ร้านมนีสวรรค์ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านที่ปลอดภัยที่สุดร้านหนึ่งเลยทีเดียว เป็นร้านที่มีชุดแต่งกายของหญิงสาวแทบจะทุกแนวให้เลือกแต่งตัว
หลังจากที่จ้าวหลงขึ้นไปชั้นสองเขาเดินตรงไปยังห้องด้านขวาสุดเขาเปิดประตูเขาไปแต่ภาพที่เขาพบเห็นทำให้เขาไม่อาจลื่มไปจนวันตายเลยทีเดียว
ภาพตรงหน้าเป็นหญิงสาวร่างอ้วนแต่งกายด้วยชุดสีดำเงาจำนวนน้อยชิ้น ในมือซ้ายถือแส้หวดไปที่ก้นของชายที่มีร่างกายอ้วน มือขวาถือเทียนหยดไส่รา่งกายชายอ้วนที่อยู่ตรงหน้า ทั้งแส้และเทียน เป็นของอย่างเดียวกันกับที่จ้าวหลงเห็นที่ตู้โชร์ด้านล่างนั้นเอง
ชายร่างอ้วนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าหนังสีดำน้อยชิ้นเช่นกัน เขาไส่หน้ากาก มีเสียงร้องออกมาเมื่อยามโดนหวดด้วยแส้ แต่น้ำเสียงที่ร้องออกมากับเป็นน้ำเสียงที่มีความสุข
จ้าวหลงเข้าใจเดียวนี้เองเมื่อตอนที่เขาเข้ามา พนักงานถามเขาว่า เขามีรสนิยมแบบใหน และยังอาวุธที่ว่าเขาก็เข้าใจเดียวนี้เองว่ามันไม่ใช้อาวุธตามที่เขาเข้าใจเลย
" คุณชาย ยังไม่ถึงคิวท่านกรุณารอด้านนอก ......เดียวนี้แม้แต่คนหนุ่มก็ยังชอบแนวนี้ด้วยรึ "
หญิงสาวร่างอ้วนมองไปทางจ้าวหลง
" ปัง "
จ้าวหลงบัดนี้มีสีหน้าซีดขาวมีเม็ดเหงือไหลลิน สีหน้าเขาเดียวม่วง เดียวเขียว
" ข้าไม่รู้เลยนะนี้ว่าท่าน พี่เฒ่า ก็มีรสนิยมเช่นนี้ด้วย อิอิ ...."
ไม่รู้ว่าเมื่อใดกันที่หนานกงหลัว เดินมาหยุดยืนอยู่ด้านข้างจ้าวหลงพร้อมกับหัวเลาะคิดคักจากการกระทำของจ้าวหลง
" ขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าสถานที่นี้มีไว้เพื่อเช่นนี้ แล้วพนักงานกบอกว่าเจ้าอยู่ห้องขวาสุด "
จ้าวหลงถลึงตาไสหนานกงหลัว ด้วยท่าทางไม่พอใจ
" ออท่านอาจจะเข้าใจผิดไปก็ได้ ขวามือที่ว่าอาจจะเป็นขวามือเมื่อออกจากห้อง"
จ้าวหลง ไม่สนใจจะอยู่ที่นี้นานนักเขาเดินออกไปจากร้านอย่างไว เขาสาบานว่าจะไม่มาเยียบที่นี้อีกภาพที่เขาเห็นคงจะหลอกหลอนเขาไปอีกนานเป็นแน่
จ้าวหลงเดินตรงดิ่งกลับตระกูลหูอย่างว่องไว หนานกงหลัวตามขอโทษเขาตลอดทาง ที่ต้องทำให้เขาไปเจอกับสภาพเช่นนั้น แต่ก็โทษนางไม่ได้ที่จ้าวหลงดันเข้าไปเอง
เมื่อจ้าวหลงแยกจากหนานกงหลัว เขาตรงดิ่งกลับที่พักหวังที่จะไปฝึกกายาด้วยผลไม้วิญญาณอาจจะทำให้เขาลืมเรื่องที่ต้องเจอวันนี้ไปได้ แต่เมื่อเขาไปถึงที่พักกับเจอกับเด็กรับใช้มายืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว
" ท่านคือคุณชาย เฒ่าฮวย ใช้ใหม "
เด็กหนุ่มตัวน้อยแต่งตัวด้วยชุดฝึกหัด น้ำเสียงที่ถามออกไปแสดงถึงความนับถือจ้าวหลงอยู่ไม่น้อยต้องรู้ด้วยว่าเมื่อวานจ้าวหลงได้สร้างเรื่องที่ใหญ่โตไว้ เขาอัญเชิญอสูรขั้นสูงได้ จึงได้ความนิยมอยู่ไม่น้อย
