บทที่ 4
อยากเป็คนนั้นในใจเธอ
ปณาลีปลีกตัวออกมานั่งเล่นคนเดียวตรงระเบียงหน้าบ้านหลังจากทานอาหารมื้อค่ำอันแสนฝืดคออิ่มแล้วเธอหวนคิดถึงบทสนทนาบนโต๊ะอาหารระหว่างผู้เป็มารดาของเธอและมารดาของภาคิณแล้วได้แต่ปวดใจเพราะในระหว่างนั้นเธอคอยลอบสังเกตอาการของเขาตลอดเวลาและก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ในคำพูดและการกระทำของผู้เป็บุพการีที่คอยจ้องแต่จะจับคู่ให้เขากับเธอ
“แกอย่าไปถือสาแม่ฉันเลยนะปิ่นท่านรักและเอ็นดูแกก็เลยอยากได้แกมาเป็ลูกสะใภ้”พูดพร้อมกับเอามือสากวางลงไหล่บางของหญิงสาวอย่างเบามือ
“อืมฉันเข้าใจ”ตอบเขาแค่นั้นออกไปเสียงเรียบ
“แต่ฉันว่าถ้าแม่อยากสมหวังนะแม่น่าจะลองจับคู่แกกับพี่เหนือดูนะ รายนั้นก็นิ่ง ๆ เงียบๆไม่หาลูกสะใภ้ให้แม่สักที” พูดพร้อมกับจ้องมองหน้าหญิงสาวอย่างนึกหยอกล้อ
“ขอบใจในความหวังดีของแกนะแต่ฉันไม่้า” ตอบกลับเขาอย่างอารมณ์เสีย ก่อนจะลุกขึ้นสะบัดหน้าให้เขาและตั้งท่าจะเดินเข้าบ้าน แต่ก็โดนภาคิณรั้งเอาไว้เสียก่อน
“เฮ้ยล้อเล่นนิดเดียวถึงกับโกรธเลยเหรอ”
“ฉันง่วงจะไปนอนขอตัวนะ” ตอบออกไปทั้งที่ไม่ยอมหันไปสบตาเขา
“ฉันขอโทษอย่าโกรธนะ ดีกันนะ” พูดด้วยน้ำเสียงที่ออดอ้อนพร้อมกับชูนิ้วก้อยขึ้นมาตรงหน้าเธอ
“อืม”ตอบปัดออกไปแค่นั้นเพราะอยากเร่งรีบพาร่างกายที่แบกรับหัวใจอันบอบช้ำถอยห่างจากเขา “แล้วแกจะกลับกรุงเทพวันไหนกลับพร้อมกันไหม”ภาคิณถามหญิงสาวออกไปอย่างเอาใจพร้อมกับจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างรอฟังคำตอบ
“อีกสองสามวันแกกลับไปก่อนเถอะฉันกลับเองได้”
“กลับพร้อมกันนั่นแหละแม่จะได้ไม่ต้องห่วงตานายไม่รีบใช่ไหมจ๊ะ” คุณปราณีเดินออกมาส่งคุณภาวิณีที่หน้าบ้านและได้ยินบทสนทนาระหว่างคนทั้งคู่พอดีจึงเอ่ยขัดขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบของผู้เป็บุตรสาวที่มีต่อภาคิณ
“แม่”ปณาลีอุทานเรียกผู้เป็มารดาเสียงสูงด้วยความขัดใจ
“ป้าเห็นด้วยกับแม่นะ เราไม่ได้รีบใช่ไหมตานาย” บอกหญิงสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนก่อนจะหันไปถามบุตรชายของตนเสียงเข้มแกมบังคับไปในตัว
“ครับ”ภาคิณจำใจต้องตอบออกไปแบบนั้น ทั้งที่ในใจอยากจะกลับเสียวันพรุ่งนี้เพราะอดคิดถึงแฟนสาวของตนไม่ได้ และไม่รู้ว่าตอนนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่
