อีกด้านรองอธิบดีสวีเดินห่างออกมาสักระยะแล้ว แต่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าลืมสมุดบันทึกของตนเอาไว้ในกระเป๋าเอกสารด้วยเหตุนี้จึงกลับมาหยิบที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่ และได้เห็นภาพตรงหน้าพอดี
เขาใช้มือขยี้ตาอย่างแรงทำท่าเหมือนไม่อยากจะเชื่อว่า คนที่กำลังตอกกลับคุณป้าปากร้ายจนอีกฝ่ายเถียงไม่ออกคือน้องสาวที่นิสัยอ่อนแอบอบบางของเขาคนนั้น
ท่าทางช่วงไม่กี่ปีที่มาอยู่ชนบทชีวิตของน้องสาวคนเล็กคงไม่สุขสบายนัก มิเช่นนั้นแค่ไม่กี่ปีสั้นๆ เด็กนิสัยอ่อนโยนอย่างเธอคงไม่เปลี่ยนไปมากขนาดนี้
เปลี่ยนไปจนเขาแทบจำไม่ได้
สวีเม่าถิงเดินตรงไปหาสวีหว่านหนิงเขาหยุดยืนด้านหลังเธอ แล้วกล่าวเสียงเย็นชา “การปรักปรำผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอหากเหตุการณ์ร้ายแรงจะถือว่ามีความผิดโทษฐานสร้างข่าวลือเสื่อมเสียและจะถูกจับขังในห้องมืดเพื่อรับการอบรมเป็นลำดับต่อไป”
“คุณแน่ใจหรือไม่ว่าจะกล่าวหาสวีจือชิง”
สวีหว่านหนิงสะดุ้งโหยงกับเสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันเธอรีบหันหลังมอง และพบกับใบหน้าของคนคุ้นเคย
ใบหน้านี้คือใบหน้าที่ร่างเดิมรู้จักดีแต่ปัญหาคือคนที่มีใบหน้าคล้ายกับผู้ชายคนนี้มีหลายคนกอปรกับเพราะไม่ได้เจอกันมานานหลายปี ทำให้หน้าตาและบุคลิกภาพของอีกฝ่ายมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อยสวีหว่านหนิงจึงไม่อาจตัดสินใจได้ทันทีว่าผู้ชายตรงหน้าคือพี่ชายคนไหนของเธอกันแน่
สวีเม่าถิงยกมือขึ้นขยี้ผมสวีหว่านหนิงเหมือนที่ชอบทำสมัยเด็กๆ
สวีหว่านหนิงคิดในใจที่แท้นิสัยชอบขยี้ผมคนอื่นเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมงั้นหรือ?
“ไม่ได้เจอกันไม่กี่ปีจำพี่รองไม่ได้แล้วหรือ”
อ้อเข้าใจแล้ว นี่คือลูกชายคนโตของคุณลุงรอง ถือเป็นทายาทชายคนที่สองของตระกูลสวีเพราะฉะนั้นร่างเดิมจึงเรียกเขาว่าพี่รองมาโดยตลอด
“พี่รองพี่มาหมู่บ้านต้าเจียงได้ยังไงคะ” สวีหว่านหนิงแสร้งทำสีหน้าดีใจแต่สวีเม่าถิงกลับดันหน้าเธอไปอีกทาง “เหมือนตอนเด็กไม่มีผิดทักษะการเล่นละครไม่พัฒนาขึ้นบ้างเลย”
“จัดการเรื่องวุ่นวายตรงหน้าก่อนเถิด”
ป้าจางตกใจจนพูดไม่ออกตั้งแต่วินาทีที่สวีเม่าถิงยืนนิ่งอยู่ด้านหลังสวีหว่านหนิงแล้ว
เขาคือเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากปักกิ่ง!
ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ในหมู่บ้านแม้แต่เจ้าหน้าที่ของเทศบาลท้องถิ่นก็ยังต้องประจบเอาใจ!
เขาคือพี่ชายของสวีจือชิงอย่างนั้นหรือ?
สวีจือชิงเป็นใครมาจากไหนกันแน่?
“ฉะ...ฉันเข้าใจผิดเองเมื่อวานสวีจือชิงแจกอาหารให้กับเด็กหลายคน เด็กคนอื่นไม่เป็นไรแต่หลานฉันท้องเสีย ฉันว่าพวกเขาคงไปกินของไม่สะอาดที่ไหนมาไม่เกี่ยวกับสวีจือชิงหรอกค่ะ!”
