ตอนที่22 แก่นพฤกษาจิ้งจอกเขียว
ซากร่างอันเละเทะของตะขาบั์ทิมฬนับสิบตัวก้องพะเนินกันอยู่เฟิงอี้เหล่ตามองอยู่คราหนึ่งก็มิได้สนใจอีก
“แก่นพฤกษาจิ้งจอกเขียวบางที่คงจักเพียงพอทำให้ข้าเขาสู่ระดับกำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่สามได้อยู่หรอกกระมั้ง?”เฟิงอี้เอาพฤกษาจิ้งจอกเขียวออกมาก็พลันเดินห่างออกจากบริเวณที่ต่อสู้กับตะขาบั์ทมิฬเพราะหากจักยกระดับพลังที่นี่คงจักมิเหมาะสมเท่าใดนัก
สภาพของพลัง์ปั่นปวนจนเกินไปอยู่บ้างมันยากที่จักกลั่นกรองพลัง์อยู่หลายส่วนอีกทั้งเฟิงอี้ยังฝึกฝนเคล็ดวิชาบ่มเพาะที่ค่อนข้างเื่มากในการกักเก็บพลัง
…
ผ่านไปราวๆสิบนาทีเฟิงอี้ก็เดินมาถึงยังที่แห่งหนึ่งมันเป็บ่อน้ำเล็กๆบ่อหนึ่งทั้งยังดูงดงามและร่มรื่นเป็อย่างมาก
“เอาตรงนี้ก็แล้วกัน"ว่าแล้วเฟิงอี้ก็นั่งลงขัดสมาธิข้างๆก้อนหินก้อนหนึ่งซึ่งมีความสูงถึงสองเมตร
“หวังว่าเ้าจักเพียงพอที่จักทำให้ระดับพลังข้าเพิ่มขึ้นได้”เฟิงอี้เอาแก่นพฤกษาจิ้งจอกเขียวเข้าไปในปากก่อนที่จักกลืนมันลงไปในทันที
รสหวานสดชื่นอันน่าอภิรมย์แผ่ซ่านไปทั่วในทันทีแต่ทว่าเฟิงอี้มิได้หลงไปกับรสชาตินี้แต่อย่างใดเขารีบสำแดงวิชาบ่มเพาะของตนทันทีเพื่อกลั่นกรองพลังงานของแก่นพฤกษาจิ้งจอกเขียวให้กลายเป็ลมปราณที่บริสุทธิ์
แก่นพฤกษาจิ้งจอกเขียวนั้นมันล้ำค่ามิน้อยหากเป็ผู้อื่นกลืนกินมันลงไปคาดว่าผู้ที่อยู่ในระดับกำเนิดเส้นชีพจรคงสามารถยกระดับพลังของตนได้อย่างพุ่งพรวดอาจจักเพิ่มขึ้นถึงสองถึงสามระดับเลยทีเดียว
แต่ทว่าสำหรับเฟิงอี้แล้วมิสามารถละโมบได้ถึงเพียงนั้นเพราะวิชาบ่มเพาะของเขานั้นจักกลั่นกรองพลัง์อย่างดิบดีทั้งยังมีการขับพลัง์ทิ้งไปอีกหลายส่วนซึ่งจักทำให้พื้นฐานของเฟิงอี้มั่นคงยิ่งขึ้นไปอีก
จักเห็นได้ชัดว่าทุกครั้งที่เฟิงอี้บ่มเพาะพลังของตนร่างกายจักมีเหงื่อไหลออกมาเล็กๆน้อยหรือบางครั้งก็เป็ของเหลวสีดำที่ออกมาจากิัด้วยเช่นกัน
แม้ว่าพลังปราณของเฟิงอี้จักบริสุทธิ์เพียงใดแต่ทว่าเมื่อผ่านการต่อสู้หรือผ่านกาลเวลาไปแต่ละวันมันก็จักมีการแปดเปื้อนบ้างเล็กๆน้อยๆ
เพราะฉนั้นแล้วเวลาที่เฟิงอี้บ่มเพาะกลั่นกรองพลังมันก็จักเท่ากับการชำระล้างกายของตนไปด้วยทำให้ยิ่งนานวันเข้ายิ่งแข็งแกร่งและบริสุทธิ์อย่างหาที่เปรียบมิได้
ผิวพรรณก็จักเปล่งปลั่งดุจหยกเนื้อดีที่ส่องสว่างเจิดจรัส!