หลังจากที่คุณภาวิณีและภาคิณกลับไปแล้ว ปณาลีเลี่ยงที่จะไปนั่งดูละครหลังข่าวกับผู้เป็มารดาเหมือนเช่นทุกครั้งที่เคยทำหญิงสาวะโขึ้นเตียงกว้างและซุกหน้าอยู่กับหมอนเพื่อใช้สิ่งนั้นซับน้ำตาให้กับตัวเอง
“หัวใจบ้าเมื่อไหร่จะเลิกรักได้ซะทีรู้ไหมว่าฉันเจ็บ เจ็บจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว” พูดพร้อมกับนอนหงายและเอากำปั้นทุบบนหน้าอกข้างซ้ายของตัวเองขณะที่น้ำตาเ้ากรรมก็ไหลพรั่งพรูลงมาอาบสองแก้มเนียนอย่างห้ามเอาไว้ไม่อยู่
“เมื่อไหร่ฉันจะเลิกรักแกได้ซะทีนายเมื่อไหร่กัน” ปณาลีพร่ำพูดออกมาด้วยหัวใจที่เ็ปเธอลุกขึ้นนั่งและทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย
“ฉันคงไม่มีหวังได้เป็ผู้หญิงที่โชคดีคนนั้นใช่ไหม คนที่จะอยู่ในหัวใจของแกมันคงไม่มีวันนั้นสำหรับฉันใช่ไหมนาย” เอ่ยถามโดยไม่ได้หวังให้เขามาได้ยินมัน
ขณะเดียวกันทางด้านของภาคิณหลังกลับมาจากบ้านของปณาลีเขาก็รีบเข้าห้องของตัวเองทันทีเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและกดโทรศัพท์หาหญิงสาวอันเป็ที่รัก เพื่ออธิบายเื่ราวต่าง ๆให้เธอได้ฟังว่าเหตุใดวันนี้เขาถึงผิดนัดทานมื้อเย็นกับเธอ
“ไม่เป็ไรค่ะพี่นายมิ้นเข้าใจแล้วพี่นายจะกลับวันไหนคะ” มินทิราถามชายหนุ่มอย่างเอาใจแม้ก่อนหน้าเธอจะน้อยใจเขาอยู่บ้าง แต่หลังจากที่ได้ฟังเขาอธิบายเหตุผลความน้อยใจที่มีคราแรกก็มลายหายสิ้นไปไม่มีเหลือ
“อีกสองสามวันครับน้องมิ้นไม่โกรธพี่ใช่ไหม” ถามกลับปลายสายอย่างนึกหวาดหวั่น
“จะโกรธทำไมละคะพี่นายไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย ถ้ามิ้นโกรธมิ้นก็เห็นแก่ตัวเกินไปแล้วค่ะเพราะพี่นายกลับบ้านไปหาคุณพ่อคุณแม่นะคะไม่ได้หนีเที่ยว” ตอบเขาเสียงกลั้วหัวเราะ
“ขอบคุณนะครับที่เข้าใจพี่”
“ค่ะวันหลังพามิ้นไปด้วยนะคะ มิ้นอยากไปไหว้คุณพ่อคุณแม่ของพี่นาย”บอกออกไปเพื่อหยั่งเชิง เพราะหากว่าเขาจริงจังกับเธอเขาต้องไม่มีข้อโต้แย้งที่จะพาเธอไปแนะนำให้ครอบครัวรู้จักอย่างแน่นอน
“งั้นบินมาพรุ่งนี้เลยไหมแล้วเราค่อยกลับพร้อมกันเดี๋ยวพี่จองตั๋วเครื่องบินให้และจะไปรอรับที่สนามบิน”บอกหญิงสาวออกไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจหลังจากที่ได้ยินคำพูดของเธอ
“เอางั้นเลยเหรอคะมิ้นยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเลยนะคะ” ถามชายหนุ่มออกไปด้วยความตื่นเต้น ดีใจและรู้สึกประหม่าอยู่ในที
