บทที่ 28
แหกกฎในตำรา
“เ้าสองคนอยากจะไปหาดวงเดือนกับดวงดาวใช่ไหมล่ะ? วันนี้ปราณคงจะฝึกอยู่ที่นี่แหละเดี๋ยวข้าให้คนรถไปส่งเ้าแล้วกัน”
“แหะๆๆๆ...ขอบคุณครับท่านอาจารย์วรรณ!!”
แสง-ขรรค์ตอบแทบจะพร้อมกันอาจารย์วรรณกวักมือเรียกให้ทหารเวรเข้ามาหาแล้วออกคำสั่งให้ไปเรียกพลรถม้า
“ให้เกียรติน้องเขาด้วยล่ะ อย่าเพิ่งทำอะไรไม่งามนะจ๊ะ พ่อหนุ่มแฝด!”
ทั้งสองพยักหน้าและกล่าวขอบคุณอีกครั้งก่อนที่จะเดินไปด้านหน้าประตูใหญ่
**********
ท่านเสนาภาคย์ได้รับข่าวเกี่ยวกับสมุหเสนาแก่นนครว่าเป็ลูกเขยของตระกูลโชติชัชวาลผู้ที่ถือครองสัมปทานการขนส่งกึ่งหนึ่งของอาณาจักรซึ่งมีความเกี่ยวพันกับสกุลมัจฉาชาติอยู่ไม่น้อยเพราะเป็กิจการที่ต่างพึ่งพาอาศัยกันด้วยดีเสมอมา
ทำให้ท่านเสนาจำต้องคิดให้รอบคอบก่อนที่จะลงมือทำอะไรลงไปเพราะหมายถึงกิจการทางฝ่ายของแม่นายอัมพุชาอาจจะกระทบกระเทือนไปด้วย
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการลอบสังหารปราณและครุยุทธ์แสง-ขรรค์เป็ฝีมือของสกุลโชติชัชวาลย์เป็แน่ โชคดีที่ปราณเจอกับเธียรธวัชเสียก่อนมิเช่นนั้นแล้วการเดินทางต่อเรืออาจจะไม่มีเด็กน้อยชื่อปราณอีกต่อไป!”
“เราไม่มีหลักฐานอะไรที่จะเอาผิดพวกเขาได้ ยังไงคงต้องระมัดระวังให้ดีขึ้น”
“ใช่แล้ว ยิ่งตอนนี้คนของเราบอกว่าข่าวที่ปราณกับแสง-ขรรค์เดินทางมาถึงอโยดาแพร่กระจายไปทั่วกลุ่มขนส่งแทบทั้งเมืองแล้วแต่ทางนั้นอาจจะยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วปราณไม่ได้เป็เด็กสามัญชนแบบที่คนพวกนั้นเข้าใจและคงยังไม่รู้ว่าพวกเราสนับสนุนปราณ”
“ที่จริงเื่พวกนี้เป็เื่ส่วนตัวของคนแค่คนเดียวแต่เพราะหลงใหลในอำนาจ จึงคิดจะสังหารคนที่ตนเองไม่ชอบหน้าให้ตายตกตามๆ กันข้าหวังว่าท่านพี่ของข้า คงจะไม่ทำเช่นนั้น เพราะถ้าเป็เช่นนั้นจริงข้าก็คงต้องไม่มีหน้าไปพบใครต่อใครแน่!”
