เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 19 ซ่งหานเจียง

            วันนี้เป็๲วันอาทิตย์ถือว่าเป็๲วันหยุดพักผ่อนพวกนักศึกษาจึงไม่ต้องเข้าเรียนกันดังนั้นหน้าแผงขายของของซย่านีจึงมีลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาด

            จำนวนนักศึกษาจากทั้งสามมหาวิทยาลัยรวมกันแล้วก็เกือบหนึ่งหมื่นคน หากนับแค่ผู้หญิงก็มีหลายพันคนแล้ว และในบรรดาสาวๆหลายพันคนนี้จะมีหญิงสาวที่รักสวยรักงามและมีเงินพร้อมจ่ายอยู่เพียงหนึ่งพันคนเท่านั้นแต่สินค้าของซย่านีเองก็ขายจนหมดเกลี้ยง ยิ่งไปกว่านั้นมีสาวๆ บางคนถึงกับกลับมาซื้อซ้ำหลายๆชิ้น เดิมทีซย่านีตั้งใจจะตั้งแผงขายของถึง๰่๭๫ห้าโมงเย็น พอถึง๰่๭๫บ่ายสามโมงสินค้าของเธอก็ดันขายหมดเสียก่อนนั่นทำให้พวกเธอเตรียมตัวเก็บแผงลอยกลับแล้ว

            “สหายไม่มีของแล้วจริงๆ หรือ? ขายหมดแล้ว?” นักศึกษาหญิงหลายคนที่ไม่ได้ซื้อยางรัดผมตามที่หวังพวกเธอกลับไม่ยอมจากไปง่ายๆ

            ซย่านีต้อนรับลูกค้าเหล่านี้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม“ใช่จ้ะ วันนี้ของหมดแล้ว”

            “พรุ่งนี้จะมาขายอยู่ไหมคะ?ถ้ามาขายแม่ค้าจะมาตั้งขายตอนไหนหรือ?”หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยถามอย่างร้อนใจ

            ซย่านีคิดอยู่พักหนึ่งแล้วจึงเอ่ยตอบว่า“ถ้าพรุ่งนี้...พวกเราคงผลิตสินค้าได้ไม่เยอะขนาดนี้”

            หากตอนนี้ซย่านีกับเซี่ยงเหมยรีบกลับบ้านและเริ่มลงมือทำงานกันทันทีล่ะก็พวกเธอทั้งสองจะมีเวลาทำถึงแค่๰่๥๹เที่ยงคืนเท่านั้นและคาดว่าน่าจะทำเครื่องประดับผมออกมาได้เพียงสองถึงสามร้อยชิ้นแต่ดูจากยอดขายวันนี้แล้ว คาดว่าสินค้าจำนวนสองสามร้อยชิ้นนี้น่าจะขายหมดภายในหนึ่งถึงสองชั่วโมง

            “ไม่เป็๞ไรสหายมีของเท่าไหร่ก็เอามาขายเท่านั้นเถอะนะ!”หญิงสาวคนนั้นรั้งซย่านีไว้ไม่ยอมปล่อย “พี่สาว พรุ่งนี้พี่มาอีกเถอะนะคะพวกเราไม่รังเกียจว่าพี่จะมีของมากหรือน้อยหรอกนะคะ”

            ซย่านีหันหน้าไปมองทางเซี่ยงเหมยอย่างจนปัญญาเซี่ยงเหมยจึงกล่าวกับเธอว่า “เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเราก็มาอีกสักรอบก็แล้วกันเนอะ”

            ชั่วชีวิตนี้เซี่ยงเหมยไม่เคยหาเงินได้คล่องมือขนาดนี้มาก่อนในเมื่อมีคน๻้๪๫๷า๹ซื้อเช่นนั้นพวกเธอสองคนย่อมต้องยอมอดหลับอดนอนเพื่อรีบผลิตสินค้าออกมาอยู่แล้ว!ใครมันจะรังเกียจที่ได้เงินเยอะกันเล่า?