“ไม่ต้องกลัวหรอกครับคุณพ่อกับคุณแม่พี่ท่านใจดี มานะครับพี่จะจองตั๋วเครื่องบินให้เดี๋ยวนี้เลย”พูดกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“ตกลงค่ะ”ตอบรับคำชวนของเขาด้วยใบหน้าระบายยิ้ม ก่อนที่คนทั้งคู่ าจะตัดสายจากกันอย่างยากลำบากจากนั้นภาคิณจึงรีบไปยังห้องมารดาเพื่อบอกกล่าวเื่น่ายินดีให้นางได้รับรู้
“แม่...แม่นอนหรือยังครับ”ชายหนุ่มยืนยิ้มเคาะประตูเรียกผู้เป็บุพการีที่หน้าห้องของนางด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุขเขาวาดฝันถึงวันพรุ่งนี้อันแสนหวาน และใบหน้าของมารดาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเมื่อได้เห็นหน้าว่าที่ลูกสะใภ้ที่เป็ถึงระดับนางเอกแถวหน้าของเมืองไทย
“อะไรกันนายดึกป่านนี้แล้วยังไม่หลับไม่นอนอีก”ภาคินัยเอ่ยถามน้องชายพร้อมกับส่ายหน้าน้อย ๆหลังจากเปิดประตูออกมาดูเพราะได้ยินเสียงดังจากเขา
“จะมาบอกข่าวดีกับแม่”ตอบพี่ชายออกไปด้วยใบหน้าระบายยิ้ม
“ข่าวดีอะไรของแกวะ”ถามออกไปด้วยความสงสัย
“นั้นสิข่าวดีอะไรของแกถึงต้องรีบบอกดึกดื่นขนาดนี้ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน” คุณภาวินีถามบุตรชายออกไปเสียงดุแต่ไม่จริงจังนักหลังจากเปิดประตูให้เขา
“พรุ่งนี้น้องมิ้นจะมาที่บ้านเรานะครับมาไหว้พ่อกับแม่ ถ้ายังไงช่วยให้ป้าน้อมจัดห้องไว้ให้เธอด้วยนะครับเอาห้องข้าง ๆผมเนี่ยแหละ” บอกผู้เป็มารดาด้วยน้ำเสียงกระดี๊กระด๊าอย่างน่าหมั่นไส้
“ห๊า...อะไรนะตานาย”คุณภาวิณีถามบุตรชายออกไปเสียงหลง ก่อนจะเซถลาน้อย ๆเพราะทรงตัวเอาไว้ไม่อยู่นางแทบจะเป็ลมล้มพับไปตรงหน้าหลังจากได้ยินคำพูดของเขา
“แม่”ภาคินัยรีบวิ่งถลาเข้ามารับร่างบางของคนเป็มารดาด้วยความเป็ห่วง
“ตาเหนือพาแม่เข้าห้องที”เอ่ยบอกบุตรชายคนโตด้วยน้ำเสียงที่แ่เบา
“แม่แม่เป็อะไรหรือเปล่าครับ” ภาคิณเอ่ยถามผู้เป็มารดาอย่างนึกห่วง และเดินตามเข้าไปดูอาการของนางด้วยความไม่สบายใจ
“แม่ไม่เป็อะไรออกไปเถอะทั้งสองคน”ตอบออกเสียงเรียบและไม่ยอมมองสบตาบุตรชายคนเล็ก
่สายของวันต่อมาหลังจากที่ภาคิณขับรถออกไปรับแฟนสาวที่สนามบินคุณภาวิณีก็เริ่มดำเนินแผนการขับไล่ว่าที่ลูกสะใภ้ที่ไม่เต็มใจรับเงียบ ๆโดยการให้สาวใช้ไปตามปณาลีที่บ้านของเ้าหล่อนเพื่อชวนเธอมาทานมื้อกลางวันด้วยกัน และเธอก็มาตามคำเชิญชวนโดยไม่ได้เอะใจอะไรเลยสักนิด
“อ้าวน้องปิ่นมาหาไอ้นายมันเหรอครับ”ภาคินัยเอ่ยทักเมื่อเห็นปณาลีเดินเข้ามาภายในบ้าน
“แม่นี่แหละใช้ให้คนไปตามหนูปิ่นมา”คุณภาวินีตอบบุตรชายคนโตออกไปเสียงเรียบ
“คุณป้ามีธุระอะไรจะใช้ปิ่นหรือเปล่าคะ”
