สวีหว่านหนิงหันหลังให้หลินอันแสร้งทำเป็หาของในตู้ แต่ที่จริงเธอกำลังหยิบยาออกมาจากช่องมิติ
ห้างสรรพสินค้าของเธอเตรียมยาที่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดเอาไว้เสมอยาสมานแผลของเธอเป็แบบผง ออกฤทธิ์ดีเยี่ยม เธอหยิบมันออกมาเล็กน้อยแล้วเทผสมใส่ในขวดยาแดงที่มียาเหลืออยู่แค่ก้นขวด
แสงในห้องมืดสลัวสวีหว่านหนิงจึงต้องเปิดไฟฉายวางไว้บนโต๊ะ เพื่ออาศัยแสงสว่างของมันในการทำแผลให้หลินอัน
ปากแผลเหวอะหวะจนเห็นเนื้อด้านในช่างน่าใจหาย
สวีหว่านหนิงใช้ยาแดงเช็ดรอบปากแผลของเขาอย่างระมัดระวังเธอนึกว่าจะได้ยินเสียงสูดหายใจเฮือกเพราะความเจ็บ แต่เขากลับนั่งเงียบแม้แต่สีหน้าก็ไม่เปลี่ยนไปสักนิด
“คุณไม่เจ็บเหรอ”
หลินอันยิ้มสีหน้าดูอ่อนโยนขึ้นไม่น้อย “ชินแล้ว”
สวีหว่านหนิงรู้ว่าหลินอันรับราชการมาเป็สิบปีไม่ได้เพิ่งลงสนามรบเป็ครั้งแรก
ตอนร่างเดิมหลับนอนกับเขาครั้งแรกยังเคยใและหวาดกลัวเพราะเห็นแผลเป็หลายรอยบนแผ่นหลังของเขา
วินาทีนี้เมื่อได้ยินชายหนุ่มอายุเพียงยี่สิบกว่าปีใช้น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยประโยคนี้ออกมาสวีหว่านหนิงรู้สึกเ็ปอย่างบอกไม่ถูก
“เสร็จแล้วละ”เธอผูกผ้าพันแผลเป็โบน่ารักๆ “่นี้พยายามอย่าใช้แขนข้างนี้ยกของหนักและอย่าให้แผลโดนน้ำ คืนวันพรุ่งนี้ฉันจะทำแผลให้ใหม่”
หลินอันขยับข้อมือเล็กน้อยตามคาด อาการเจ็บทุเลาลงไปมาก
“ขอบใจ”
สวีหว่านหนิงโบกมือสื่อว่าไม่เป็ไรเธอหาวออกมา แล้วกล่าวว่า “รีบนอนเถอะ”
หลังเธอล้มตัวลงบนเตียงก็นึกขึ้นได้ว่าหลินอันาเ็แบบนี้ ถ้าให้เขานอนบนโต๊ะที่ถูกนำมาต่อกันเป็เตียงมันจะเกินไปหน่อยหรือเปล่า?
