ตอนที่ 3: ราชโองการสีเืและเ้าบ่าวมัจจุราช
ราตรีอันหนาวเหน็บก้าวผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับสายน้ำที่จับตัวเป็น้ำแข็ง เสิ่นเยว่ไม่อาจข่มเปลือกตาลงได้แม้เพียงครึ่งจังหวะหายใจ ภายในหัวสมองจำลองแผนการหลบหนีนับร้อยพันรูปแบบ แผนการแล้วแผนการเล่าถูกร่างขึ้นและปัดตกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า สมองทำงานหนักหน่วงจนปวดหนึบราวกับถูกก้อนหินศิลาบดขยี้
แสงอรุณรุ่งสีทองซีดเซียวสาดส่องลอดผ่านรอยแยกของบานประตูไม้ ปลุกสติของนางให้หลุดออกจากภวังค์ความคิด ร่างบอบบางยันกายลุกขึ้นจากกองฟางอย่างเงียบเชียบ ดวงตาหงส์ที่ผ่านการเบิกค้างมาตลอดทั้งคืนแดงก่ำและแห้งผาก กระนั้นภายในดวงตาคู่นั้นกลับทอประกายเด็ดเดี่ยววาวโรจน์อย่างที่สตรีในห้องหอไม่พึงมี
ฝ่ามือเล็กเอื้อมไปัับานหน้าต่างไม้ที่เล็งเอาไว้ั้แ่เมื่อคืน เนื้อไม้ที่ตอกปิดตายผุกร่อนตามกาลเวลามากกว่าที่ประเมินไว้แต่แรก ขอเพียงเสาะหาของแข็งสักชิ้นมาใช้เป็เครื่องมืองัดแงะ การทลายหน้าต่างบานนี้ย่อมไม่ใช่เื่ยากเย็นจนเกินกำลัง
คืนนี้…นางจะอาศัยความมืดหลบหนีออกจากจวนสกุลเสิ่นให้จงได้!
แต่แล้ว ยังไม่ทันที่แผนการในหัวจะตกผลึก เสียงฝีเท้าหลายสิบคู่กลับดังกระทบพื้นหินอ่อนจากลานด้านนอก จังหวะย่างก้าวเร่งรีบสับสน ตามมาด้วยเสียงปลดโซ่ตรวนและสลักกลอนที่ดังกึกก้องกว่าปกติ
บานประตูถูกกระชากเปิดออกกว้าง แสงแดดสว่างจ้าสาดกระทบใบหน้าจนเสิ่นเยว่ต้องหยีตาลง บุคคลที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามามิใช่องครักษ์หรือผู้คุมขัง หากแต่เป็ ‘เสิ่นเจิ้นหยวน’ เสนาบดีกรมกลาโหมผู้เป็บิดาบังเกิดเกล้าของเ้าของร่างเดิม เื้ัของเขายังมีขบวนอนุภรรยาและบ่าวรับใช้ติดตามมาอีกนับสิบชีวิต
เสิ่นเจิ้นหยวนทอดสายตามองบุตรสาวเพียงคนเดียวด้วยแววตาอันแสนซับซ้อน บนใบหน้าที่เคยองอาจดุดันสมชายชาตรี บัดนี้กลับฉาบเคลือบไปด้วยความเหนื่อยล้าและอับจนหนทาง เขายังสวมชุดขุนนางเต็มยศปักลายพยัคฆ์ ชายเสื้อยับย่นเล็กน้อย บ่งบอกชัดเจนว่าเพิ่งเดินทางกลับจากการเข้าเฝ้าในท้องพระโรง
“เยว่เอ๋อร์” ชายวัยกลางคนเอ่ยเรียกนามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ท่านพ่อ” เสิ่นเยว่ย่อกายค้อมศีรษะลงเล็กน้อยตามมารยาทอันพึงมี นางพยายามปรับสีหน้าให้ดูหวาดกลัว สวมบทบาทคุณหนูผู้เอาแต่ใจที่เพิ่งตระหนักถึงความผิดพลาดของตนเองให้แเีที่สุด ภายใต้ใบหน้าใสซื่อนั้น ก้อนเนื้อในอกซ้ายกลับเต้นกระหน่ำด้วยความระแวดระวัง
หรือว่าสถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม มีพระราชโองการตัดสินโทษปะาชีวิตล่วงลงมาแล้วหรือไร!