“เปล่าหรอกจ้ะป้าก็แค่อยากจะชวนหนูมาทำมื้อกลางวันทานกันไม่ได้กินกับข้าวฝีมือหนูนานละหวังว่าป้าคงไม่รบกวนหนูเกินไปใช่ไหมลูก”
“อ๋อไม่หรอกค่ะ”ตอบออกไปพร้อมกับยิ้มเจื่อน ๆ ให้อีกฝ่ายด้วยรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลอะไรบางอย่าง
“มีอะไรหรือเปล่าคะพี่เหนือปิ่นว่ามันดูแปลกๆ ”ปณาลีถามภาคินัยออกไปด้วยความสงสัยหลังจากที่คุณภาวินีเดินกลับเข้าไปในห้องครัว
“ไม่มีอะไรหรอกครับแม่พี่คงอยากทานฝีมือน้องปิ่นจริง ๆ” ตอบหญิงสาวด้วยใบหน้าระบายยิ้ม
“หนูปิ่นมาช่วยป้าในครัวมาลูก”คุณภาวิณีรีบเรียกหญิงสาวให้เข้าไปช่วยในครัวทันทีด้วยกลัวว่าบุตรชายคนโตจะเผลอพลั้งปากเอ่ยถึงภาคิณกับแฟนสาวของเขาให้เธอได้ยิน
“นายยังไม่ตื่นเหรอคะ”ถามออกไปด้วยความสงสัย เพราะั้แ่เธอเข้ามาภายในบ้านเธอก็ยังไม่เห็นหน้าภาคิณเลย
“เห็นบอกว่าจะไปธุระข้างนอกจ๊ะเดี๋ยวก็คงมา”ตอบโดยไม่ยอมมองสบตาหญิงสาว
แต่ทว่าในระหว่างที่สองสาวต่างวัยกำลังช่วยกันเตรียมมื้อกลางวันอย่างสนุกสนานบุคคลที่อยู่ในหัวข้อสนทนาก็กลับมาพร้อมกับนางเอกสาวร่างบางที่เป็แฟนของเขา
“พี่เหนือนี่น้องมิ้นแฟนนาย...แล้วพ่อกับแม่ล่ะ”ภาคิณแนะนำหญิงสาวให้พี่ชายได้รู้จักอย่างเป็ทางการก่อนจะเอ่ยถามถึงบุพการีทั้งสอง
“สวัสดีครับ”ภาคินัยรับไหว้หญิงสาวพร้อมกล่าวคำทักทาย
“แม่อยู่ในครัวกับน้องปิ่นส่วนพ่ออยู่ออฟฟิศเดี๋ยวคงมา” ตอบผู้เป็น้องชายออกไปเสียงเรียบก่อนจะหันไปสั่งสาวใช้
“เชิญเข้าบ้านเถอะครับ”ภาคินัยเอ่ยเชิญหญิงสาว ก่อนจะเดินนำคนทั้งสองเข้าไปภายในบ้าน
“อ้าวตานายกลับมาแล้วเหรอ”คุณภาวิณีเอ่ยทักทายผู้เป็บุตรชายระหว่างที่พาปณาลีเดินเข้ามาภายในห้องนั่งเล่นและมองข้ามหญิงสาวอีกคนไปอย่างไม่ไยดีทำเหมือนเธอเป็เพียงแค่ธาตุอากาศ
“สวัสดีค่ะคุณแม่”มินทรากล่าวพร้อมกับยกมือไหว้คุณภาวิณีอย่างนอบน้อม
“เรียกว่าคุณป้าเถอะจ้ะเพราะคำว่าคุณแม่ฉันมีไว้ให้หนูปิ่นเรียกเท่านั้นเพราะหนูปิ่นคือคนที่ฉันเลือกและอยากได้มาเป็ลูกสะใภ้และเป็แฟนตานาย”บอกคนตรงหน้าออกไปอย่างไม่ไว้หน้า และคำตอบของนางก็สร้างความไม่พอใจให้กับภาคิณเป็อย่างมาก
“เอ่อ...ค่ะคุณป้า”มินิทราตอบรับออกไปพร้อมกับยิ้มเจื่อนก่อนจะหันไปยิ้มให้แฟนหนุ่มเพื่อสื่อให้เขาได้รับรู้ว่าเธอไม่เป็ไร
“คุณป้าขาปิ่นว่าปิ่นขอตัวกลับก่อนดีกว่านะคะ”ปณาลีเอ่ยขึ้นเมื่อรับรู้ได้ถึงสถานการณ์ที่ไม่ค่อยดีเพราะรู้สึกสารอีกฝ่ายที่โดนคุณภาวิณีหักหน้าแบบไม่ทันตั้งตัวและทั้งสงสารหัวใจตัวเองที่ต้องมาเห็นภาพที่มันบาดตาบาดใจ