“เ้าวางใจเถอะสกุลของข้าประพฤติปฏิบัติดีมีความซื่อสัตย์ต่ออาณาจักรจนทุกคนล้วนให้ความเคารพนับถือข้าจะไม่มีทางให้เื่แบบนี้เข้ามารบกวนและทำให้เสื่อมเสียทั้งสองวงศ์สกุลของเรา”
เสนาภาคย์ขยับเข้าไปโอบกอดภรรยาด้วยความรักอย่างสุดประมาณแม้ทั้งสองจะยังไม่มีลูก แต่ก็ดูแลสองแฝดสาวเฉกเช่นลูกสาวสาวแท้ๆ
ดวงเดือนและดวงดาวเป็ลูกสาวฝาแฝดของ “ปิ่นมณี โยธาทิพย์”พ่อของเธอเสียชีวิตไปั้แ่ทั้งคู่ยังเพิ่งคลอดได้ไม่กี่เดือนเด็กแฝดทั้งสองต้องอยู่กับแม่เพียงลำพังในหมู่บ้านเล็กๆ ของเมืองอโยดา
ครั้งหนึ่งเมื่อท่านสมุหเสนาภาคย์(ในขณะนั้น) ได้เดินตรวจตราในเมือง พบกับเด็กแฝดทั้งคู่รู้สึกถูกชะตาเพราะตัวเองกับอัมพุชายังไม่มีลูก จึงขอรับมาเป็บุตรบุญธรรมและส่งเสียให้เรียนเป็ที่โชคดียิ่งนักที่แฝดสาวทั้งสองมีพลังฌานยุทธ์จึงได้เข้าเรียนในโรงเรียนมหรรณพาลัย
“ข้าว่าท่านพี่เก็บเื่นี้ไว้ปรึกษากับท่านปรมาจารย์ก่อน น่าจะดีกว่าท่านปรมาจารย์บุญ อาจจะยังไม่รู้ว่าสมุหเสนาแก่นนครเกี่ยวดองกับสกุลโชติชัชวาลเขาถึงกล้าทำเื่ชั่วช้าได้ถึงเพียงนี้”
ท่านเสนาภาคย์พยักหน้าแต่ในใจร้อนรน เขาเองอยากจะจัดการเื่นี้ให้เสร็จสิ้นไวๆ แม้จะไม่ใช่เื่ของเขาก็จริงแต่ในขณะนี้ ปราณก็เปรียบเสมือนเป็ญาติของสกุลฤชากร-มัจฉาชาติไปแล้ว
ทั้งสองจัดเตรียมจะเดินทางไปยังบ้านโอฬารปฐีพร้อมกับเธียรธวัชก็บังเอิญกับที่ครุยุทธ์แฝดเดินทางมาถึง ซึ่งก็รู้ว่าชายหนุ่มทั้งคู่มาด้วยเหตุใดจึงให้แม่บ้านเรียกตัวแฝดสาวให้ออกมาหน้าเรือน
ครุยุทธ์แฝดกล่าวทักทายเ้าของบ้านตามมารยาทแม่นายอัมพุชาให้ทั้งคู่นั่งรอสักพัก
เพียงไม่กี่นาทีหญิงแฝดก็ปรากฎกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สีสันสดใส แฝดผู้พี่ดวงเดือนเธอสวมกางเกงขาสั้นคลุมด้วยชุดยาวคอลึกแขนยาวสีส้มอ่อน ส่วนดวงดาวเธอสวมชุดแบบเดียวกันแต่เป็เสื้อคลุมสีม่วงอ่อนเมื่อแฝดสาวเห็นแฝดหนุ่มก็กล่าวทักทายด้วยอาการเขินอาย
“เ้าสองคนนี่...อย่าจ้องน้องแบบนั้นสิ ทำอย่างกับไม่เคยเห็นผู้หญิงมาก่อนฮ่าๆๆๆ”
ท่านเสนาเห็นท่าทางเขินอายของแฝดชาย-หญิงก็หัวเราะ แม่นายอัมพุชาก็อมยิ้มชื่นใจ
“ก็ข้าสองคนไม่เคยเห็นสาวแฝดที่สวยเช่นนี้มาก่อนนะสิครับ...อ้า!!!”
“เอาล่ะๆไม่ต้องมาปากหวาน...ยังไงก็ต้องฝากเ้าที่แข็งแรงกว่าช่วยดูแลน้องด้วยแล้วนะอ้อ...เห็นเรียบร้อยแบบนี้ทั้งคู่เป็นักฌานยุทธ์นะ...”