ด้วยเหตุนี้เธอจึงลุกขึ้นนั่งและเห็นหลินอันกำลังย้ายโต๊ะ มือขวาของเขาออกแรงไม่ได้จึงย้ายโต๊ะอย่างยากลำบากเขาเผลอทำโต๊ะหลุดมือจนเกิดเสียงดังเสียงกระแทกท่ามกลางความเงียบงันยามค่ำคืนดังแสบหูเป็พิเศษ
“เสียงดังรบกวนเธอหรือเปล่า” เสียงของเขาเจือความรู้สึกผิด
“คืนนี้คุณมานอนบนเตียงเถอะ”
พูดจบสวีหว่านหนิงก็เขยิบตัวเข้าไปด้านในจนร่างของเธอแนบชิดกับกำแพง
หลินอันยืนอยู่ที่เดิมเขาเงียบไปครู่ใหญ่ แต่ดูจากริมฝีปากที่กำลังเม้มแน่นย่อมรู้ว่าเขากำลังใช้ความคิด
ผ่านไปสักพักหลินอันก็ยกเท้าเดินมาที่ข้างเตียงช้าๆ
เขาถอดแค่เสื้อคลุมกับกางเกงตัวนอกไม่ได้นอนห่มผ้า แต่เอาเสื้อคลุมทหารตัวใหญ่ห่มกายแทน
เขารับรู้ได้ถึงความประหม่าของคนข้างกาย
“เธอไม่คิดจะถามฉันหรือว่าคืนนี้เกิดเื่อะไรขึ้น”
เสียงของหลินอันเบามากแต่คำพูดของเขากลับทำให้สวีหว่านหนิงไม่รู้จะตอบอย่างไร
เธอไม่อยากรู้เลยสักนิด
แต่พวกเธอสองคนเป็สามีภรรยากันเขาาเ็หนักขนาดนี้ ถ้าเธอไม่ถามสาเหตุจะดูใจร้ายเกินไปไหมนะ
ถ้าเป็ร่างเดิมล่ะร่างเดิมจะทำอย่างไร
สวีหว่านหนิงขุดคุ้ยความทรงจำในสมองของร่างเดิมและสุดท้ายก็ได้ข้อสรุป
ร่างเดิมเคยถึงขั้นไล่หลินอันที่กลับบ้านมากลางดึกออกจากห้องแค่เพราะเขารบกวนการนอนของเธอ
ไม่เธอถึงกับปฏิเสธไม่ให้เขาเข้ามาในห้องนอนด้วยซ้ำ
เพราะฉะนั้นร่างเดิมจึงไม่รู้เื่ที่เขาได้รับาเ็
เธอเผลอทำสิ่งที่ขัดแย้งกับนิสัยของร่างเดิมไปหลายอย่างโดยไม่รู้ตัว
สวีหว่านหนิงลอบถอนหายใจก่อนพูดช้าๆ “เมื่อกี้ฉันก็อยากถาม แต่กลัวคุณไม่สะดวกตอบเลยอดทนไว้”
“อืมเื่นี้เกี่ยวข้องกับความลับทางราชการ ฉันคงบอกความจริงกับเธอไม่ได้ ขอโทษด้วย”
ดังนั้นจุดประสงค์ของการถามเธอคืออะไร?
เหนื่อยใจกับผู้ชายคนนี้จริงๆให้ตายสิ!
สวีหว่านหนิงได้ยินความรู้สึกผิดในน้ำเสียงของหลินอัน!
“ดึกมากแล้วนอนเถอะ”
สวีหว่านหนิงนอนตะแคงข้างหันหลังให้หลินอัน
หลินอันไม่รู้ว่าตนพูดผิดตรงไหนเหมือนเขาจะทำให้สวีหว่านหนิงโกรธ แต่เธอไม่ได้ะเิอารมณ์เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
เขายกแขนขึ้นมองผ้าพันแผลที่ถูกพันเอาไว้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย มุมปากยกยิ้มบาง
เธอเหมือนจะเป็ห่วงเขาจากใจจริง
เช้าวันต่อมาตอนสวีหว่านหนิงตื่นนอน หลินอันก็ไม่อยู่ในห้องแล้ว
ผ้าปูเตียงฝั่งที่เขานอนไม่มีแม้กระทั่งรอยยับราวกับไม่เคยมีใครนอนมาก่อน
หากไม่ใช่เพราะมีความอุ่นหลงเหลืออยู่สวีหว่านหนิงคงนึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เป็แค่ความฝัน
สวีหว่านหนิงล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็เข้าไปในห้องครัวแต่แม่หลินเริ่มทำอาหารเช้าแล้ว
เมื่อเห็นสวีหว่านหนิงเดินเข้ามาแม่หลินก็ประหลาดใจ “ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อยล่ะ”
“ฉันตื่นเวลานี้ทุกวันชินแล้วค่ะ”
แม่หลินมองสวีหว่านหนิงอย่างสำรวจเมื่อเห็นว่าสีหน้าของเธอไม่ได้ดูอ่อนเพลียจึงไม่ได้พูดอะไรอีก
คนหนุ่มสาวร่างกายแข็งแรงร่างกายฟื้นตัวไว
แม่หลินนวดแป้งอย่างอารมณ์ดีแต่กลับคิดในใจว่าต้องเตือนอาหนิงกับอันจื่อว่า ทีหลังควรระมัดระวังกว่านี้
มีต้าชุนกับเยาเม่ยแค่สองคนก็พอแล้วมีลูกมากเกินไป ร่างกายของอาหนิงจะรับไหวหรือ?