“ไม่ได้จ้ะปิ่นต้องอยู่ทานข้าวกับแม่ก่อนและก็บอกให้เรียกแม่ทำไมไม่เคยจำเลยหึ” แกล้งทำเป็ต่อว่าหญิงสาวและตีเข้าที่แขนของเธอเบาๆ
“เอ่อคือ...ปิ่น”
“ไม่ต้องปฏิเสธเลย”พูดออกไปเสียงเข้มแกมบังคับ ทำให้ปณาลีจำต้องยอมอยู่ต่อด้วยความลำบากใจ
ระหว่างมื้ออาหารกลางวัน ภายในบ้านกุลศิริวัฒน์ช่างเต็มไปด้วยความอึดอัดของบุคคลทั้งสามอันประกอบไปด้วยภาคิณ และมินทิราซึ่งลำบากใจที่คุณภาวิณีตั้งแง่รังเกียจหญิงสาวส่วนปณาลีก็ลำบากใจไม่แพ้สองคนนั้นเพราะต้องทนอยู่เห็นภาพที่มันบาดตาบาดใจ
“น้องมิ้นลองชิมนี่ดูนะครับฝีมือแม่พี่อร่อยที่สุดเลย” พูดพร้อมตักปลา
ต้มเค็มให้กับหญิงสาวอย่างเอาใจเพื่อเป็การลดอาการประหม่าให้กับเธอ
“ตักให้หนูปิ่นบ้างสิตานายหนูปิ่นเอื้อมไม่ถึง” คุณภาวินีบอกบุตรชายออกไปเสียงเข้มอย่างเอาเื่
“เอ่อคือปิ่นตักเองได้ค่ะ”ตอบปฏิเสธออกไปเสียงเบา ก่อนที่ก้อนแห่งความน้อยใจจะรัวกระหน่ำเข้ามาที่อกข้างซ้ายเพราะภาคิณตักอาหารมาใส่จานให้เธอด้วยอาการที่ไม่ค่อยจะพอใจสักเท่าไหร่
“แล้วจะมาเที่ยวสักกี่วันกันล่ะลูก”คุณศักดิ์ชัยเอ่ยถามมินทราอย่างเป็กันเองเพื่อลดความตึงเครียดบนโต๊ะอาหารที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
“จะกลับมะรืนนี้พร้อมกับพี่นายค่ะ”ตอบกลับท่านด้วยใบหน้าระบายยิ้ม ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเพราะอย่างน้อยผู้เป็พ่อของแฟนหนุ่มท่านก็ยังมีความเมตตาให้กับเธออยู่บ้าง
“แกจองตั๋วยังปิ่นแล้วจะกลับไฟท์กี่โมง”
“แกกับน้องมิ้นกลับก่อนเถอะเพราะฉันจะอยู่เคลียร์งานช่วยพ่อกับพี่ภูก่อน”
“งั้นก็ได้ตามใจแก”ตอบหญิงสาวออกไปอย่างนึกเคือง เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมพักหลังมานี้ปณาลีถึงชอบทำตัวห่างเกินกับเขานัก
“ทานข้าวอิ่มแล้วไปส่งปิ่นด้วยนะตานาย”คุณภาวินีเห็นท่าไม่ดีจึงเอ่ยบอกกับผู้เป็บุตรชายออกไปเสียงเข้มแกมบังคับ
“ปิ่นเอาจักรยานมาเดี๋ยวปิ่นปั่นกลับไปเองได้ค่ะ”หญิงสาวรีบปฏิเสธ ด้วยไม่อยากอยู่กับเขาเพียงลำพัง เพราะเธอตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะตัดเขาออกไปจากชีวิตของเธอนับจากนี้เป็ต้นไปเพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องเ็ปอีกเวลาที่เจอเขาในอนาคตข้างหน้า