ท่านเสนาโบกมือแล้วหันมองแฝดสาว ที่ยืนบิดไปมาด้วยความเขินอาย ใบหน้าที่ขาวสวยมีเืฝาดจนเห็นได้ชัด
“ดวงเดือนและดวงดาว อยู่ขั้นลหุยุทธ์ ระดับ 14พรุ่งนี้ก็เปิดภาคเรียนแล้ว เรียนอยู่ที่มหรรณพาลัย ชั้นปีสอง ถ้าปราณได้เข้าเรียนก็อาจจะได้เจอสองคนนี่แหละ...ว่าแต่วันนี้มากันแต่เช้า จะชวนสองสาวไปไหนกันหรือ?”
แม่นายอัมพุชาแนะนำแฝดสาวทำเอาครุยุทธ์แฝดอ้าปากค้างด้วยความไม่เชื่อ แต่อีกใจก็ยินดีปรีดาเป็อย่างยิ่งที่แฝดสาวเป็นักฌานยุทธ์ด้วย
“ข้าสองก็ว่าจะชวนไปเดินเล่นในตลาดกันเสียหน่อยครับ และก็จะได้ถือโอกาสทำความรู้จักกันให้มากขึ้นด้วย...แม่นายกับท่านเสนาวางใจได้ครับเราสองคนจะดูแลความปลอดภัยให้กับทั้งคู่เป็อย่างดีเลยครับ”
แสงบอกด้วยเสียงหนักแน่นมั่นคงและโค้งศีรษะให้เล็กน้อยเพื่อเป็การขออนุญาตในเชิง ขรรค์พยักหน้าแล้วก็โค้งศีรษะตาม
“ฮ่าๆๆๆ ดีมาก ชัดเจนดี ข้าชอบ เป็ผู้ชายจะทำอะไรต้องชัดเจน...เอาล่ะ!ข้าอนุญาต แล้วก็อย่ากลับจนโพล้เพล้เกินไปนัก เดี๋ยวข้า แม่นายและเธียรจะออกไปหาท่านปรมาจารย์บุญ อาจจะกลับเย็นๆ”
เธียรธวัชเดินออกมาพอดีกล่าวทักทายกับครุยุทธ์แฝด พลางถามถึงปราณ เมื่อสบโอกาสเช่นนี้ทั้งคู่จึงเล่าเหตุการณ์ประลองเมื่อ่เช้าให้คนทั้งหมดได้ฟังทุกคนอึ้งกับสิ่งที่ได้ยินต่างไม่คิดว่าปราณจะมีความสามารถที่เกินคาดเดาถึงขนาดนี้
แน่นอนว่าการเอาชนะขั้นลหุยุทธ์คงไม่ใช่เื่น่าประหลาดใจเพราะขนาดครุยุทธ์ที่หมายเอาชีวิต ปราณยังสยบได้ไม่ยากเย็น
แต่สิ่งที่ทำให้ต้องประหลาดใจนั่นคือวิธีการหลอมรวมออร่าของศัตรูมาเป็พลังของตัวเองและใช้ย้อนคืนกลับไปหาศัตรูได้ซึ่งผู้ที่ทำแบบนี้ต้องมีพลังฌานที่กล้าแข็ง สมาธิที่มั่นคงและที่สำคัญไม่ใช่ว่านักฌานยุทธ์จะทำได้ทุกคน!
“ผ่านไปแค่วันเดียว ปราณสามารถออกแบบการต่อสู้ได้ด้วยตนเองเชียวหรือ?ไม่น่าเชื่อ...เด็กคนนี้ยังมีอะไรที่พวกเรายังไม่รู้อีกไหมเนี่ย?”