“หลินอันล่ะคะเขาหายไปไหนั้แ่เช้า” สวีหว่านหนิงช่วยแม่หลินก่อเตาพลางถามไปอย่างนั้น
ริมฝีปากของแม่หลินฉีกยิ้มกว้างจนแทบถึงใบหูดูเข้า ตื่นมาก็ถามหาอันจื่อ นี่คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่ารักกันดีมิใช่หรือ?
“อันจื่อบอกว่าจะไปบ้านเพื่อนในเมืองจะกลับมาอีกทีตอนเที่ยงจ้ะ”
สวีหว่านหนิงขานรับและไม่ได้ถามอะไรอีก
จากเื่เมื่อคืนเห็นได้ชัดว่าหลินอันกลับมาคราวนี้เพราะมีภารกิจ
แต่ในเมื่อเขาพูดไม่ได้เธอก็ไม่อยากคาดเดาส่งเดช
เื่ของกองทัพจือชิงธรรมดาๆ อย่างเธอจะคาดเดาส่งเดชได้อย่างไร
หลังกินอาหารเช้าเสร็จสวีหว่านหนิงก็บอกแม่หลินว่าจะไปที่ไหน ก่อนจะเดินทางไปยังสำนักงานฝ่ายคณะใหญ่
“สวีจือชิง คุณมาพอดีเลยเื่ที่คุณขอมาผมทำไม่สำเร็จ!” หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ตบเข่าฉาด “ผมสืบข่าวจากทางหัวหน้าเทศบาลชุมชนทุกวิถีทางแต่เ้าหน้าที่ระดับสูงจากปักกิ่งกลับไม่ยอมปริปากบอกอะไรทั้งนั้นเพราะฉะนั้นจึงยังไม่รู้ว่า พวกเขาชอบทานอาหารรสชาติแบบไหน หรือไม่กินอาหารอะไรบ้าง”
เื่นี้อยู่ในความคาดการณ์ของสวีหว่านหนิง
ข้าราชการในสมัยนี้ส่วนใหญ่เป็ข้าราชการน้ำดีที่อยากทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงพวกเขาไม่อยากรับน้ำใจจากประชาชนเป็การส่วนตัว
พวกฝ่ายคณะใหญ่ไม่รู้จักการเลียบเคียงถามแค่เอ่ยปากอีกฝ่ายก็รู้เจตนาทันที ย่อมไม่ยอมบอกง่ายๆ
“ไม่เป็ไรค่ะพวกเราเตรียมตัวด้วยวิธีการอื่นได้”
สวีหว่านหนิงหยิบรายการอาหารที่เขียนเสร็จั้แ่เมื่อคืนออกมา
“หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ผู้ใหญ่บ้าน ลองดูสิคะว่าใช้ได้ไหม”
หลังอ่านจบหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กับผู้ใหญ่บ้านก็มองหน้ากัน
ผ่านไปสักพักผู้ใหญ่บ้านถึงกล่าวว่า “สวีจือชิง มันจะเรียบง่ายเกินไปหรือเปล่า”
เรียบง่าย?
สวีหว่านหนิงมองรายการอาหารอีกครั้งให้มั่นใจว่าตนไม่ได้เขียนผิด“ผู้ใหญ่บ้านคิดว่ามีปัญหาตรงไหนหรือคะ”
“พวกเราควรจัดอาหารให้หรูหรากว่านี้หรือเปล่าสวีจือชิง ไม่ต้องกังวลเื่ค่าใช้จ่าย หมู่บ้านต้าเจียงของเราจ่ายได้อีกอย่างทางเทศบาลก็พร้อมอนุมัติงบประมาณที่เหมาะสมให้อีกด้วย”