            ซย่านีเอ่ยตอบ “แบบนั้นก็ได้จ้ะพรุ่งนี้เดี๋ยวฉันจะมาอีกรอบนะ”

            หญิงสาวคนนั้นหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ“แบบนั้นก็เยี่ยมไปเลยค่ะ โอ้ พี่สาวพรุ่งนี้พี่จะมาประมาณกี่โมงหรือ?พวกเรานัดเวลากันไว้เลยนะแล้วยังขายอยู่ที่เดิมไหม? ถ้าถึงเวลาแล้วฉันจะได้ออกมารอพี่ตรงนี้เลย”

            หากพวกเธอมาช้าเหมือนวันนี้ไม่แน่ว่ายางรัดผมนี่อาจจะขายหมดก่อนก็ได้! ถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้เธอต้องรอแฟนทำการบ้านล่ะก็ป่านนี้เธอคงมาที่ร้านแล้วเลือกซื้อหนังยางรัดผมนี่ไปแล้ว!

            ซย่านีครุ่นคิดครู่หนึ่ง“๰่๭๫บ่ายพวกคุณยังมีเรียนกันอยู่ไหมจ๊ะ?  ถ้ายังมีอยู่ ฉันจะได้มาตั้งแผงขายของ๰่๭๫บ่ายสามโมงแบบนี้ได้ไหม?”หากเป็๞เช่นนี้ เธอและเซี่ยงเหมยก็จะมีเวลาทำยางรัดผมเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย

            เหล่าหญิงสาวหันมองหน้ากันจากนั้นก็พากันตอบ “ได้ๆ งั้นเป็๲เวลานี้นะคะ พี่สาว พี่อย่ามาถึงก่อนเวลานะ!”

            ยังมีคำขอเช่นนี้ด้วยหรือนี่?!

            ซย่านีหลุดหัวเราะออกมา “ได้จ้ะฉันสัญญาว่าจะมาถึงที่นี่บ่ายสามโมงตรงแน่นอน”

            รอจนหญิงสาวกลุ่มนั้นจากไปแล้ว เหล่าสหายที่กำลังตั้งแผงลอยขายของอยู่ด้านข้างก็อดไม่ได้ที่จะนึกอิจฉาแผงขายของของซย่านี“พวกคุณขายดีกันจริงๆ!”

            ซย่านีหัวเราะ“ฉันแค่ขายของชนิดใหม่เท่านั้นเองค่ะ ของชิ้นนี้สามารถขายได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นหากเครื่องประดับผมชิ้นนี้ไม่ขาดหรือพังลงพวกเธอก็จะซื้อกันแค่รอบนี้รอบเดียว หลังจากนี้ฉันไม่รู้ว่าพวกเธอจะยอมซื้อครั้งต่อไปอีกเมื่อไหร่”ซย่านีกล่าวต่อ “วันนี้คุณก็ขายดีเหมือนกันนะคะ”

            สิ่งที่สหายคนนี้ขายก็คือหัวมันเผากลิ่นหอมของหัวมันเผานั้นโชยไปรอบด้านหญิงสาวบางคนพอซื้อยางรัดผมเสร็จก็จะถูกกลิ่นหอมของหัวมันเผาจากแผงข้างๆดึงดูดเข้าให้ จากนั้นก็อดใจไม่ไหวต้องยอมควักเงินอีกครั้งเพื่อซื้อหัวมันเผาดับความหิวโหย

            เพราะฉะนั้นวันนี้การค้าขายของเขาจึงดีกว่าปกติมากถือว่าเป็๲ผลพลอยได้จากการขายของของซย่านีจริงๆ

            “ใช่แล้วๆ ฮ่าๆ”เขาหัวเราะร่วน “รวยไปด้วยกันๆ”

            “เสี่ยวเยวี่ยเอ๋อร์ หยางหยางขึ้นรถได้แล้ว! พวกเรากลับบ้านกัน!” ซย่านีร้องเรียกเด็กทั้งสองคนให้ขึ้นรถสามล้อจากนั้นเธอก็หันไปพูดกับเซี่ยงเหมย“วันนี้พวกเราทำเงินได้แล้วเย็นนี้ไปร้านอาหารกันดีหรือไม่?”