ท่านเสนาพยักหน้าด้วยความทึ่งของอัจฉริยะผู้มากพร์อายุน้อย
**********
บ้านสกุลโอฬารปฐีเริ่มฝึกยุทธ์ หลังจากที่การประลองยุทธ์ของปราณและวิทยาเสร็จสิ้นลงดูท่าบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมด จะตั้งใจฝึกมากเป็พิเศษจนทำให้ปรมาจารย์บุญทึ่งกับความใส่ใจของลูกศิษย์
‘ปราณเอ๋ย! แค่เ้าปรากฏตัววันแรกก็ทำให้บรรดาลูกศิษย์ของพ่อตั้งใจฝึกอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนแววตาของทุกคนมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังมากกว่าก่อน อาจจะเพราะที่ผ่านมาต่างทระนงตนว่าเก่งกว่าใครๆ แต่พอได้เห็นฝีมือของเ้าก็คงต้องเปลี่ยนความคิดกันหมด’
ในขณะที่ตอนนี้ปราณกำลังฝึกอาณาปานสติในขั้นที่ ๑-๒ เพื่อพัฒนาพลังฌานให้กลับมาเต็มเปี่ยมดังเดิมสองครั้งที่เขาได้ประลองฝีมือผ่านมา ปราณเริ่มรู้สึกว่าเขาเหนื่อยน้อยลงสามารถควบคุมพลังฌานและสมาธิให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืนมากขึ้นการหายใจเข้า-ออกที่ลึกและยาวนานขึ้น
แสดงให้เห็นถึงพละกำลังภายในและความแข็งแรงของปอดที่มากขึ้นตามลำดับเขาค่อยๆ ลืมตา เมื่อรู้สึกว่ากำลังวังชากลับมาเต็มเปี่ยมดังเดิมแล้วลุกขึ้นเดินไปหาท่านพ่อ
“ข้าจะสอนกระบวนท่าแรก อินทรีทะยาน ท่านี้ถือเป็ท่าหมัดพื้นฐานของสกุลเราเ้าต้องฝึกให้คล่องแคล่วเปี่ยมด้วยพลังการปล่อยพลังที่รวดเร็วและมีอานุภาพได้นั้น ต้องมีพลังฌานที่แข็งแกร่งซึ่งพ่อเชื่อว่าเ้าสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก และท่านี้ยังสามารถพัฒนาการปล่อยพลังหมัดในรูปแบบอื่นๆได้อย่างไร้ขีดจำกัด”
ท่านพ่อยืนในท่ากางขาย่อเข่าเล็กน้อยหงายหมัดทั้งสองประชิดข้างลำตัวจากนั้นออกหมัดไปเบื้องหน้าโดยการหมุนข้อมือให้หมัดคว่ำลงอย่างรวดเร็ว ทำทีละข้างโดยรักษาระดับหมัดไม่ให้สูงกว่าระดับอก
ปราณทำตามอย่างช้าๆซึ่งท่านพ่อได้สอนให้รู้ถึงวิธีการออกหมัดที่ถูกต้องโดยยังไม่ต้องใช้พลังฌานกับสมาธิ อาศัยเพียงการเคลื่อนไหวโดยใช้ท่วงท่าให้เกิดความสัมพันธ์และคุ้นชินเสียก่อน
หลังจากที่ท่านพ่อเริ่มเห็นว่าปราณมีความคล่องแคล่วมากขึ้นจึงได้แนะนำขั้นตอนต่อไป
“คราวนี้ให้เ้าใช้พลังจากกำลังขาที่ยืนให้รู้สึกว่ากำลังควบคุมก้อนพลังจากขาทั้งสองข้างได้เคลื่อนที่มาตามร่างกายแล้วมาสุดที่หมัดทั้งซ้ายและขวาจากนั้นเ้าจึงค่อยปล่อยออกไป”
ปราณเริ่มทำตามขั้นตอนที่สองเขารู้สึกว่าหมัดที่ปล่อยออกไปในตอนนี้ มีความรวดเร็วและไม่เมื่อยเกร็งเหมือนตอนแรก