หลังทานมื้อกลางวันที่บ้านกุลศิริวัฒน์เสร็จแล้วปณาลีก็รีบพาร่างกายที่แบกรับหัวใจอันเ็ปปั่นจักรยานคู่ใจของเธอกลับไร่ทับตะวันทันทีเพราะกลัวว่าตัวเองจะทนไม่ไหวและร้องไห้แสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครต่อใครได้เห็น
“ฉันต้องลืมและเลิกรักแกให้ได้ฉันต้องทำได้” บอกกับตัวเองออกไปด้วยน้ำเสียงปนสะอื้นไห้
“พี่ภูรบกวนโทรเช็คตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพให้ปิ่นวันนี้ได้ไหมคะปิ่นมีงานด่วนถ้ามีก็จะกลับเย็นวันนี้เลย” บอกพี่ชายออกไปทันทีที่เจอหน้า
“ได้สิเดี๋ยวพี่ดูให้”ตอบรับคำของเธอและไม่ได้เอ่ยถามอะไรต่อทั้งที่มีความสงสัยอยู่บ้างเพราะสังเกตได้จากขอบตาบวมช้ำของอีกฝ่ายก่อนจะจัดการธุระที่เธอขอร้องมาเมื่อสักครู่ให้
“ปิ่นเปิดประตูให้พี่หน่อยพี่จองตั๋วให้ได้แล้วนะรอบสองทุ่มสี่สิบนาที”ภูตะวันเคาะประตูห้องเรียกผู้เป็น้องสาว
“ค่ะพี่ภูไปส่งปิ่นนะคะ”บอกพี่ชายออกไปเสียงเบาผะแ่หลังจากเปิดประตูให้เขาเข้ามาในห้อง
“ร้องไห้กับอกพี่นี่มาร้องมันออกมาให้พอ” พูดพร้อมกับรั้งรางบอบบางของน้องสาวสุดที่รักเข้ามากอดปลอบเพราะรู้สึกสงสารเธอจับใจ
“น้องสาวพี่สวยออกอย่างนี้เชื่อพี่สิสักวันปิ่นต้องเจอคนที่ดี ขอแค่เพียงปิ่นยอมเปิดใจ”ภูตะวันพูดปลอบปณาลีด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและนั่นก็ยิ่งทำให้เธอร้องไห้หนักขึ้นไปอีก
เย็นวันเดียวกันบรรยากาศที่บ้านกุลศิริวัฒน์เต็มไปด้วยความอึมครึมเพราะคุณภาวิณีตั้งท่าไม่ยอมรับในตัวมินทราและแสดงสีหน้าให้เห็นได้ชัดว่านางไม่พอใจสร้างความหนักใจและลำบากใจให้กับภาคิณผู้เป็บุตรชายอย่างมากเขาทั้งสงสารและเห็นใจแฟนสาวเพราะไม่คิดเลยว่าผู้เป็แม่จะแรงได้ถึงขนาดนี้
“แม่ครับลองเปิดใจยอมรับแฟนผมหน่อยเถอะครับ”ภาคิณเอ่ยกับผู้เป็มารดาหลังจากไปส่งหญิงสาวเข้าห้องพักของเธอ
“ในเมื่อเป็ลูกสะใภ้ที่แม่ไม่อยากยอมรับก็พยายามสิ พยายามทำให้แม่ยอมรับพยายามด้วยตัวของเธอเองไม่ใช่ให้ใครมาขอร้อง”ตอบลูกชายออกไปเสียงเข้มอย่างไม่ยอมแพ้
“คุณก็ยอมๆ ให้ลูกเถอะอย่างน้อยลูกก็มีความสุขเพราะเขาได้อยู่กับคนที่เขารัก” คุณศักดิ์ชัยพยายามพูดเกลี้ยกล่อมภรรยาช่วยบุตรชาย
“แต่ฉันดูคนไม่ผิดหรอกนะจำคำแม่ไว้นะตานายสักวันแกจะต้องเสียใจเพราะผู้หญิงคนนี้”พูดพร้อมกับสะบัดหน้าให้ผู้เป็สามีและลูกชายก่อนจากไปด้วยความขัดใจ ในขณะที่ภาคิณก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่ายก่อนที่เขาจะไปชวนมินทิราลงมาเดินเล่นตรงสนามหญ้าหน้าบ้าน