            เซี่ยงเหมยโบกมือพร้อมกับส่ายหน้ารัว“ไม่ๆๆ! พวกเรารีบกลับบ้านไปทำงานกันดีกว่า!” อาหารอร่อยๆ มีให้กินตลอดเวลานั่นแหละแต่เงินน่ะใช่ว่าจะหากันได้ตลอดเวลานะ!พรุ่งนี้๰่๭๫บ่ายพวกเธอยังต้องมาตั้งแผงลอยขายของเพื่อหาเงินกันอีก แต่ในมือของเธอทั้งสองกลับไม่มีสินค้าที่จะขายสักชิ้นเซี่ยงเหมยกล่าวขึ้น “พวกเราซื้ออาหารที่นี่กลับไปกินกันก็ได้นะ จีวรไฟ[1] ที่เรากินกันเมื่อตอนกลางวันอร่อยมากเลย ด้านนอกกรอบแต่ด้านในยังนุ่มแถมไส้ข้างในยังเป็๞เนื้อสัตว์อีก!ฉันว่าเสี่ยวเยวี่ยเอ๋อร์กับหยางหยางยังกินกันไม่หนำใจหรอก”

            ซย่านีกล่าวอย่างร่าเริง “ได้งั้นซื้อเพิ่มอีก!”

            ขณะเดียวกันนั้น ห่างออกไปจากซย่านีประมาณยี่สิบเมตรก็มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งชี้ไปทางซย่านีแล้วหันไปพูดกับนักศึกษาชายคนหนึ่งว่า“เอ๊ะ นั่นใช่ภรรยาของนายหรือเปล่า?”

            สหายนักศึกษาชายผู้นี้แต่งตัวเรียบๆทรงผมยุ่งเหยิงดูเหมือนไม่ได้ดูแลตัวเองมาหลายวันทว่าใบหน้าของเขากลับขาวกระจ่างใสคิ้วหนาและจมูกโด่งเป็๲สัน ดวงตาสุกใสดุจดวงดาราถือเป็๲ชายหนุ่มที่หล่อเหลามากคนหนึ่ง

            คนๆ นั้นก็คือซ่งหานเจียง

            ซ่งหานเจียงมองไปตามทิศทางที่นิ้วของเหวินยางยางชี้ไปก็ได้เจอกับแผ่นหลังที่ดูคุ้นเคยแต่กลับดูแปลกตาอยู่เล็กน้อย

            ดูจากรูปร่างแล้วเหมือนซย่านีจริงๆทว่าหญิงสาวที่กำลังหันหลังอยู่นั้นสวมเครื่องประดับสีฟ้าไว้บนศีรษะ แต่ไหนแต่ไรซย่านีไม่เคยสวมเครื่องประดับสีสันสดใสเช่นนี้มาก่อน 

            ไม่นานนักเงาร่างนั้นก็ค่อยๆ ถูกฝูงชนกลืนหายไปในที่สุด

     

    [1] จีวรไฟ 褡裢火烧คือ อาหารดั้งเดิมของเมืองปักกิ่งเก่าเวลาทำก็เติมแผ่นแป้งลงไป พับ 2 ด้าน ปิดผนึกอีก 2 ด้านใส่ในกระทะแล้วทอดจนเป็๲สีเหลืองทอง จากนั้นจึงยกออกจากกระทะแล้วรับประทานขณะร้อนเนื่องจากมีรูปร่างยาวบางครั้งพับครึ่งจึงมีลักษณะคล้ายกับจีวรโบราณที่สะพายไหล่จึงเรียกว่าจีวรไฟ

    [2] หนังยางรัดผมที่ซย่านีทำจะมีรูปทรงเป็๞ห่วงวงกลมขนาดใหญ่ด้านนอกห่อด้วยผ้ารูปทรงคล้ายกับรูปโดนัท ปัจจุบันเรียกว่าหนังยางโดนัท