“รู้สึกถึงความแตกต่างไหม?...การปล่อยพลังหมัดให้รุนแรงและถูกต้องเคล็ดวิชาของกระบวนท่านี้อยู่ที่การนำพลังทั้งหมดจากพื้นดินผ่านสู่เท้าทั้งสองข้างของเ้าแล้วรวบรวมพลังจากเท้าค่อยๆ เคลื่อนที่มาสู่สะโพกส่งผ่านมาที่หัวไหล่ไหลต่อมาที่หมัด แล้วปล่อยออกไปเ้าจะเห็นว่าอย่าชัดเจนว่าหมัดที่ปล่อยออกมานั้น มีความรวดเร็วกว่าตอนแรกวิธีการฝึกแบบนี้เรียกว่าปฏิสัมพันธ์จากพื้น ทุกหมัดที่ปล่อยออกไปต้องให้รู้สึกว่าพื้นดินเป็กำลังหลักในการส่งพลังหมัด”
ปราณค่อยๆทำตามช้าๆ แล้วปล่อยหมัดออกมา ใบหน้าเด็กน้อยปรากฎรอยยิ้มเขารู้สึกว่าการปล่อยหมัดด้วยวิธีนี้ มีความรวดเร็วขึ้นมากอีกทั้งยังหมัดยังมีน้ำหนักกว่ากว่าการปล่อยพลังออกจากหมัดโดยตรงเสียอีก
‘ไม่น่าเชื่อว่าวิธีการนี้ จะทำให้หมัดที่เบาๆ เมื่อครู่มีน้ำหนักขึ้นมาทันที ข้าสามารถกำหมัดได้แน่นขึ้น พุ่งได้เร็วและรุนแรงขึ้นถ้าข้าฝึกแบบนี้ให้คล่องแคล่วพลังหมัดจะต้องมีพละกำลังเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าทีเดียว’
“ตั้งใจฝึกท่านี้ให้คล่องแคล่วเสียก่อนแล้วข้าจะจึงจะสอนให้เ้าใช้พลังฌาน”
ปราณพยักหน้าแล้วฝีกต่อด้วยความตั้งใจ เขาลงมือทำท่านี้ซ้ำๆ จนเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าหลังจากยืนอยู่ในท่าเดิมนานๆ และปล่อยหมัดจนคล่องแล้ว
เขารู้สึกเมื่อยจึงค่อยๆ สืบเท้าให้เป็จังหวะ แต่ยังไม่ลืมที่จะใช้วิธีปฏิสัมพันธ์จากพื้นในทุกๆก้าว ปราณขยับสืบเท้าทั้งสองข้างเป็วงกลม จากช้าๆ ก็ค่อยๆเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายทุกส่วนทำงานสอดประสานกันเป็อย่างดี
แต่ละหมัดที่ปล่อยออกมาแม้จะยังไม่มีพลังฌานแต่ก็แสดงให้เห็นการปลดปล่อยพลังกายที่เต็มเปี่ยมด้วยความเข้าใจในการฝึกฝนซ้ำๆในท่าเดิมๆ
เพราะการฝึกฝนทุกอย่างย่อมต้องใช้ความอดทนในการเรียนรู้และเข้าใจ ปราณได้ฝึกความอดทนของจิตใจมาเป็แรมปี
จากฉายาไอ้ขี้แพ้ทำให้การฝึกฝนในตอนนี้ กลายเป็ความขยันและความสนุก โดยที่เขาไม่รู้ตัวและไม่รู้สึกเบื่อ มีรอยยิ้มในทุกหมัดที่ปล่อยออกไปจนได้ยินเสียงหมัดปะทะลมดังวิ๊วๆ
บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายต่างหันมองเด็กน้อยด้วยความทึ่ง พวกเขาต่างเหน็ดเหนื่อย แต่ปราณกลับมีความสนุกและยังไม่แสดงท่าทีความเหน็ดเหนื่อยให้เห็น
หนำซ้ำยังสามารถขยับเท้าเคลื่อนที่สัมพันธ์กันได้เป็อย่างดีซึ่งพวกเขาต่างขมวดคิ้วกัน เพราะไม่เคยเห็นท่วงท่าแบบนี้มาก่อนเพราะการซ้อมพลังหมัดอินทรีทะยานจะยืนนิ่งๆ ไม่เคลื่อนที่แล้วฝึกปล่อยพลังหมัดอย่างต่อเนื่อง...
ท่านพ่อขมวดคิ้วใบหน้าเคร่งเครียดที่เห็นว่าลูกชายปรับเปลี่ยนวิธีซ้อม มิได้ทำตามที่ตนได้บอกซึ่งไม่เคยมีวิธีการเช่นนี้ไว้ในตำราของสกุล
“ปราณ!!!เ้าทำอะไรน่ะ...หยุดซ้อมเดี๋ยวนี้! แล้วมาหาข้า”