“มิ้นอย่าโกรธแม่พี่เลยนะครับที่จริงแล้วท่านเป็คนใจดีพี่ขอให้น้องมิ้นอดทนและเอาความจริงใจพิสูจน์ให้ท่านเห็นสักวันท่านต้องใจอ่อนและรักน้องมิ้นเหมือนที่ท่านรักปิ่นแน่นอน”ภาคิณเอ่ยบอกแฟนสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“มิ้นไม่โกรธหรอกค่ะและมิ้นก็เข้าใจท่านดีพี่นายอย่าเป็กังวลไปเลยนะคะมิ้นจะพยายามเอาชนะใจท่านให้ได้เพื่อเราสองคน”ตอบชายหนุ่มด้วยใบหน้าระบายยิ้มแม้ว่าจะไม่มั่นใจเลยว่าจะทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่าแต่เธอก็จะพยายามให้ถึงที่สุด
“แล้วบ้านพี่ปิ่นอยู่แถวไหนเหรอคะพี่นาย”ถามชายหนุ่มออกไปด้วยความอยากรู้
“ไร่ส้มทับตะวันครับอยากไปไหมพรุ่งนี้พี่จะพาเข้าไป”
“ค่ะมิ้นอยากไป” ตอบพร้อมกับพยักหน้ารับ
รุ่งเช้าของวันต่อมาหลังทานอาหารเช้าเป็ที่เรียบร้อยแล้วภาคิณจึงพามินทิราไปหาปณาลีที่ไร่ส้มทับตะวันตามคำขอของเธอเมื่อวานนี้เพราะอย่างน้อยทั้งสองคนจะได้พูดคุยกันเพื่อที่มินทราจะได้มีเพื่อนและคลายความเป็กังวลลงเื่มารดาของเขาลงไปได้บ้าง
“อ้าวนายมีอะไรหรือเปล่าจ๊ะแล้วนั้น....” คุณปราณีถามชายหนุ่มพร้อมกับมองหน้าหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขา
“สวัสดีครับคุณอานี่น้องมิ้นแฟนผมครับ” กล่าวคำทักทายคุณปราณีพร้อมกับแนะนำหญิงสาวให้นางได้รู้จัก
“ออจ๊ะ” รับไหว้พร้อมกับยิ้มเฝื่อนให้ชายหนุ่ม
“ปิ่นไปไหนเหรอครับคุณอาทำไม....”ถามพร้อมสอดส่องสายตามองหาร่างบางของหญิงสาวที่เป็เพื่อนรัก
“กลับกรุงเทพั้แ่เมื่อวานเย็นแล้วจ้ะเห็นว่าเ้านายโทรมาตามบอกว่ามีงานด่วน” ตอบคำถามของเขาอย่างที่ปณาลีได้บอกเอาไว้เพราะนางเองก็เชื่ออย่างที่เธอบอกโดยไม่ได้คิดอะไร
“อ้าวเหรอครับไม่เห็นปิ่นบอกเลย”
“แล้วทำไมปิ่นต้องบอกด้วยล่ะไม่ได้เป็อะไรกันไม่ใช่เหรอ” ภูตะวันถามอีกฝ่ายออกไปเสียงเข้มพร้อมกับจ้องมองหน้าภาคิณอย่างเอาเื่เพราะรู้สึกเคืองไม่น้อยที่อีกฝ่ายทำให้น้องสาวของตนเสียใจครั้งแล้วครั้งเล่า
“ผมคิดว่าปิ่นน่าจะกลับพร้อมกัน”
“ปิ่นเขาคงอยากกลับคนเดียวมากกว่าเพราะไม่อยากทำตัวเป็ ก.ข.ค. ของใคร” พูดออกไปด้วยน้ำเสียงประชดประชันก่อนจะเลี่ยงไปที่รถยนต์สี่ประตูของตัวเองและขับเข้าไปในไร่
“งั้นเราสองคนไม่รบกวนคุณอาดีกว่าผมลานะครับ” ภาคิณเอ่ยบอกกับคุณปรานีก่อนที่เขาและมินทิราจะยกมือไหว้นางเพื่อเป็การลา และพากันออกมาจากไร่ส้มทับตะวัน
