การถ่ายทำ่บ่ายเสร็จสิ้นเร็วกว่ากำหนดเนื่องจากนางเอกสาวมีคิวงานด่วน่เย็นทีมงานจึงเหลือเพียงแค่เก็บภาพบรรยากาศรอบๆ โลเคชั่นไว้ประกอบฉากเล็กน้อยฉันปลีกตัวหลบความวุ่นวายมานั่งพักผ่อนหย่อนใจที่สวนหย่อมด้านล่างตามมุมโปรดซึ่งตอนนี้กลายเป็เซฟโซนประจำตัวไปเสียแล้ว ไม่นานนักนายดินก็เดินตามมาหย่อนก้นลงนั่งข้างๆ
“นี่คุณว่ากันว่าในเื่ พระนางมีบทเลิฟซีนแซ่บๆ เพียบเลยนะแบบนี้คุณออยต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวแย่เลยสิ”
เขาเปิดประเด็น
“เขารู้เงื่อนไขและบทบาทั้แ่ก่อนเซ็นสัญญาตกลงรับงานแล้วล่ะน่าถ้าไม่อยากเล่นคงไม่ยอมรับบทนี้หรอก”
“เขาจะให้เราดูด้วยมั้ยนะ”
¯▽¯ฉันล่ะเหนื่อยใจกับความคิดของนายคนนี้จริงๆใครเขาจะให้คนนอกเข้าไปดูฉากที่เป็ส่วนตัวขนาดนั้น ฉันได้แต่ถอนหายใจไม่ตอบและหันหน้าหนีด้วยความรำคาญ
“นิ...คุณว่า...ยัยวีนั่นยอมให้คุณนัชเล่นบทเลิฟๆแบบนี้กับผู้หญิงคนอื่นด้วยเหรอ...ใจกว้างจังนะ”
นั่นสินะฉันก็แปลกใจเหมือนกัน...หรือว่าเื่ที่บอกว่าเลิกกันแล้ว..จะเป็ความจริง จู่ๆนายดินก็พูดโพล่งขึ้นมา
“รู้มั้ยคุณ...ในโคนันอ่ะมีอยู่ตอนหนึ่งที่ผมรู้สึกชอบคำพูดของฆาตกรมากเลยนะ”
¯▽¯อีกแล้วงั้นเหรอ?
“ตอนที่ฆาตกรลงมือฆ่าสามีตัวเองตายเพราะจับได้ว่าสามีแอบซุกกิ๊กสวมเขาเธอไม่เว้นแต่ละวันเธอเลยใช้ท่อนไม้ฟาดหัวซะดับคาที่แถมยังสร้างหลักฐานอำพรางคดีสุดท้ายพอจนมุมเธอก็สารภาพความจริงแล้วหันไปพูดกับตำรวจว่า...
“ความคิดที่ว่าผู้หญิงจะไม่เปลี่ยนเป็แค่อีโก้ของผู้ชายเท่านั้น” นายดินเล่าด้วยอินเนอร์จัดเต็ม
จริงด้วยนะ...ผู้ชาย..คิดว่าผู้หญิงจะไม่เปลี่ยน...ส่วนผู้หญิง..ก็ชอบคิดว่าผู้ชายจะเปลี่ยนได้แต่แท้ที่จริงแล้ว ผู้หญิงเปลี่ยนได้ ถ้าเจ็บมากพอ แต่ผู้ชาย..ต่อให้เวลาผ่านไปแค่ไหน..มันก็ไม่มีวันเปลี่ยนเหมือนนิสัยเลวๆ ของนายนัชนั่นแหละ
“แล้วถ้าเป็คุณล่ะ...คุณคิดว่าจะเปลี่ยนได้รึเปล่า ถ้าวันหนึ่งเราสองคนต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจริงๆ?”