“เ้า…ก้าวตามพ่อออกมาเถิด” เสิ่นเจิ้นหยวนพรูลมหายใจยาวเหยียด ก่อนจะเบี่ยงตัวเปิดทางให้ “มีราชโองการจากเบื้องบนมาถึงแล้ว”
หัวใจของเสิ่นเยว่หล่นร่วงลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ! ขาสองข้างสั่นเทาเล็กน้อยยามก้าวพ้นธรณีประตูเรือนคุมขัง สายตากวาดมองไปยังลานกว้างเบื้องหน้า ขันทีชราในชุดสีแดงสดผู้ถือม้วนราชโองการสีเหลืองทองยืนสง่าอยู่ตรงกลาง แวดล้อมด้วยทหารองครักษ์เสื้อแพรหลายนาย
“คุณหนูเสิ่นเยว่ คุกเข่ารับราชโองการ!” ขันทีชราตวัดเสียงแหลมสูงกังวานไปทั่วบริเวณ
เสิ่นเยว่ทรุดกายลงคุกเข่าบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ แผ่นหลังบอบบางตั้งตรงเหยียด ปลายนิ้วมือที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อกว้างเย็นเฉียบราวกับแช่อยู่ในธารน้ำแข็ง ห้วงความคิดขาวโพลนไปชั่วขณะ นางขบกรามแน่น เตรียมใจรับฟังประโยคตัดสินปะาชีวิตที่กำลังจะฟาดฟันลงมา
ขันทีชราค่อยๆ คลี่ม้วนผ้าไหมสีทองอร่ามออกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเริ่มประกาศิตจากโอรส์ด้วยสุรเสียงดังกึกก้อง
“ราชโองการจากฮ่องเต้ สกุลเสิ่นรับใช้ราชวงศ์ต้าฉู่ด้วยความภักดีมาหลายชั่วอายุคน มีคุณูปการใหญ่หลวงต่อแผ่นดิน บัดนี้คุณหนูเสิ่นเยว่เจริญวัยถึงกาลออกเรือน กิริยามารยาทงดงาม เพียบพร้อมด้วยสติปัญญาและเปี่ยมด้วยคุณธรรม”
‘คุณธรรม?’
เสิ่นเยว่แทบจะหลุดแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมาดังๆ สตรีร้ายกาจเ้าของร่างที่คอยสาดโคลนใส่ผู้อื่นและเพิ่งลอบวางยาพิษรัชทายาทเนี่ยนะมีคุณธรรม บนโลกนี้ยังมีเื่ตลกร้ายที่น่าขันกว่านี้อีกหรือ!
“นับว่ามีความเหมาะสมกับ ติ้งอ๋อง เซียวเหยียน ผู้เป็เสาหลักค้ำยันแผ่นดินยิ่งนัก เจิ้นจึงมีบัญชา พระราชทานสมรสให้แก่คนทั้งสอง จัดพิธีมงคลขึ้นอย่างสมเกียรติในอีกสามวันข้างหน้า จบราชโองการ!”
