ภายใต้หลังคาบ้านมุงจากที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา แสงแดดยามบ่ายส่องลอดรอยโหว่ลงมาเป็ลำแสงประปราย ลู่ชิงเดินสะบัดชายผ้าบัณฑิตที่เปื้อนฝุ่นดินจนรุ่งริ่งกลับเข้าบ้านด้วยท่วงท่ากระฟัดกระเฟียด ใบหน้าของเขาบูดบึ้ง ขนคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันจนเป็ปม ยามที่สองเท้าก้าวพ้นธรณีประตูไม้ที่ผุพัง เสียงสบถด่าพึมพำด้วยความอัดอั้นก็พรั่งพรูออกมาไม่ขาดสายประหนึ่งเขื่อนที่พังทลาย
"พวกจอมยุทธ์เ่าั้... มีกำลังปานหินผาแต่กลับมีปัญญาเบาบางดุจปุยฝ้าย!" ลู่ชิงโยนย่ามตำราลงบนแคร่ไม้ไผ่เสียงดัง ตึง! จนฝุ่นที่เกาะอยู่น้อยๆ ปลิวว่อนกระจายในอากาศ เขาเงยหน้าขึ้นทอดสายตาขุ่นเคืองไปทางทิศที่ขบวนม้าศึกเพิ่งจากไป
"นักปราชญ์เมิ่งจื่อเคยกล่าวไว้ว่า 'ผู้ที่ใช้กำลังข่มเหงผู้อื่น มิอาจเรียกได้ว่าเป็ผู้มีเมตตาธรรม แต่เป็เพียงผู้มีกำลังเยี่ยงเดรัจฉาน' คนพวกนั้นอ้างนามกองปราบเพื่อราษฎร แต่กลับควบม้าประดุจพายุเพลิงไม่สนชีวิตเด็กน้อย พฤติกรรมป่าเถื่อนเช่นนี้ต่างอะไรจากพวกโจรโฉดที่สวมอาภรณ์หรูหรากันเล่า! หากราชสำนักยังเต็มไปด้วยขุนนางที่นิยมเพียงกำลังเข่นฆ่าเช่นนี้ ราษฎรตัวเล็กๆ อย่างพวกเราจะหาความสงบสุขได้จากที่ใด"
ในขณะที่เขากำลังร่ายยาวถึงคัมภีร์ร้อยสำนักด้วยโทสะที่ระอุอยู่ในอก เสียงนุ่มนวลที่เปรียบประดุจน้ำค้างยามเช้าชโลมลงบนกองเพลิงก็ดังขึ้นขัดจังหวะความร้อนรุ่มนั้น
"ชิงเอ๋อร์... เหตุใดจึงเอาถ้อยคำนักปราชญ์มาบริภาษผู้คนด้วยอารมณ์ร้อนรุ่มปานนั้นเล่าลูก" 'ท่านแม่' ที่นั่งคัดเมล็ดข้าวเปลือกอยู่อย่างอดทนใต้ชายคาบ้านเงยหน้าขึ้น แววตาที่เริ่มฝ้าฟางจับจ้องมาที่ลูกชายด้วยกระแสแห่งความเมตตาอันลึกซึ้ง นางค่อยๆ วางมือจากถาดข้าวแล้วเดินกะเผลกเข้ามาหา ก่อนจะวางมือที่หยาบกร้านจากการตรากตรำงานหนักลงบนลำแขนของลูกชายเบาๆ
"แม่รู้ว่าเ้าโกรธแทนชาวบ้าน และแม่ก็ภูมิใจในจิตใจดีงามของเ้า... แต่ร่างกายของเ้านั้นเป็เพียงเนื้อหนังของบัณฑิต มิใช่เหล็กไหลเหมือนพวกยอดคนเ่าั้ วันหน้าหากเกิดเื่เช่นนี้อีก จงนึกถึงแม่และน้องสาวให้มาก อย่าได้เอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อความโกรธเพียงชั่วครู่เลยนะลูก หากเ้าเป็อะไรไป... ลำพังแม่กับหลินเอ๋อร์จะอยู่ได้อย่างไร"
คำพูดที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ซึมลึกเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจลู่ชิง ความแข็งกร้าวในแววตามลายหายไปในทันที เขาก้มหน้าลงซ่อนความรู้สึกผิด พลางกุมมือที่สั่นน้อยๆ ของมารดาไว้แน่น
"ข้าขอโทษครับท่านแม่ ข้าเพียงแต่ทนเห็นคนอ่อนแอถูกรังแกไม่ได้จริงๆ... ต่อไปข้าสัญญา ข้าจะระวังตัวให้มากกว่านี้ จะไม่ทำให้ท่านแม่ต้องใจสั่นและเป็ห่วงอีกแล้วครับ"
เมื่อพายุอารมณ์สงบลง วิถีชีวิตอันเรียบง่ายแต่มั่นคงของลู่ชิงก็ดำเนินต่อไปตามครรลองที่เขาตั้งเป้าไว้ วันเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปหนึ่งเดือนเต็มที่เขาทุ่มเทให้กับการเคี่ยวกรำตนเองอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อเป้าหมายยิ่งใหญ่คือ การสอบจอหงวน