" อืม " จ้าวหลงพยักหน้าหนึ่งครั้ง
." ท่านผู้นำให้ข้ามาเรียกท่านไปพบ ตอนนี้เลย "
เด็กหนุ่มพูดจบก็ไม่ยอมให้จ้าวหลงปฏิเศษ เดินนำเขาไปทันทีเช่นกัน
จ้าวหลงเดินตามไปยังบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง เมื่อถึงด้านหน้าบ้านเด็กหนุ่มส่งจ้าวหลงถึงที่ก็เดินจากไป
" เจ้ามาแล้วรึ เข้ามาข้างในสิ "
มีเสียงที่ทรงพลังดังมาจากภายในตัวบ้านจ้าวหลงเดินเข้าไปภายในบ้าน ภายนจะมีห้องรับรองหนึ่งห้อง มีเก้าอี้ว่างเรียงรายซ้ายและขวาตรงด้านหน้าจะมีเก้าอี้ตัวใหญ่กว่าตัวออื่นหนึ่งตัว
" เจ้าชื่อเฒ่าฮวยสินะ "
หูตงเลย นั่งอยู่เก้าอี้ด้านหน้าสุด
" ใช้ครับข้าน้อยก็คือเฒ่าฮวย ท่านเรียกข้ามาเพื่ออะไรอย่างงั้นรึ" จ้าวหลงมีสีหน้าเรียบนิ่ง
" ก็ไม่มีอะไรมากข้าต้องการจะถามคำถามเจ้าไม่กี่ข้อ "
หูตงเหลยหลี่ตามองไปที่จ้าวหลงพร้อมกับถามสารทุกข์สุขดิบหลังจากเข้ามาอยู่ภายในตระกูลหูแล้วรู้สึกเช่นไร หลังจากนั้นเขาถามขึ้นว่า
"เห็นหูหลงบอกเจ้าความจำเสื่อมอย่างงั้นรึ " หูตงเหลยเพ่งมองไปที่ใบหน้าจ้าวหลง
" ทั้งใช้และไม่ใช้ เดิมที่ข้าความจำเสื่อจริงอย่างที่่ท่านหูหลงเขาใจแต่ข้าเพิ่งจะฟื้นความจำได้บางส่วนเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่ข้าไม่สามารถบอกที่มาของข้าได้ หากท่านคิดว่าข้าคิดไม่ดีกับตระกูลท่านข้ายินดีจะเดินออกไปจากตระกูลท่านได้นะตอนนี้ "
จ้าวหลงตอบไปด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแฝงไว้ด้วยความจริงจังเขาตอบไปตามความจริงเขาไม่มีความคิดเลยที่ว่าตระกูลหูจะคิดร้ายต่อเขาหลังจากที่เขาเข้ามาอาศัยอยู่ที่ตระกูลหูได้ระยะเวลาหนึ่งเขาพบว่าถึงแม้จะมีคนภายในตระกูลออกน้อกลู้นอกทางบ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อยและ หูหลงยังยื่นมือเข้าช้วยเหลือเขาแม่นจะไม่ได้รู้จักกันมาก่อนจ้าวหลงคิดว่าตระกูลหูเป็นตระกูลที่ดีตรกูลหนึ่งเลยทีเดียว
" น้องชายเป็นคนของจักรวรรดิอย่างงั้นรึ "
หูตงเหลยหลี่ตาเล็กมองไปที่จ้าหลง หลังจากจ้าวหลงได้ยินคำว่า จักรวรรดิ หลุดออกมาจากหูตงเหลยจิตสังหารอันเข้มข้น สายตาของจ้าวหลงจากที่มีสีดำสดใสเปลี่ยนไปเป็นสีฟ้าสด แต่เหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เดียว
แต่แค่เพียงชั่วครู่เดียวนีเองก็ทำให้หูตงเหลยถึงขนาดตกใจมีเม็ดเหงือไหลลินออกมาได้จากจิตสังหารที่เข็มข้นที่จ้าวหลง ปล่อยออกมาถึงขนาดทำให้หูตงเหลยหายใจติดขัดได้เลยทีเดียว
บัดนี้หูตงเหลยกับ มีสายตาที่ออนโยนลงเหมือนผู้ใหญ่เห็นญาติสนิทของตนที่ไม่ได้พบกันมานาน
" เอาเถอะน้องชายไม่อยากพูดข้าก็จะไม่ซักไซ้อะไรอีก เจ้าอยู่ที่นี้ก็คิดซะว่าที่นี้ก็ไม่ต่างจากบ้านของเจ้า "