สิ้นสุดเสียงประกาศ ความเงียบสงัดดุจป่าช้าก็ทิ้งตัวลงปกคลุมทั่วทั้งลานกว้าง จวนเสนาบดีที่เคยมีเสียงลมพัดผ่านคล้ายถูกแช่แข็งไปในบัดดล
เสิ่นเยว่คุกเข่าตัวแข็งทื่อราวกับถูกอสนีบาตฟาดลงกลางกระหม่อม นางเงยหน้าขึ้นมองขันทีชราด้วยสายตาว่างเปล่า ริมฝีปากสั่นระริก
“เมื่อครู่นี้ ขันทีเฒ่าผู้นี้พ่นวาจาอันใดออกมานะ พระราชทานสมรส สมรสกับผู้ใดกัน”
“ติ้งอ๋อง เซียวเหยียน” นางทวนคำเสียงเลื่อนลอยราวกับคนละเมอหลงทิศ
“ขอรับคุณหนูเสิ่น” ขันทีชราคลี่ยิ้มบางเบาที่ดูมีเลศนัยแอบแฝง “นับเป็วาสนาหล่นทับคุณหนูแล้ว ขอแสดงความยินดีกับท่านเสนาบดีล่วงหน้าด้วย”
เสนาบดีเสิ่นมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ริ้วรอยแห่งความตึงเครียดพาดผ่านหว่างคิ้ว เขาทำได้เพียงยื่นมือที่สั่นเทาออกไปรับราชโองการมาประคองไว้ “เป็พระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ข้าน้อย น้อมรับราชโองการ”
‘วาสนางั้นรึ! นี่มันไม่ใช่วาสนาฟ้าประทาน แต่เป็ตั๋วเดินทางสู่ขุมนรกที่พญายมราชส่งตรงมาให้ถึงหน้าประตูบ้านชัดๆ!’
สมองของเสิ่นเยว่อื้ออึงราวกับมีฝูงผึ้งนับพันบินวนอยู่ภายใน นางเพิ่งถูกกล่าวหาด้วยโทษฏลอบวางยาเชื้อพระวงศ์ แทนที่จะถูกลากตัวไปไต่สวนหรือลงทัณฑ์ กลับได้รับพระราชทานสมรสกับอ๋องทมิฬ บุรุษผู้กุมอำนาจทางการทหารสูงสุด และเป็เพชฌฆาตที่จะต้องลงดาบบั่นคอนางในอีกสามเดือนข้างหน้า!
นี่มันแผนการสกปรกอันใดกัน! เหตุใดเส้นเื่ถึงได้บิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปไกลถึงเพียงนี้
ตามเนื้อเื่ในนิยายต้นฉบับ เสิ่นเยว่จะถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง ถูกริบทรัพย์และคุมขังในคุกหลวงเพื่อรอวันปะาชีวิต ไม่เคยมีตัวอักษรใดระบุถึงงานมงคลสมรสระหว่างนางกับติ้งอ๋องแม้แต่ครึ่งคำ!
หรือว่า…เป็ผลกระทบจากการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเขาเมื่อคืนนี้
ข้อสันนิษฐานนี้สว่างวาบขึ้นมาในห้วงความคิด การที่เซียวเหยียนโผล่มาเยือนห้องขังของนาง อาจเป็ตัวแปรสำคัญที่ทำให้เส้นสายของอนาคตเปลี่ยนแปลงไป หากแต่เป็การเปลี่ยนแปลงที่ผลักไสให้นางเดินเข้าสู่ปากเหวที่ลึกและอันตรายยิ่งกว่าเดิม
การถูกจองจำอยู่ในเรือนท้ายจวนสกุลเสิ่นยังพอมีช่องโหว่ให้ลักลอบหลบหนี แต่การต้องแต่งกายเข้าสู่จวนของอ๋องทมิฬที่ขึ้นชื่อลือชาว่ามีการคุ้มกันแ่าราวกับค่ายทหารรบด่านหน้า ย่อมไม่ต่างอะไรกับการกระโจนเข้าสู่กรงขังของพยัคฆ์ร้ายด้วยสองเท้าของตนเอง!
นี่ไม่ใช่การประทานรางวัลเพื่อล้างมลทิน แต่มันคือการยืมดาบฆ่าคน บีบบังคับให้นางต้องไปตายในถิ่นของศัตรู!