ขณะเดียวกันทางด้านของปณาลีหลังกลับถึงกรุงเทพหญิงสาวก็เข้าออฟฟิศเพื่อทำงานเลยทันทีถึงแม้ว่ากำหนดวันลาของเธอจะยังเหลืออีกสองวัน แต่เธอก็เลือกที่จะมาทำงาน เพราะไม่อยากอยู่คนเดียวให้ต้องคิดฟุ้งซ่านและคิดถึงแต่ใครบางคนที่มันทำให้ต้องเ็ปหัวใจ
“อ้าวปิ่นทำไมกลับมาเร็วจัง”พิมพ์ดาวถามเพื่อนรักออกไปด้วยความสงสัยเพราะเธอกลับมาทำงานเร็วกว่ากำหนดวันลาที่ได้ยื่นเอาไว้
“พอดีที่บ้านบรรยากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ก็เลยรีบกลับ”ตอบเพื่อนรักด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ
“แกนี่มันจริงๆ เลย แล้วแม่ล่ะเป็ยังไงบ้าง” ถามถึงบุพการีของอีกฝ่ายด้วยความเป็ห่วง
“แม่ดีขึ้นแล้วล่ะไม่ได้เป็อะไรมากหรอก” ตอบเพื่อนรักออกไปยิ้ม ๆก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองผู้เป็เ้านายที่กำลังเดินตรงมายังเธอและพิมพ์ดาว
“คุณปิ่นทำไมกลับมาเร็วจังคุณแม่หายดีแล้วเหรอครับ” พิพัฒน์เอ่ยถามปณาลีด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิดเมื่อได้เห็นดวงหน้าหวานของเ้าหล่อน
“ดีขึ้นมากแล้วค่ะบอสปิ่นเลยรีบกลับมาเพราะไม่อยากทิ้งงานไปนาน”ตอบกลับคำถามของผู้เป็เ้านายออกไปเสียงเรียบ
“แล้วเที่ยงนี้คุณมีนัดที่ไหนหรือเปล่าครับ”ถามหญิงสาวออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะมั่นใจสักเท่าไหร่
“ปิ่นก็มีนัดกับยัยพิมพ์นี่แหละค่ะว่าแต่บอสมีธุระอะไรสำคัญหรือเปล่าคะ”
“อ๋อเปล่าครับผมแค่อยากจะชวนคุณไปทานมื้อเที่ยงด้วยกันคุณพิมพ์ด้วยนะครับ”เขาจำต้องเอ่ยชวนหญิงสาวทั้งสองเพราะกลัวว่าหากเอ่ยชวนปณาลีคนเดียวเธอคงจะตอบปฏิเสธ
“ได้ค่ะงั้นเที่ยงเจอกันนะคะ”ตอบผู้เป็เ้านายพร้อมกับยิ้มหวานให้เขา
“งั้นก็ทำงานเถอะครับผมไม่รบกวนแล้วเที่ยงเจอกัน” บอกพร้อมกับเดินออกมาจากห้องของเธอก่อนจะกำกำปั้นและยกมือขึ้นร้องเยสออกมาเบา ๆอย่างดีใจสุดขีดที่ปณาลีตอบรับในคำเชิญชวนของเขา
“เป็อะไรพิมพ์”ปณาลีถามเพื่อนรักออกไปอย่างห่วงใยเมื่อได้เห็นสีหน้าของพิมพ์ดาวที่ฉายชัดถึงความผิดหวัง
“เปล่าฉันไม่ได้เป็อะไรทำงานเถอะ”ตอบพร้อมกับก้มหน้าหลบซ่อนแววตาแห่งความปวดร้าวเอาไว้ในใจ
“ฉันรู้ว่าแกรักบอสแต่ฉันขอบอกแกไว้ตรงนี้เลยนะว่าฉันไม่เคยคิดกับบอสไปมากกว่าคำว่าเ้านายกับลูกน้อง”บอกเพื่อนรักด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจเธอผิด
“แต่บอสคิดกับแก...”
“ฉันรู้และฉันก็พยายามเลี่ยงอยู่นี่ไงและที่ฉันตอบรับไปทานมื้อเที่ยงกับบอสก็เพื่อแก”บอกกับเพื่อนรักออกไปด้วยใบหน้าระบายยิ้ม