" ว่าแต่น้องชายสนใจจะฟังเรื่องเล่าคู่รักใหม่ ข้ามีตำนานอยู่หนึ่งเรื่อง "
จ้าวหลงมองไปยังหูตงเหลย หูตงเหลยเริ่มเล่าเรื่องราว
เมื่อครั้งในอดีต มีตระกูลอยู่ตระกูลหนึ่งเป็นตระกูลขนาดกลาง มีอาชีพข้าขายตระกูลนี้มีชื่อเรียกว่าตระกูลจู อยู่มาวันหนึ่งผู้นำตระกูลนามว่า จูไห่เฟิง ได้ให้กำเนิดบุตรชายมีชื่อว่า จูเจียเผิง บุตรชายผู้นี้มีความฉลาดหลักแหลม เชียวชานในวรยุทธ ผู้นำตระกูลจึงส่งเข้าไปเรียนที่เมืองหลวง ของจักรวรรดิ แต่ถ้าว่าในชั้นปีที่ จูเจียเผิง เข้าเรียนก็มีชายหนุ่มรูปงามอีกคนหนึ่งเข้าเรียนด้วยเช่นกันมีนามว่า หม่าเหยาเฉินหม่าเหยาเฉินผู้นี้มีจิตใจที่โหดเหี้ยมอำมหิตเป็นอันมาก เขาสร้างคดีไว้มากมายแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะลงโทษเขาเพราะอำนาจที่หนุนหลัง ของหม่าเหยาเฉินไม่ธรรมดา อีกทั้งวรยุทธของหม่าเหยาเฉินก็จัดอยู่ในกลุ่มแนวหน้าของชั้นปีและ หม่าเหยาเฉินยังมีองคลักษณ์ฝีมือดี ที่ถูกส่งตามาจากบิดาอีกนับสิบคนคอยติดตามเขาตลอดเวลาการจะเข้าถึงตัวเป็นไปได้ยาก
ด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ของหม่าเหยาเฉินจึงไม่เห็น จูเจียเผิงอยู่ในสายตา
แต่เรื่องก็เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ จูเจียเผิงอยู่ชั้นปีที่สอง กับมีหญิงสาวนามว่า หลิวฟางอิ่ง ย้ายมาเรียนในปีนั้นหลิวฟางอิ่ง เป็นหญิงสาวที่สวยขนาดทำให้เหลาเทพบนสรวงสวรรค์ยังต้องยอมสยบ นางฟ้าทั้หลายยังต้องลีกทางให้ นางเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทุกคนในโรงเรียนเลยก็ว่าได้ไม่เว้นแม้แต่ หม่าเหยาเฉิน
แต่ด้วยที่ หลิวฟางอิ่ง มีบุคลิกที่เย็นชาดุจน้ำแข็งใต้ทะเลลึก จึงทำให้ไม่มีชายใดได้เข้าไกล้นางและนางยังได้เป็นศิษย์เอกของอาจารย์ผู้อาวุโสท่านหนึ่งในโรงเรียนอีกด้วย แต่ด้วยเหตุการณ์ บางอย่างทำให้ทั้ง นางและจูเจียเผิง ได้ใกล้ชิดกัน เมื่อหญิงชายใกล้ชิดกันจึงเกิดเป็นความรักของทั้งสองขึ้น
หลังจากนั้นทั้งสองจึงได้จัดงานหมั่นหมายขึ้น แต่หลังจากนั้นไม่นานได้เกิดเรื่องที่เศร้าสลดขึ้น หม่าเหยาเฉินได้ใช้แผ่นการฉุดคร่า นำตัวหลิวฟางอิ่ง เข้าไปในป่าลึกหมายจะย่ำยี่นาง แต่จูเจียเผิงตามไปช้วยได่ทันจึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น แต่ระหว่างที่เกิดการต่อสู้อยู่นั้น จูเจียเผิงเพียงคนเดียวต้องสู้กับองคลักษณ์ฝีมือดี ทำให้เสียเปรียบเป็นอย่างมาก จูเจียเผิงได้รับบาดเจ็บ หม่าเหยาเฉินฉวยโอกาศจะย่ำยี่นางต่อหน้า จูเจียเผิง