คำถามนั้นเล่นเอาสมองฉันหยุดทำงานไปชั่วขณะ...จู่ๆ ก็พูดเื่แบบนี้ขึ้นมา มันคำขอคบหากันกลายๆ หรือเปล่า? ระหว่างที่ฉันกำลังสมองตื้อตันนั่งขมวดคิ้วพยายามประมวลผลคำพูดกำกวมนั่นทีมงานกองถ่ายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาขัดจังหวะพอดี
“เก็บฉากเรียบร้อยหมดแล้วครับ”
ฉันกับนายดินพยักหน้ารับคำแล้วลุกขึ้นเดินไปตรวจความเรียบร้อยรอบร้านก่อนจะช่วยกันดึงประตูม้วนลงล็อกกุญแจให้แ่าคำถามเมื่อกี้ ทำให้ฉันไม่กล้าสบตากับนายดินตรงๆ พอจัดการเสร็จฉันก็รีบหนีขึ้นห้องทันทีนายดินเองก็คงเขินกับคำพูดของตัวเองไม่แพ้กัน ถึงไม่ได้ตามมาตอแยเหมือนเคยคืนนั้นฉันเลยต้องต้มมาม่าประทังชีวิตอีกตามระเบียบ‘ถ้าวันหนึ่งต้องอยู่ด้วยกันเหรอ...’ ฉันลบคำพูดนี้ออกจากสมองไม่ได้เลยจริงๆ
ผ่านไปสองวันกองถ่ายก็ประกาศหยุดพักผ่อนดื้อๆกองนี้ช่างเดาทางยากเสียจริง ถ้าบอกล่วงหน้าหน่อยจะได้เปิดร้านขายของแต่สภาพร้านที่มีข้าวของกองระเกะระกะเต็มพื้นที่แบบนี้ ถ้าจะเปิดคงเหนื่อยเก็บน่าดูฉันเลยนั่งขดตัวถักชิ้นงานอยู่บนห้องเงียบๆ
เช้าวันต่อมา ถึงคิวถ่ายทำฉากรองที่ไม่มีพระเอกนางเอกมาร่วมเข้าฉากเป็ซีนที่เหล่านักแสดงตัวประกอบมารวมตัวกันที่ร้านทำผมฉากนี้มีเนื้อหาประมาณว่าคุณนายแม่บ้านจอมจุ้นจับกลุ่มนินทานางเอกเื่ที่พยายามทำตัวเข้าทางพระเอก...ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับชีวิตจริงของฉันไม่มีผิดเพี้ยน
ฉันเดินลงมายืนดูการถ่ายทำแก้เบื่อ แต่กลับไม่เห็นนายดินอยู่แถวนี้เลยเขาหายหัวไปไหนนะ? ปกติเห็นเกาะติดขอบสนามแจแต่วันนี้กลับปลีกตัวไปนั่งเงียบๆ หน้าร้าน และดูเหมือนว่าเขากำลังถูกยัยวีเดินเข้าไปหาเพื่อเปิดฉากพูดคุยบางอย่าง
“คุณชื่อหัสดินสินะ”เสียงของวีเอ่ยทักขึ้น
“แหม คุณคนเขียนบทคนสวยรู้จักชื่อผมด้วยเหรอเนี่ย”
นายดินเลิกคิ้วกวนๆ
“ก็บังเอิญเปิดผ่านเอกสารสัญญาเช่าสถานที่น่ะสิเห็นชื่อเต็ม ‘หัสดิน ศิวเศรษฐกรกมล’ แล้วสะดุดตา เป็นามสกุลที่คุ้นหูมากเลยนะเหมือนกับนามสกุลเ้าของกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมแห่งนี้เลยนี่นา”
“แหม...ขุดเก่งจริงนะคุณ แล้ว...มันเกี่ยวอะไรกับคุณล่ะครับ”
“ก็แค่แปลกใจน่ะสิถ้าเป็ถึงทายาทเ้าของตึก ทำไมต้องยอมมาลงทุนเปิดร้านดอกไม้เล็กๆซอมซ่ออยู่ชั้นล่าง ทั้งที่เงินปันผลค่าเช่าก็รับเหนาะๆ ตั้งมหาศาล... หรือว่ามาเดินตามหารักแท้แถวนี้กันแน่?”
