“โอ้! หลานสาวของข้า เหตุใดเจ้าถึงได้ผอมแห้งขนาดนี้ เหลียงอ๋องช่างใจร้ายกับครอบครัวของศิษย์พี่เสียจริง”
ยิ่งมองหลานสาวคนเล็ก เฉินซินยิ่งเจ็บปวดใจ เด็กคนนี้ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ดูเหลียงอ๋องทำกับหลานสาวของตนเองสิ ปกป้องผู้อื่นทั่วใต้หล้า แต่กลับไม่ปกป้องหลานสาวของตนเอง ใจร้ายใจดำเหลือทน
ฮั่วหมิงจูกะพริบตาปริบๆ ในช่วงที่นางป่วย น้ำหนักลดลงไปสองถึงสามจิน ทุกคนพยายามบำรุงร่างกายให้กับนางด้วยของดีๆ แต่น้ำหนักยังคงไม่เพิ่ม เห็นสายตาที่บิดาส่งมาให้ เด็กน้อยจึงแสร้งก้มหน้าเศร้า
(1 จิน เท่ากับ 500 กรัม)
“ข้าหิวเหลือเกินเจ้าค่ะ ท่านพ่อต้องทำงานหนักหาเลี้ยงครอบครัว แต่ค่าแรงที่ได้มาในแต่ละวันช่างน้อยนิดนัก พอซื้อเพียงธัญพืชหยาบมาประทังชีวิตเท่านั้น”
หลังจากบุตรสาวคนเล็กแสดงละครจบ ฮั่วหนานอันก็หันไปหาบุตรสาวคนโต
“น้องเฉิน เจ้าดูหลานสาวคนโต แต่ก่อนนางอ้วนท้วนกว่านี้ ดูนางตอนนี้สิ หน้าตอบลงจนเหลือเพียงฝ่ามือเดียวของข้า” ฮั่วหนานอันยกฝ่ามือขึ้นเทียบกับใบหน้าของบุตรสาวคนโต
เฉินซินพยักหน้าเห็นด้วย แม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นหน้าหลานสาวคนนี้มาก่อนก็ตาม “น่าสงสารจนใจข้าเจ็บปวด เป็นสตรีวัยกำลังโตจะผอมแห้งได้อย่างไร”
“ฮูหยินของข้าต้องทำงานจนมือด้าน”
ฮั่วหนานอันยังคงกล่าวต่อ แต่กลับไม่ให้ภรรยายื่นมือออกมาให้เฉินซินเห็น ซึ่งเฉินซินก็เข้าใจ ไม่มีสตรีชนชั้นสูงใดในเมืองหลวงยื่นมือให้กับบุรุษอื่นดู
แต่สิ่งที่เฉินซินไม่เข้าใจและต้องตกใจเป็นอย่างมาก คือการที่รู้ว่าท่านหญิงอันหยางต้องมาตกระกำลำบากพร้อมกับศิษย์พี่ของตน ท่านหญิงอันหยางคือหลานรักของไทเฮากับฝ่าบาท องค์หญิงใหญ่กับอัครมหาเสนาบดีหวังทรงทะนุถนอมนางราวกับว่าเป็นหยกในฝ่ามือ เหตุใดถึงปล่อยให้นางมาอยู่ในชนบท
“ศิษย์น้อง เจ้าพอมีเงินให้ข้ายืมบ้างหรือไม่” หลังเล่นละครจบ ฮั่วหนานอันก็วกเข้าเรื่องสำคัญ
“เงินหรือ” เฉินซินปาดเหงื่อ ถ้าเป็นแต่ก่อนเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาสำคัญ ทว่าตอนนี้เขากลายเป็นยาจกที่มีเงินมากกว่าคนตรงหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ศิษย์พี่! ตอนที่ท่านไม่อยู่ เจ้าสารเลวพวกนั้นรุมแกล้งพวกข้าจนก่อเกิดความวุ่นวายขึ้นในหอสุรา ท่านพ่อข้าอับอายกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงส่งข้ามาบริหารภัตตาคารในอำเภอจางหลิน เงินของข้าถูกผู้ติดตามคอยควบคุม”
เฉินซินโกรธแค้นบรรดาคุณชายตระกูลสูงศักดิ์พวกนั้น ไม่มีคนตรงหน้าคอยปกป้อง เจ้าพวกสารเลวเหล่านั้นเหิมเกริม หาเรื่องพวกตนทุกครั้งที่พบเจอหน้า