“คุณหนูเสิ่น รับราชโองการสิขอรับ” เสียงเร่งเร้าของขันทีดังแทรกขึ้นมา ปลุกสติที่เตลิดเปิดเปิงของนางให้กลับคืนสู่โลกแห่งความจริง
เสิ่นเยว่ก้มศีรษะลงต่ำ ซ่อนเร้นดวงตาที่วาวโรจน์ไปด้วยความเยือกเย็นเอาไว้ใต้แพขนตางอนยาว นางยื่นมือที่สั่นสะท้านออกไปรับม้วนราชโองการนั้นมาไว้ในอ้อมแขน ััของผ้าไหมสีทองอร่ามช่างหนักอึ้งราวกับโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่พันธนาการชีวิตของนางเอาไว้จนดิ้นไม่หลุด
“เสิ่นเยว่ น้อมรับราชโองการเพคะ” นางแค่นเสียงเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบ ไร้ซึ่งความปีติยินดีใดๆ จนคนฟังแอบลอบกลืนน้ำลาย
แผนการหลบหนีออกจากเมืองหลวงที่อุตส่าห์อดตาหลับขับตานอนวางแผนมาตลอดทั้งคืนพังพินาศลงในชั่วพริบตา ในยามนี้นางไม่เพียงแต่หมดโอกาสหลบหนี แต่ยังถูกบีบบังคับให้ต้องร่วมเตียงเคียงหมอนกับบุรุษที่อันตรายและโเี้ที่สุดในแผ่นดินต้าฉู่
สามวัน เวลาต่อลมหายใจของนางหดสั้นลงเหลือเพียงสามวัน ก่อนที่จะถูกจับยัดใส่เกี้ยวแดงและส่งตัวเข้าสู่หอสังหาร
คล้อยหลังขบวนขันทีและทหารองครักษ์เสื้อแพร บรรยากาศภายในจวนสกุลเสิ่นก็พลิกผันจากหน้ามือเป็หลังมือ จากความโศกเศร้าหวาดหวั่นต่ออาญาแผ่นดิน แปรเปลี่ยนเป็ความโกลาหลวุ่นวาย บ่าวไพร่ต่างวิ่งวุ่นเตรียมจัดงานมงคลสมรสที่หล่นทับมาอย่างกะทันหัน
เสิ่นเยว่ถูกกลุ่มสาวใช้พาตัวกลับมายังเรือนพักส่วนตัวอันหรูหราของตนเอง พวกนางเร่งรีบจัดแจงน้ำท่าและเข้ามาปรนนิบัติพัดวีราวกับไม่เคยมีเื่บาดหมางใดๆ เกิดขึ้น กระนั้น สายตาทุกคู่ที่ลอบมองมายังผู้เป็นาย กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความสมเพชเวทนาและหวาดกลัวระคนกัน
ชาวเมืองหลวงผู้ใดบ้างจะไม่ล่วงรู้ถึงกิตติศัพท์ความโเี้ของติ้งอ๋อง การแต่งสตรีเข้าจวนอ๋องทมิฬครั้งนี้ ไม่ต่างอะไรกับการส่งคุณหนูใหญ่สกุลเสิ่นไปตายทั้งเป็!
ท่ามกลางความวุ่นวายรอบกาย ร่างระหงกลับนั่งนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ ดวงตาหงส์จับจ้องภาพสะท้อนของสตรีผู้ใบหน้างดงามหยาดเยิ้มล่มเมือง ริมฝีปากจิ้มลิ้ม จมูกโด่งรั้น ทุกสัดส่วนล้วนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ หากแต่แววตาของนางกลับว่างเปล่าลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึง
ปลายนิ้วเรียวลูบไล้ไปตามลวดลายับนม้วนราชโองการสีทอง ก่อนที่มุมปากอวบอิ่มจะค่อยๆ ขยับยกขึ้นเล็กน้อย ก่อเกิดเป็รอยยิ้มที่เย็นเยียบและอันตรายจนน่าขนลุก
ในเมื่อ์ไร้เมตตา ปิดตายหนทางรอดทุกสาย ก็คงมีแต่ต้องสู้ยิบตา!
ในเมื่อชะตากรรมเล่นตลกร้ายกาจกับชีวิตของนางถึงเพียงนี้ ส่งนางข้ามมิติมาสวมบทบาทนางร้ายยังไม่พอ ซ้ำยังส่งเพชฌฆาตหน้าตายผู้นั้นมาเป็สวามีอีก
เช่นนั้นก็ย่อมได้! นางจะได้เบิกตาดูให้เห็นกับตาสักครา ว่าอ๋องทมิฬผู้ที่ใครต่อใครต่างหวาดกลัวนักหนา จะมีเขี้ยวเล็บน่าเกรงขามสักแค่ไหนกันเชียว!