ป้าจางเปลี่ยนคำพูดจากหน้ามือเป็นหลังมือขณะพูดเธอไม่กล้ามองหน้าสวีหว่านหนิงกับสวีเม่าถิงด้วยซ้ำ
พูดจบเธอก็รีบวิ่งหนีไปทันที
เธอกลัวว่าหากช้าไปกว่านี้จะถูกเจ้าหน้าที่ระดับสูงจับตัวไปสถานีตำรวจ
“พี่รองทำไมจู่ๆ ถึงมาที่หมู่บ้านต้าเจียงล่ะคะ”
“คิดถึงน้องน่ะสิ”
สวีหว่านหนิงจ้องหน้าเขาอย่างเงียบงัน
เหตุผลนี้ไม่น่าเชื่อเท่าไร
สวีเม่าถิงยิ้ม “เดี๋ยวพี่ค่อยอธิบายให้ฟังตอนนี้พี่ต้องไปสำรวจสภาพแวดล้อมของหมู่บ้านต้าเจียงก่อน ไปกับพี่สิน้องรู้จักหมู่บ้านนี้ดีกว่าพี่”
“ค่ะ” ถึงยังไงเธอก็ไม่ต้องรีบกลับบ้านสวีหว่านหนิงยินดีไปสำรวจพื้นที่เป็นเพื่อนพี่รองอยู่แล้ว
หลังไล่ตามคณะดูงานทันสวีหว่านหนิงก็เห็นคนรู้จักอีกหนึ่งคน
“ลุงจาง? ลุงมาได้ยังไงคะ?”
“โอ้ได้เจอหว่านหนิงจริงด้วย”รอยยิ้มของรัฐมนตรีจางดูจริงใจขึ้นเล็กน้อยเขากวาดตามองสวีหว่านหนิงอย่างพิจารณาแล้วลอบโล่งใจ
ไม่ผ่ายผอมสีหน้าแจ่มใส ผิวยังขาวเหมือนเดิม มือก็ไม่ได้หยาบกร้าน ท่าทางจะอยู่ที่หมู่บ้านต้าเจียงอย่างไม่ลำบากนัก
ลูกสาวของรัฐมนตรีจางก็คือหญิงสาวที่ทำข้อแลกเปลี่ยนกับร่างเดิม
หญิงสาวคนนั้นเหมือนสวีหว่านหนิงทั้งบ้านมีแต่ลูกชาย ยกเว้นเธอที่เป็นลูกสาวแค่คนเดียวคนทั้งบ้านรักและตามใจเธอมาก แต่เพราะสาเหตุบางอย่างจึงจำเป็นต้องลงมาที่ชนบททั้งยังถูกจัดสรรให้มาอยู่ในมณฑลเฮยอันห่างไกลและแร้นแค้น
คนตระกูลจางใช้เส้นสายทั้งหมดที่มีแต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ขณะที่ตระกูลจางกำลังสิ้นหวังร่างเดิมก็ปรากฏตัวและเสนอตัวสลับเปลี่ยนชะตาชีวิตกับลูกสาวตระกูลจาง
เดิมทีร่างเดิมไม่จำเป็นต้องลงมาที่ชนบทแต่เพราะความปรารถนาส่วนตัว เธอจึงเสนอตัวลงชื่อสมัครเองและโชคดีถูกจัดสรรให้ไปอยู่ในมณฑลอี้ที่ไม่ไกลจากปักกิ่งมากนัก
เพราฉะนั้นเมื่อเธอเสนอตัวขอสับเปลี่ยนคนตระกูลจางมีหรือจะปฏิเสธ ใช้เวลาสั้นๆ เพียงครึ่งวัน ทั้งคู่ก็เดินเอกสารเรียบร้อย
เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนคนตระกูลจางจะต้องช่วยเหลือตระกูลสวีให้พ้นภัย
แต่ตระกูลจางรู้ดีว่าสวีหว่านหนิงสำคัญกับตระกูลสวีแค่ไหนไม่ได้ต่างอะไรกับที่ตนรักลูกสาวของตัวเองเลย ด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้สึกผิดอยู่ลึกๆและแอบให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา
ตั๋วที่ใช้แลกของได้ทั่วประเทศที่ครอบครัวของสวีหว่านหนิงส่งมาให้ทุกเดือนคนตระกูลจางเป็นคนช่วยแลกมาให้
แต่คนตระกูลจางก็ยังรู้สึกผิดไม่หายดังนั้นเมื่อเจอกับโอกาสดีครั้งนี้ เขาจึงรีบคว้าเอาไว้
หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ผู้ใหญ่บ้าน และคนอื่นๆ ตกใจจนอ้าปากค้าง
สวีจือชิงรู้จักกับคนใหญ่คนโตที่มาจากปักกิ่งถึงสองท่านทั้งยังดูสนิทสนมกันมาก?