วืด! วืด!
ภายในห้วงแห่งการบ่มเพาะเฟิงอี้ได้ขับพลังปราณส่วนที่มิจำเป็ออกไปหรือพลัง์ที่มิบริสุทธิ์เท่าที่ควรก็จักขจัดที่ไปเสียหมด
แก่นพฤกษาจิ้งจอกเขียวทำหน้าที่ของมันได้ดียิ่งมันมีความบริสุทธิ์กว่าพลัง์ตามธรรมชาติอยู่มากจึงง่ายต่อการกลั่นกรองและดูดซับ
เฟิงอี้เริ่มกักเก็บพลังลมปราณที่บริสุทธิ์จากการกลั่นกรองจากพฤกษาจิ้งจอกเขียวเอาไว้ทันใดนั้นเส้นชีพจรปราณเส้นที่สามก็ปรากฏแจ่มชัดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
นี่เป็สัญญาณของการใกล้เข้าถึงระดับกำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่สาม
“ข้าจักต้องกลั่นกรองอีกเสียเล็กน้อยจักพลาดไปแม้แต่จุดเดียวก็มิได้มิเช่นนั้นที่ข้าทำมาก่อนหน้านี้จักสูญเปล่า”ยิ่งระดับพลังรุดหน้ามากเท่าไหร่ความยากของการกลั่นกรองพลัง์ให้เป็ลมปราณก็ยิ่งยากขึ้นจักเติมเต็มเส้นชีพจรให้สว่างแจ่มชัดและบริสุทธิ์
เวลาผ่านไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็วจู่ๆท้องนภาก็พลันมืดมิดเวลากลางคืนมาถึงเฟิงอี้ยังกลั่นพลังยังมิเสร็จสิ้นแก่นพฤกษาจิ้งจอกเขียวทำให้เฟิงอี้พอใจอยู่มากเลยทีเดียวคาดมิถึงว่าขนาดเฟิงอี้กลั่นกรองมันไปมากถึงเพียงนี้แต่ทว่ามันก็ยังมิได้หมดฤทธิ์ไป
“อีกมินานข้าก็จักเข้าถึงระดับกำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่สามได้แล้ว”เฟิงอี้ครุ่นคิดและพินิจดูเส้นชีพจรปราณเส้นที่สามในตอนนี้แจ่มชัดขึ้นมามากมายแล้ว
คาดว่าผ่านไปอีกมิกี่ชั่วโมงก็คงจักสามารถเข้าสู่ระดับเส้นชีพจรขั้นที่สามได้อย่างแท้จริงแม้พลังปราณในตอนนี้ของเฟิงอี้จักสามารถเทียบกับระดับกำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่สามได้แล้วกระทั่งมันบริสุทธิ์และมีคุณภาพกว่าระดับกำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่สามผู้อื่นมิรู้ตั้งกี่เท่าก็ตามอีกทั้งพลังรบของเฟิงอี้ก็ถึงขั้นสังหารผู้ฝึกตนระดับกำเนิดปฐีขั้นที่1ได้อย่างง่ายดายแล้วหากว่าให้เฟิงอี้ประมือกับชายชราตัวเล็กอีกคราคงจักสังหารชายชราตัวเล็กได้ภายในกระบวนท่าเดียว!
และเฟิงอี้ยังมั่นใจอีกว่าตนสามารถสังหารระดับกำเนิดปฐีขั้นที่2ได้อีกด้วยหากะเิพลังรบออกมาอย่างเต็มที่อาจจักสามารถสังหารผู้ฝึกตนกำเนิดปฐีขั้นที่3ที่อ่อนแอบางคนได้เสียเลยกระมั้ง
แต่ทว่าในกรณีนั้นเฟิงอี้ก็ต้องสู้เสี่ยงตายเป็อย่างมาก!
เฟิงอี้คงมีสภาพมิสู้ดีเท่าไหร่นักหากได้ประมือกับระดับกำเนิดปฐีขั้นที่3จริงๆแต่ทว่าหากจักหนีก็มิใช่เื่ยากมากมายเท่าใดนักที่จักหนีจากผู้ฝึกตนระดับกำเนิดปฐีขั้นที่3
จบ…โปรดติดตามตอนต่อไป…