี่ยนจื๋อก็รู้สึกประชดประชันในใจเขาแค่นยิ้มเย็นให้จี้ทิง "นายก็หลอกได้แต่คนอย่างเขานี่แหละ"
จี้ทิงกะพริบตาด้วยความมึนงงเขาไปหลอกสวีเหรินตอนไหนกัน...
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นท่าทางนั้นก็รู้ทันทีว่าพูดไปก็เสียเวลาเปล่าอีกตามเคย จึงหันไปสั่งสวีเหรินแทน"เดี๋ยวผมให้ฟางเจี๋ยขับรถไปส่งคุณที่บ้านพรุ่งนี้เช้าค่อยไปเจอกันที่คฤหาสน์"
สวีเหรินเม้มปากมองจี้ทิงครู่หนึ่งเมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าให้ จึงหันไปบอกประธานจี้ "ขอบคุณครับประธานจี้"
หลังจากสวีเหรินออกไปแล้วจี้เยี่ยนจื๋อก็เดินไปหยิบของบางอย่างที่โต๊ะทำงาน ก่อนจะหันมาบอกว่า"ไปกันเถอะ"
จี้ทิงเดินตามเขาลงไปข้างล่างรถยนต์เคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถทว่าเส้นทางกลับไม่ได้มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ควรจะเป็น
เขาจึงหันไปมองคนข้างกายด้วยความสงสัย"เราไม่ได้จะกลับคฤหาสน์กันเหรอครับ?"
จี้เยี่ยนจื๋อมองตรงไปข้างหน้าพลางเอ่ยเสียงเย็น"ทำไม กลัวฉันจะเอาไปขายหรือไง?"
จี้ทิงไม่ตอบเขาเบือนหน้าไปทางหน้าต่างรถ หลับตาลงเพื่อพักผ่อนต่อ
...
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดในที่สุดรถก็หยุดนิ่งลง
จี้เยี่ยนจื๋อหันไปมองจี้ทิงที่ผ่อนลมหายใจสม่ำเสมอเขามองอยู่เช่นนั้นสิบกว่าวินาที ก่อนจะตัดสินใจปลุก"เจ้าหูน้อยจี้"
จี้ทิงถูกเรียกก็ตื่นทันทีเพียงแต่แววตายังมีความง่วงงุนหลงเหลืออยู่ "หืม?"
"ถึงแล้ว ลงมา"
จี้ทิงมองไปข้างหน้าตามสัญชาตญาณพบว่ารถจอดอยู่หน้าวิลล่าหลังหนึ่ง ตรงบันไดทางเข้าเต็มไปด้วยพรรณไม้สีเขียวขจีข้างกระถางดอกไม้ประดับประดาด้วยตุ๊กตาคนแคระหลากหลายท่าทาง
ตอนที่เขาผลักประตูลงจากรถจี้เยี่ยนจื๋อก็เดินนำเข้าไปก่อนแล้ว
กระดิ่งเล็กๆบนประตูส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งตามจังหวะการเปิดชายหนุ่มเจ้าของสถานที่เงยหน้ามองพร้อมกับรอยยิ้ม "นายไม่ได้มาตั้งนาน วันนี้ทำไมถึงว่างได้ล่ะ?"
"อืม"
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นเสิ่นมู่หลานก็อดไม่ได้ที่จะกระเซ้า "ไม่ได้เจอกันตั้งนานช่วยพูดให้มากกว่าสองคำไม่ได้หรือไง?"
สิ้นคำนั้นเสียงกระดิ่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เสิ่นมู่หลานรู้สึกแปลกใจเพราะที่นี่รับแขกตามระบบนัดหมายและคืนนี้ก็นอกจากจี้เยี่ยนจื๋อแล้วเขาก็ไม่ได้นัดใครไว้อีกเขาจึงชะโงกหน้ามองไปทางประตู ทว่าในวินาทีถัดมา ร่างทั้งร่างก็พลันแข็งทื่อไป
เสิ่นมู่หลานมองจี้เยี่ยนจื๋อด้วยความตกตะลึงยังคงไม่อยากจะเชื่อสายตา "นี่มัน..."
"อืม น้องชายฉันเอง จี้ทิง"
ระหว่างที่ทั้งสองคุยกันจี้ทิงก็เดินเข้ามาถึงพอดี
เสิ่นมู่หลานพยายามข่มความตระหนกในใจก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ "สวัสดีนะยินดีที่ได้พบกันนะ ฉันชื่อเสิ่นมู่หลาน ไม่ใช่มู่หลานที่เป็นแม่ทัพหญิง แต่เป็น 'หลาน' ที่หมายถึงหมอกเมฆบนยอดเขา"
จี้ทิงพยักหน้าเล็กน้อย"จี้ทิงครับ"
ฟังออกเลย...เป็นพี่น้องกันไม่ผิดแน่
เสิ่นมู่หลานแอบค่อนขอดในใจพลางเช็ดมือแล้วยื่นเมนูที่วาดด้วยลายเส้นทำเองไปให้ "ลองดูนะว่าอยากทานอะไร"
จี้ทิงถึงได้รู้ว่าที่แท้ที่นี่คือร้านอาหารดูไม่เหมือนเลยสักนิด
ตอนนั้นเองเสิ่นมู่หลานก็ยื่นมือมาชี้ที่เมนู "แนะนำให้ทานข้าวหน้าหมูทอดแกงกะหรี่เพราะวันนี้ฉันไม่ได้ซื้อของสดมา วัตถุดิบที่สดใหม่ที่สุดตอนนี้มีแค่หมูทอดนี่แหละ"
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขาด้วยสายตาเย็นชาเสิ่นมู่หลานจึงแสร้งทำเป็นน้อยใจ "ก็ฉันไม่รู้นี่นาว่านายจะมาวันนี้"
จี้ทิงยอมรับคำแนะนำ"งั้นเอาเมนูนี้แหละครับ"
"จัดไป" เสิ่นมู่หลานไม่แม้แต่จะถามจี้เยี่ยนจื๋อว่าจะทานอะไรเขาเก็บเมนูแล้วเดินเข้าครัวไปทันที
แต่ใครจะนึกว่าระหว่างรอให้น้ำมันร้อนเขาก็กลับออกมาอีกรอบ
"เสี่ยวทิง รู้ไหมว่าทำไมพี่ชายนายถึงชอบมาทานข้าวฝีมือฉัน?"
เสี่ยวทิง?จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาวูบหนึ่งนิสัยชอบเรียกชื่อคนอื่นอย่างสนิทสนมจนน่าขนลุกของเสิ่นมู่หลานเนี่ยเมื่อไหร่จะเลิกได้เสียที
จี้ทิงส่ายหน้าด้วยความไม่รู้
เสิ่นมู่หลานยิ้มตาหยี"ก็เพราะเขาน่ะเป็นโรครักความสะอาดแล้วฉันก็เป็นเหมือนกันไงล่ะ นายว่ามันบังเอิญไหม?"
จี้ทิงยังไม่ทันได้แสดงความคิดเห็นอะไรสายตาของจี้เยี่ยนจื๋อก็ตวัดสายมองไปราวกับใบมีดคม
เสิ่นมู่หลานทำหน้าซื่อตาใสพลางแบมืออย่างช่วยไม่ได้ "ก็นายไม่เคยพาใครมาที่นี่เลยสักครั้งพอพามาคนแรกฉันก็ต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดานี่"