“เดินต่อเถิดเดินสำรวจพื้นที่รอบๆ กับพวกเราก่อน เสร็จงานเมื่อไร เราค่อยมานั่งคุยกัน”
ลุงจางกับสวีเม่าถิงตั้งใจทำงานมากหลังทักทายสวีหว่านหนิงเสร็จก็ทุ่มเทสมาธิให้กับงานอย่างเต็มที่
สวีหว่านหนิงไม่ได้รบกวนพวกเขาเธอเดินไปอยู่หลังสุดของคณะอย่างเงียบงัน
หัวหน้าฝ่ายสตรีเดินอยู่ข้างๆแม้จะพยายามอดทนแล้ว แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวจึงกระซิบถามว่า “หว่านหนิงในเมื่อทั้งสองท่านรู้จักเธอเธอช่วยพูดกับพวกเขาให้มาสร้างโรงงานที่หมู่บ้านต้าเจียงของพวกเราได้ไหม”
ขอแค่โรงงานถูกสร้างขึ้นที่นี่ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็จะได้ทำงานในโรงงาน นอกจากจะได้เงินเดือนทุกเดือนยังจะได้รับสวัสดิการอีกด้วย สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกชาวบ้านได้
เหล่าเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านที่เคยรู้สึกกังวลหลังเห็นสวีหว่านหนิงสนิทกับหัวหน้าใหญ่ถึงสองท่านก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาก
ทว่าสวีหว่านหนิงกลับทำหน้าเครียดแล้วพูดเสียงเข้มงวดว่า “หัวหน้าหยาง ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากช่วย แต่การสร้างโรงงานเป็นเรื่องใหญ่ เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายดังนั้นจึงจำเป็นต้องผ่านการประเมินอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจค่ะ เรื่องแบบนี้คงใช้เส้นสายไม่ได้”
เสียงของสวีหว่านหนิงไม่ดังแต่ก็ไม่เบาทำให้คนทั้งคณะได้ยินกันทั่ว
มุมปากของสวีเม่าถิงยกขึ้นเล็กน้อย
น้องสาวตัวน้อยของเขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
“แต่ว่า...”
“หัวหน้าหยางคะคุณต้องมั่นใจในหมู่บ้านต้าเจียงของพวกเราสิคะ หมู่บ้านในมณฑลเฮยมีตั้งมากมายแต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงเลือกมาดูงานที่หมู่บ้านต้าเจียงแสดงว่าพวกเรามีจุดเด่นที่ไม่เหมือนคนอื่น เพราะฉะนั้นพวกเราแค่ปฏิบัติตัวตามความเหมาะสมก็พอค่ะ”
“อีกอย่างต่อให้ไม่ผ่านการประเมินก็คงเป็นเพราะพวกเรามีข้อบกพร่องบางอย่าง เราจะต้องคิดทบทวนและหาสาเหตุจากตัวเองให้เจอแล้วค่อยปรับปรุงแก้ไข จากนั้นก็รอโอกาสครั้งต่อไปค่ะ”
สวีหว่านหนิงไม่ได้กำลังวาดฝันถึงอย่างไรในนิยายก็เขียนเอาไว้แล้วว่าสุดท้ายสาขาย่อยของโรงงานอาหารก็จะถูกสร้างขึ้นที่หมู่บ้านต้าเจียง
แม้จุดประสงค์ของการมาเยือนหมู่บ้านต้าเจียงของรัฐมนตรีจางกับพี่รองจะไม่บริสุทธิ์แต่สวีหว่านหนิงเชื่อว่าพวกเขาสองคนเป็นคนจริงจังและตั้งใจทำงานหากคุณสมบัติของหมู่บ้านต้าเจียงไม่ผ่านเกณฑ์ ต่อให้เธอใช้ชีวิตอยู่ที่นี่พวกเขาก็คงไม่อนุมัติง่ายๆ