“ผมแค่อยากทำในสิ่งที่ชอบเท่านั้น...ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย”
“ขอเข้าเื่เลยแล้วกันคุณสนใจงานแสดงในวงการบันเทิงบ้างไหม ฉันเป็คนเขียนบทภาพยนตร์สามารถฝากฝังให้บทนายมีซีนเดินผ่านกล้องเด่นๆ ได้สบายมากเลย”
“คุณนี่ชอบทำอะไรเหนือความคาดหมายอยู่เรื่อยเลยนะจู่ๆ ก็โผล่มาทาบทามผมเข้าวงการ... แผนการชั่วร้ายอะไรอีกล่ะเนี่ยเกี่ยวข้องอะไรกับาาวดีเพื่อนรักของคุณรึเปล่า?”
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าชาเล่าอะไรให้คุณฟังบ้างแต่อย่าเพิ่งตัดสินฉัน ทั้งที่ยังไม่รู้จักกันดีพอ”
“งั้นคุณก็ช่วยบอกผมเอาบุญหน่อยได้มั้ยว่าคุณลากชาเข้ามาเกี่ยวกับเื่นี้ทำไมเจตนาของคุณที่ชวนผมเข้าวงการอีก..ทำแบบนี้ทำไม”
“เหตุผลงั้นเหรอ...มันยาวเกินจะอธิบาย...เอาเป็ว่าฉันไม่ได้้าเล่นงานคุณหรือชาแม้แต่น้อย ลองเอาข้อเสนอฉันกลับไปคิดดูแล้วกันโอกาส..ไม่ได้มีบ่อยๆ หรอกนะ”
ฉันเห็นนายดินกับวีคุยกันอยู่นาน เลยแกล้งเดินกลับมาที่ร้านเพื่อส่อง พอเห็นทั้งสองนั่งใกล้กันความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นพล่านขึ้นมาบนใบหน้า ฉันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล เหมือนว่าหล่อนกำลังจะแย่งบางอย่างไปจากฉัน ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในหัวทั้งที่รู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์ที่จะไปโกรธที่เขาไปคุยกับคนอื่นแต่มันก็ห้ามไม่ได้ ฉันเลยรีบเดินขึ้นห้องหนีไปเพราะไม่อยากเห็นภาพบาดตาบาดใจนั้นอีก
ตื่นเช้ามาด้วยอาการเบ้าตาคล้ำด้วยความเพลียฉันก้าวลงมาชั้นล่างด้วยอารมณ์บูดบึ้งและพบว่านายดินยังคงนั่งปักหลักดูทีมงานเซ็ตฉากอยู่ที่เดิมฉันเชิดหน้าใส่ไม่ทักทายสักคำแล้วเดินดุ่มๆ ตรงดิ่งไปยังร้านกาแฟของวันดาททันที ไม่นานนักนายดินก็เดินตามเข้ามาสมทบในร้านแล้วหย่อนก้นลงนั่งเก้าอี้ข้างๆ ส่งยิ้มกรุ้มกริ่มจ้องหน้าฉันไม่กะพริบ
“เป็บ้าอะไรของนายเนี่ยมานั่งยิ้มคนเดียวอยู่ได้” ฉันแหวใส่
“เมื่อคืนผมนอนไม่หลับเลยล่ะคุณ”
“ใครเขาไปถามนายไม่ทราบ”
“ถามหน่อยเถอะน่าผมรอคุณมาเคาะห้องถามตั้งค่อนคืน อยากเล่าจะแย่อยู่แล้วเนี่ย... ไม่อยากรู้เหรอไงว่าผมคุยอะไรกับเพื่อนคุณ”
“ไม่อยากรู้โว้ย!เพื่อนของศัตรู...มันก็คือศัตรูเหมือนกัน...คบไม่ได้”
ฉันตะคอกเสียงดังใส่ นายดินยิ้มแหย่ๆ เหมือนรู้ว่าฉันไม่พอใจอย่างหนักเลยเงียบไปไม่เล่าต่อ...อันที่จริงฉันก็อยากรู้นั่นแหละ แต่ทิฐิตอนนี้ มันทำให้พูดออกไปไม่ได้
*¨**¨*•.¸❤︎¸.•*¨**¨*