“เจ้าไม่มีเงินติดตัวสักห้าร้อยตำลึงเลยหรือ”
ฮั่วหนานอันแทบไม่อยากเชื่อว่านายท่านสกุลเฉินจะใจร้ายกับบุตรชายสุดที่รักได้ลง เจ้าหมอนี่คือบุตรชายคนเล็กที่นายท่านสกุลเฉินรักมากที่สุดในบรรดาบุตรชายทุกคน เนื่องจากนายท่านสกุลเฉินมีเฉินซินตอนอายุมากแล้ว
“ข้าไม่โกหกศิษย์พี่แน่นอน ตอนนี้ข้ามีเงินติดตัวเพียงสิบตำลึง” ลูบคลำถุงเงินบริเวณเอว นิ้วอ้วนป้อมเลื่อนไปจับถูกหยกแขวนก็รีบปลดออก
“แต่ข้ามีหยกแขวน ศิษย์พี่นำไปจำนำก่อนได้ พอท่านพ่อหายโกรธ ข้าจะรีบไปไถ่มันกลับคืนมา”
ฮั่วหนานอันมองหยกแขวนสลักชื่อสกุลเฉินที่เฉินซินยื่นมาให้ นี่มันคือหยกประจำตัวของเจ้าหมอนี่มิใช่หรือ ถึงฮั่วหนานอันจะปลิ้นปล้อนไปสักหน่อย แต่เขายังรู้ผิดชอบชั่วดี ของสำคัญเพียงนี้จะนำไปจำนำคงมิเกิดผลดี
“เจ้าเก็บเอาไว้เถิด หยกแขวนประจำตระกูลของเจ้าสำคัญ” ปฏิเสธรับหยกที่ยื่นมาให้
ฮั่วหมิงจูนั่งเท้าคางมองท่านพ่อกับคุณชายสามเฉิน หากจำไม่ผิด อายุของทั้งสองห่างกันถึงหกปีเต็ม ไม่รู้ว่าทำไมคุณชายสามเฉินถึงได้มาเป็นสหายกับบิดาของนาง
ชาติที่แล้วยามที่พวกตนต้องการเสบียงจำนวนมากในการรวบรวมกองทัพขึ้นมาต่อกรกับสกุลหลี่ เพียงท่านพ่อเขียนจดหมายลับส่งไปถึงคุณชายสามเฉิน ไม่เกินสามวันคุณชายสามเฉินก็เดินทางออกนอกเมืองมาพบท่านพ่อตามที่นัดหมาย
พอรู้ว่าท่านพ่อของนางยังมีชีวิตอยู่ คุณชายสามเฉินร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความดีใจ หลังจากนั้นไม่นานเสบียงและเงินทองจำนวนมหาศาลถูกทยอยเคลื่อนย้ายมายังกองทัพที่หลบซ่อนรอวันก่อกบฏ
[นายท่าน! นี่คือคนที่ช่วยเหลือพวกท่านในชาติที่แล้ว หากท่านตอบแทนบุญคุณ ท่านจะได้รับผลบุญมากพอสมควร ร่างกายของท่านจะค่อยฟื้นตัวและกลับมาแข็งแรง]
ฮั่วหมิงจูกำลังนั่งคิดถึงเรื่องในชาติที่แล้ว ต้องสะดุ้งกับเสียงที่ดังขึ้นมาในหัว ขนาดเถียนเถียนอยู่ที่บ้าน ยังรู้ว่านางมาพบเจอกับผู้ใด นี่มันวิเศษเกินไปแล้ว เจ้าสัตว์เทพตัวนี้เก่งกาจเสียจริง
[ข้าต้องตอบแทนอย่างไร]
[ตามแต่ที่ใจของนายท่านต้องการ การช่วยเหลือผู้อื่นจะส่งผลให้ท่านได้รับผลบุญมากน้อยขึ้นอยู่ที่การกระทำ ท่านทำความดีมากเท่าไหร่ ผลบุญที่ได้จะช่วยให้ท่านพบเจอแต่ความสงบสุขมากเท่านั้น]
ฮั่วหมิงจูนั่งเหม่อ ได้รับโอกาสให้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง มิใช่เพื่อมาแก้แค้น แต่มาเพื่อแก้ไขเรื่องในอดีตและทำความดีสั่งสมบุญบารมี ช่างน่าขันเสียจริง ชาติที่แล้วสกุลฮั่วล่มสลายเพราะผู้ใด จะไม่ให้นางโกรธแค้นอย่างไรไหว
“ศิษย์พี่ หมิงจูเป็นอันใดไป นางป่วยอีกแล้วหรือ”
เฉินซินเอ็นดูฮั่วหมิงจูไม่น้อย ยามไปขอพบศิษย์พี่ถึงจวน เขาจะพบกับเด็กน้อยช่างจ้อทุกครา แม้ว่าร่างกายของนางจะอ่อนแอ รูปร่างเล็กกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน กลับมีความสดใสเบ่งบานแข่งกับดวงอาทิตย์อันเจิดจ้า จนทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกรักใคร่เอ็นดู
ฮั่วหมิงจูกะพริบตาปริบๆ เมื่อรู้สึกตัวจึงพบว่ามีใบหน้าของทุกคนมาจ้องอยู่รอบตัวนาง
“หลานเพียงคิดเรื่อยเปื่อย อย่าได้ถือสาเด็กน้อยอย่างหลานเลยนะเจ้าคะ” ส่งยิ้มงดงามให้กับสหายของบิดา ผู้อื่นอาจมองว่าบิดาของนางคบแต่สหายไม่ได้เรื่องได้ราว มีแค่นางเท่านั้นที่เชื่อมั่นว่าบิดาคบสหายที่ดี
สิ่งที่ประจักษ์ในชาติที่แล้ว คือเครื่องยืนยันว่าบิดาตาแหลมคม เลือกคบแต่สหายที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามที่ลำบาก หากเป็นผู้อื่นคงมิกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เพราะกลัวถูกประหารทั้งตระกูล แต่ท่านอาสามเฉินกลับเชื่อมั่นในตัวบิดาของนาง
“ท่านอาไม่คิดทำการค้าส่วนตัวบ้างหรือเจ้าคะ”
สิ่งที่ฮั่วหมิงจูกล่าวออกมา สามารถเรียกความสนใจจากทุกคนในห้องให้หันมามองที่นางเป็นจุดเดียวอีกครั้ง
“ยอดเยี่ยม บุตรสาวข้าถามได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก” ฮั่วหนานอันปรบมือให้กับคำถามของบุตรสาวคนเล็ก
“ศิษย์น้อง เจ้าเติบใหญ่ป่านนี้แล้ว คิดจะอยู่ใต้ร่มเงาของบิดาและบรรดาพี่ชายไปถึงเมื่อไหร่ ดูแลการค้าของสกุลเป็นเรื่องที่ดี แต่เจ้าควรมีกิจการเป็นของตนเองบ้าง ตอนนี้เจ้ายังไม่มีครอบครัว เมื่อไหร่ที่เจ้ามีครอบครัวจะรู้ว่าเงินที่ได้รับมาจากส่วนกลางไม่พอใช้จ่าย”
ขยิบตาส่งให้กับสหายรุ่นน้อง อายุมากเพียงนี้แล้วกลับยังไม่ได้แต่งภรรยา เจ้าหมูน้อยตนนี้ใช้ชีวิตไม่คุ้มเอาเสียเลย
กล่าวถึงเรื่องแต่งงานเมื่อไหร่ เฉินซินต้องใบหน้าแดงก่ำเพราะความอับอาย สตรีที่เขาชอบและเฝ้ารอมาหลายปีไม่แม้แต่จะแลเหลียว มิหนำซ้ำนางยังออกเรือนไปเมื่อสี่เดือนที่แล้ว มันน่าเจ็บใจเหลือคณา
“ศิษย์พี่คิดว่าข้าควรทำกิจการใดดี”
เฉินซินชื่นชอบในการเที่ยวเล่นและใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยสนใจเรื่องการค้าของครอบครัว แม้ว่าบิดาและบรรดาพี่ชายจะพร่ำสอน เขากลับไม่เคยใส่ใจ เพราะคิดว่าทรัพย์สมบัติที่มีอยู่กินใช้ไปตลอดชีวิตก็ไม่มีวันหมด เขาไม่มีความมั่นใจเลยว่าตนเองจะทำการค้ารุ่งเรืองได้เหมือนกับคนอื่นๆ ในสกุล