ยามกลางวัน ภายใต้ดวงตะวันที่สาดแสงแผดเผาจนแผ่นหลังไหม้เกรียม ลู่ชิงคือชาวนาผู้ซื่อตรง เขาถกขากางเกงขึ้นเหนือเข่า แบกคันไถไม้จูงเ้าทุยคู่ใจออกลุยไปในผืนนาที่จมลึกด้วยโคลนตมหนืดเหนียว ทุกย่างก้าวที่เขาฝืนพยายามก้าวฝ่าแรงต้านของโคลนเลนคือการบ่มเพาะพละกำลัง่ล่างให้มั่นคงดุจรากไทรพันปี กล้ามเนื้อขาที่เคยลีบเล็กของบัณฑิตเริ่มแน่นกระชับและทรงพลังขึ้นโดยที่เขาเองก็ไม่ได้สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง
ยามเย็น เมื่อตะวันคล้อยต่ำจนขอบฟ้ากลายเป็สีเหลืองทองอำพัน ลู่ชิงจะรีบล้างเนื้อล้างตัวจากคราบโคลน แล้วมานั่งประจันหน้ากับโต๊ะไม้ตัวเล็กที่มีเพียงตะเกียงน้ำมันสลัวๆ เขาตั้งใจอ่าน ตำราเตรียมสอบจอหงวน ทั้งวิชาปกครองประชาราษฎร์ ประวัติศาสตร์ และร้อยกรอง สายตาคมกริบกวาดอ่านทุกตัวอักษรเพื่อเตรียมตัวเข้าสอบใหญ่ที่เมืองหลวง
ระหว่างที่พักสายตาจากการอ่านตำราหลัก เขาจะหยิบคัมภีร์ปกเหลืองที่ซ่อนไว้มาพลิกอ่านบทที่สอง "ไร้พันธนาการ" พลางหวนนึกถึง 'ชายชราลึกลับ' ผู้มอบตำราเล่มนี้ให้ ชายชราท่าทางซอมซ่อที่มีแววตาประหลาดผู้นั้นเคยบอกเขาว่า
"จงฝึกฝนเพื่ออิสระของตนเอง" ลู่ชิงที่มุ่งเน้นแต่เื่วิชาการจึงตีความหมายของชายชราและอักขระเ่าั้ตามประสาบัณฑิตว่า
"อ๋อ... ข้าเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ท่านผู้เฒ่าคงเห็นข้าเป็บัณฑิตขี้โรค เดินเหินไม่คล่องแคล่ว ท่วงท่าพิกลพวกนี้จึงออกแบบมาเพื่อเป็ 'ตำรากายบริหารขา' ขั้นพื้นฐานชัดๆ ดูสิ ต้องบิดเอวแบบนี้ ก้าวเท้าเหลื่อมไปทางนั้น คงไว้เพื่อให้เืลมที่ขาไหลเวียนคล่องตัว เวลาข้าต้องแบกย่ามเดินทางไกลหลายร้อยลี้ไปสอบที่เมืองหลวง ขาจะได้ไม่เป็ตะคริวหรือเดินสะดุดหลุมจนขาแพลงให้เสียเื่ ท่านผู้เฒ่าช่างเป็คนรอบคอบโดยแท้!"
ยามดึก เมื่อหมู่บ้านจมลึกสู่ความเงียบสงัด มีเพียงเสียงหริ่งหรีดเรไรเป็เพื่อนภายใต้แสงจันทร์นวล ลู่ชิงจะแอบออกมาที่ลานดินหลังบ้านเพื่อฝึกฝนท่วงท่าที่เขาเข้าใจว่าเป็ "ท่าออกกำลังขา" อย่างขะมักเขม้นจากเดือนก่อนที่เคยเดินขาขัดกันเองจนหน้าคะมำดินโชว์ ลู่หลิน จนถูกน้องสาวหัวเราะเยาะปานจะขาดใจ บัดนี้สภาพที่ทุลักทุเลและเงอะงะเ่าั้เริ่มจางหายไป ลู่ชิงเริ่มจับจังหวะการบิดตัวและการถ่ายเทน้ำหนักได้อย่างชำนาญอย่างประหลาด
แม้ท่วงท่าของเขาจะยังดูพิลึกพิลั่นประดุจเป็ดที่กำลังเริงระบำบนผิวน้ำ หรือคนเมาที่พยายามเยื้องกรายหลบหลีกสิ่งกีดขวางในเงามืด แต่ความไหลลื่นกลับทวีคูณขึ้นอย่างมหาศาล
ในความมืดสลัว ร่างของเขาไหลลื่นไปตามพื้นดินดุจปลาไหลที่แหวกว่ายในสายน้ำที่เชี่ยวตราก เขาสามารถสไลด์ร่างหลบยอดหญ้าที่พลิ้วไหว หรือบิดเอวหลบกิ่งไผ่ที่โน้มลงมาได้อย่างลื่นไหลราวกับร่างกายไร้ซึ่งกระดูก
"อืม... ท่าบริหารขาแบบนี้เยี่ยมยอดจริงๆ แม้มันจะทำให้ข้าดูเหมือนคนบ้าเต้นระบำไปบ้าง แต่อย่างน้อยตอนนี้กำลังขาข้าก็มั่นคงขึ้นมาก ไม่ต้องห่วงเื่จะล้มหน้าทิ่มหน้าตำให้ใครหัวเราะเยาะอีกแล้วล่ะนะ ข้าพร้อมแล้วสำหรับการเดินทางไกลไปสอบจอหงวน!"
ลู่ชิงปาดเหงื่อที่ปลายคางพลางคลี่ยิ้มพึงพอใจในความพยายามอันแสนสมถะของตนเอง โดยหารู้ไม่ว่า "ท่าออกกำลังขา" ที่เขาแสนภูมิใจนั้น คือวิชาตัวเบาขั้นสูงสุดที่แม้แต่ยอดฝีมือระดับหัวหน้ากองปราบยังต้องหวาดหวั่น!