หลิวฟางอิ่งไม่ต้องการที่จะโดนย่ำยี่และไม่อย่ากให้ผู้ชายที่ตนรักต้องมาตายที่นี้ นางชิ่งลงมือดับชีวิตตนเองจูเจียเผิงเห็นเข้าจึงระเบิดพลังใช้วิชาต้องห้าม ของโงเรียนแต่ด้วยตัวคนเดียว วรยุทธตำกว่าองคลักษณ์ฝีมือดีหลายช้วงชั้นทำให้เสียเปรียบและในที่สุด เขาสู้ไม่ไว้และกำลังจะโดนปลิดชีพแต่ ในตอนนั้นก็มียอดยุทธหญิงผ่านมาพอดี เห็นเหตุการที่จูเจียเผิงกำลังจะโดนปลดชีพจึงยื่นมือเข้าช้วย และเมื่อยอดยุทธหญิงเห็นสภาพโดยลอบก็เข้าใจสิ่งที่เกิดได้ทันที นางเดือดแค้นเป็นอันมาก นางปลิดชีพเหลาองคลักษณ์
และยังตัดหัวของเจ้าชั่วช้า หม่าเหย่าเฉินนั้นด้วยถึงแม้ หม่าเหยาเฉินจะร้องขอชีวิต หรือบอกที่มาของตนนางก็ไม่ส่นใจตัดคอของเจ้าชั่วนั้นทันที หลังจากนั้นนางต้องการจะช้วยชีวิตของจูเจียเผิง แต่ถ้าว่าจูเจียเผิงปฏิเศษที่จะมีชีวิตอยู่ ผู้หญิงอันเป็นที่รักต้องสิ้นชีพไปและตนเองยังต้องสูญเสียวรยุทธไปด้วยผลจากใช้วิชาต้องห้าม จูเจียเผิงจึงขอตายเสียดีกว่าที่จะอยู่
ยอดยุทธหญิงซึ่งในความรักของจูเจียเผิงจึงฝังร่างของทั้งสองไว้ที่หน้าผ่าด้วยที่ว่า ยอดยุทธหญิงนางไม่รู้ชื่อของชายหนุ่มและหญิงสาวคู่นี้ จึ้งสลักตัวหนังสือไว้ที่ใต้หน้าผาว่า
" ชาตินี้ไรบุญวาศหนา ชาติหน้าขอเคียงคู่ทุกชาติภพ"
และนางยั่งสลักตั้งชื่อผานี้ให้เป็นเกียจแก่ทั้งคุ้อีกว่า " ผ่าคู้รัก "
เมื่อหม่าเหยาเฉิน จูเจียเผิง หลิวฟางอิ่ง หายตัวไป ทางโรงเรียนได้ระดมคนออกหาตัวไปทั่วเมือง
ข่าวการหายตัวปของหม่าเหยาเฉิน รู้ไปถึงอ๋องหมาตี๋ อ๋องหม่าตี้ นำกองกำลังส่วนตัวพร้อมผู้ติดตามเกือบสองร้อยคนบุกมายังโรงเรียน ออกตามหาตัวบุตรชายไปทั่วจนได้รู้จากข่าวคนสนิทที่เป็นหนึ่งในคนที่ตนส่งมาดูแลบุตรชาย และเรื่องที่ลูกชายตนกระทำ
การวางแผนฉุด หลิวฟางอิ่ง เรื่องการหายตัวไปของบุตรชายตนต้องเกียวกับตระกูลจูเป็นแน่สั่งให้คนของตนออกค้นหาแทบผลิกผืนป่า
ผลของการค้นหาเจอเข้ากับหลุมศพที่เพิ่งจะสร้างขึ้นใหม่ๆเขาสั่งให้คนของตนขุดหลุมศพโดยไม่ฟังการคัดค้านจากคนรอบข้าง เมื่อหลุมศพถูกเปิดพบศพสองศพคือจูเจียเผิง กับ หลิวฟางอิ่ง
อ๋องหม่าตี้ยังค้นหาต่ออยู่อีกหลายวันจนไปพบเข้ากับ ร่างกายที่ไร่วิญญาณของบุตรชายความโกรธแค้นของหม่าเหยาเฉิน ไม่ได้ลดลงเลยเขามั่นใจว่าเรื่องการตายของบุตรชายตนจะต้องมีกับตระกูลจูอยู่เบื้องหลัง
เขานำกำลังคนทั้งหมดตรงไปยังตระกูลจูหมายจะฆ้าล้างตระกูลให้สิ้นไปให้สมกับความแค้นของตนที่สูญเสีบลูกชายไป การกระทำในป่าของอ๋องหม่าตี้อยู่ในสายตาของยอดยุทธหญิงทั้งหมด
บนยอดอเขาบนต้นไม้ต้นหนึ่ง ยอดยุทธหญิง ไส่ชุดด้วยสีดำที่กลางหลังจะมีรูปผีเสื้อสยายปีกบิน มองดูการกระทำของอ๋องหม่าตี้ตลอดเวลา
" บิดาเลวอย่างไรลูกชายก็เลวอย่างนั้น....หน้าสงสารบ้านเมืองที่ต้องมีอ๋องเช่นนี้ " นางมองจากระยะไกลพร้อมส่ายหน้าด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยถึงชะตากรรมตระกูลจู