แสงฤดูใบไม้ผลิในลานของที่ว่าการอำเภอนั้นสว่างกำลังดีจิตใจของเหมยเซียวเหรินยิ่งสว่างกว่า นางกำลังอ่านบันทึกปราบโจรที่เยี่ยจือเขียนให้นางในมืออย่างละเอียดถึงอย่างไรนี่ก็เป็สิ่งที่ต้องส่งให้ที่ว่าการจังหวัด ไม่อาจละเลยได้
นางอ่านไปแล้วสองสามรอบนอกจากความพึงพอใจแล้วก็คือพึงพอใจ หากพี่เยี่ยจัดการนางก็วางใจ รายงานราชการฉบับนี้นับเป็จดหมายขอความดีความชอบที่เขียนได้ดียิ่ง
เยี่ยจือเดินมาจากด้านหน้าพูดว่า “ใต้เท้า ที่ว่าการจังหวัดส่งจดหมายมาขอรับ”
เหมยเซียวเหรินรับมาอ่านมิอาจห้ามสีหน้าตื่นใได้
“บนนั้นเขียนว่าอย่างไรหรือ”
“เดือนหน้าใต้เท้าผู้ว่าการจังหวัดจะมาเยี่ยมอำเภอแถวเสวียนหนาน” เหมยเซียวเหรินพับเก็บจดหมายแจ้งถอนหายใจ “ไม่ง่ายเลยที่ผู้าุโจะมา”
“ไม่ว่ารายงานทางการจะเขียนได้ดีแค่ไหนก็ไม่สู้ใต้เท้าผู้ว่าการจังหวัดมาด้วยตัวเองสักรอบหลายอำเภอของเสวียนหนาน มีเพียงอำเภอชิวสุ่ยอำเภอเดียวที่เงียบสงบ ใต้เท้าผู้ว่าการจังหวัดต้องรับรู้ได้ถึงยากลำบากและทุ่มเทของใต้เท้าแน่นอน” เยี่ยจือหัวเราะกุมมือคารวะ “ยินดีกับใต้เท้าด้วยขอรับ”
ผู้ว่าการจังหวัดจะมาคนในที่ว่าการอำเภอทุกคนล้วนตอบสนองอย่างกระตือรือร้น แต่กลับมีคนที่สุขและคนที่ทุกข์
่กลางคืนเหมยเซียวเหรินถือตะเกียงเทียน อีกมือถือสมุดบันทึกความดีความชอบของตนไว้นั่งคิดเงียบๆ อยู่ด้านหน้าหน้าต่าง ในใจรู้สึกยินดี เป็ดั่งที่เยี่ยจือพูดไว้ ต่อให้รายงานประจำวันของนางจะเขียนได้ดีเพียงใดก็ไม่สู้ผู้ว่าจังหวัดมาดูด้วยตนเองว่านางดูแลจัดการอำเภอชิวสุ่ยอย่างไร
สำหรับนางแล้วนี่เป็โอกาสอันยิ่งใหญ่หากทุกอย่างผ่านไปด้วยดีก็จะเป็โอกาสที่จะได้ออกไปจากอำเภอ นางย่อมยินดีอย่างแน่นอน
อีกด้านของประตูที่ว่าการกลับมีกลุ่มคนใช้สุราคลายความทุกข์
เหมยเซียวเหรินออกคำสั่งต้อนรับการมาเยือนของผู้ว่าการจังหวัดเหล่ามือปราบเริ่มไล่ตรวจตราตามสถานที่ต่างๆ ดูแลความสงบภายในตัวเมือง
ค่ำคืนนี้เหล่ามือปราบกับเ้าหน้าที่แห่งฝ่ายทั้งหก[1]ต่างไม่รีบร้อนกลับบ้าน ร่วมร่ำสุราจนหัวราน้ำด้วยกัน
คำพูดยินดีของเยี่ยจือ่กลางวันนั้นพวกเขาที่อยู่ตรงนั้นก็รู้ชัดแจ้งแก่ใจ
“หัวหน้า ใต้เท้าจะได้เลื่อนตำแหน่งแล้วหรือ”
โจวหู่ยกสุราขึ้นกรอกใส่ท้องหลังจากดื่มจนหมดก็เช็ดปาก พูดเสียงเย็นว่า “ใต้เท้าได้เลื่อนตำแหน่งเป็ข่าวดี แล้วดูท่าทางหมดอาลัยตายอยากของพวกเ้าสิ!”
“แต่หากใต้เท้าไปแล้ว ใต้เท้าคนใหม่จะดีต่อพวกเราเช่นนี้หรือ”
“เงินที่รักษาแม่ของข้าก็เป็ใต้เท้าที่มอบให้ ข้ายังไม่ได้จ่ายคืนเลย…”
“เมื่อสองวันก่อนใต้เท้าใช้หนี้พนันแทนข้าจนหมด ข้าคิดจะเป็ม้าเป็วัวรับใช้ให้ใต้เท้าไปตลอดชีวิต”
“ลูกของข้าสามารถเข้าเรียนที่สำนักศึกษาของอำเภอได้ ก็ต้องขอบคุณใต้เท้า…”
คำพูดของทุกคนได้ยินไปถึงสุดระเบียงทางเดิน เหมยเซียวเหรินเมื่อได้ยินก็หยุดฝีเท้า ถือพัดไว้ หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน
ต่อให้ปีติยินดีมากเพียงใดก็ไม่อาจเปรียบได้กับคำพูดอาลัยอาวรณ์ของเหล่าพี่น้อง
“เป้าหมายของใต้เท้าอยู่ที่จวนว่าการจังหวัด มิสมควรต้องกังวล” เยี่ยจือที่อยู่ด้านหลังพูดเกลี้ยกล่อม
เหมยเซียวเหรินหันมองกลับไป “พี่เยี่ย ท่านจะไม่ถามหน่อยหรือว่าทำไมข้าถึงอยากไปเสวียนโจว”
“ผู้ที่อยู่ในเส้นทางแห่งขุนนางจะพึงพอใจกับแค่สิ่งที่มีอยู่ได้หรือ หากเป็ข้าก็ไม่พึงพอใจที่จะเป็เพียงแค่นายอำเภอคนหนึ่ง”
เหมยเซียวเหรินหลุบตาลงรอยยิ้มจืดจาง ปลากับอุ้งตีนหมีไม่อาจได้มาง่ายๆ[2] นางมีความปรารถนา จำต้องลาจาก โลกนี้ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา
“ไม่ว่าใต้เท้าจะไปยังที่ใด เยี่ยจือจะติดตามใต้เท้าไป”
เหมยเซียวเหรินได้ฟังคำพูดนี้หัวใจคล้ายกับแช่อยู่ในน้ำอุ่น ทอดถอนใจที่พี่เยี่ยสหายผู้นี้ไม่ได้คบหากันอย่างเปล่าประโยชน์
เหล่าโจรที่จับกลับมาได้เมื่อคราวก่อนนั้นยังถูกขังอยู่ในคุกใหญ่สิ้นเปลืองอาหารของนางเหมยเซียวเหรินที่จัดการเื่การต้อนรับผู้ว่าจังหวัดเสร็จแล้ว จึงฉวยโอกาสที่ว่างเรียกสองหัวหน้าโจรมาไต่สวนในที่สุด
ในห้องไต่สวนผู้นำสองคนที่ถูกมัดไว้กับเสาจนไม่สามารถขยับได้ โหวกเหวกโวยวายส่งเสียงร้องดังว่า “มีูเาให้พึ่งพิง”
เหมยเซียวเหรินมองดูอยู่เช่นนั้นปล่อยให้พวกเขาโวยวายเสียให้พอ
นางนั่งเงียบๆอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดสองโจรก็หยุดลง บนใบหน้าของหัวหน้าโจรยังคงแขวนความยโสโอหังเอาไว้ปฏิบัติต่อนางที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่างไม่แยแส
รองหัวหน้าโจรก้มหน้าก้มตาไม่มองไฟจากถ่านที่ลุกไหม้อย่างร้อนแรงและแท่งเหล็กที่ฝังอยู่ในไฟตรงหน้า
สิ่งเ่าั้ล้วนเตรียมไว้สำหรับพวกเขา…
เหมยเซียวเหรินนั่งอยู่ที่ตำแหน่งผู้ไต่สวนหลักกำลังเล่นพัดที่อยู่ในมือ
“พวกเ้าพูดว่าคนของราชสำนักสั่งให้พวกเ้าปล้นชิงบ้านเรือน คือใครกัน”
“เหอะ!” หัวหน้าโจรหันศีรษะปรายตามอง
รองหัวหน้าโจรไม่ตอบเช่นกันแต่เงยหน้าแอบมองถาดไฟด้วยความหวาดกลัว
การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยของเขาถูกเหมยเซียวเหรินจับไว้ได้พอดีเหมยเซียวเหรินคลี่พัดออก พัดเบาๆ ไปยังไฟจากถ่านนั้น ทันใดนั้นประกายไฟก็ลุกพรึ่บสะเก็ดไฟแตกกระเด็นออก
ไอร้อนกระทบใส่รองหัวหน้าโจรมือของเขาที่ถูกมัดอยู่บนเสาไม้ก็สั่นระริกขึ้นมา…
ตีเหล็กต้องตีตอนร้อนเหมยเซียวเหรินส่งสายตาให้โจวหู่ที่ยืนอยู่ด้านข้าง
โจวหู่เขี่ยๆถ่าน เลือกแท่งเหล็กที่เผาได้แดงที่สุดออกมาแท่งหนึ่ง เดินตรงไปหารองหัวหน้าโจรดิน
“เ้าจะยังไม่บอกอีกรึ”
“ข้า…ข้า…”
“เ้ารอง!”
หัวหน้าโจรส่งเสียงตวาดทำให้รองหัวหน้าโจรใจนรีบปิดปากทันที
“สุราคำนับมิยอมดื่ม อยากดื่มสุราลงทัณฑ์[3]ใครก็ได้เข้ามา แล้วถอดเสื้อผ้าเขาออกซะ!”
โจวหู่ส่งเสียงสั่งผู้คุมนักโทษก็รีบถอดเสื้อผ้าของรองหัวหน้าโจรออกอย่างรวดเร็ว ที่เปลือยล่อนจ้อนเต็มตาคือหน้าอกที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ
เหมยเซียวเหรินมองอย่างสงบถือพัดบังใบหน้าส่วนล่างไว้ แอบสูดปากด้วยความตะลึง
นางปลอมเป็บุรุษมาสองปีและจากนี้ก็ยังต้องปลอมตัวต่อไป นางไม่ได้ถือว่าตนเป็สตรีมานานแล้ว ทั้งยังลืมไปแล้วว่าความเขินอายคืออะไรผู้ชายที่ถอดเสียจนล่อนจ้อนตรงหน้านาง ก็เป็เพียงนักโทษที่นำพาความชอบมาให้นาง ไต่สวนเขาเมื่อไต่สวนจนได้ข้อสรุปก็มีผลงาน
เดิมทีเป็ร่างกายที่ทำให้คนหวาดกลัวจนพูดไม่ออกแต่้ากลับมีจุดที่ดึงดูดความสนใจไว้
คนผู้นี้มีรอยสักบนไหล่ขวาใกล้กับต้นคอ
โจวหู่ก็พบสัญลักษณ์นี้เช่นกันกำลังกลัดกลุ้มไม่รู้ว่าจะจี้ไฟที่ใดดี จึงจ่อแท่งเหล็กไปยังเนื้อตรงนั้น…
“ช้าก่อน!”
เหมยเซียวเหรินลุกขึ้นเดินไปด้านหน้าของรองหัวหน้าโจรมองรอยสักนั่นอย่างละเอียด ้าเขียนตัวอักษร“เย่ว์ (พระจันทร์)”
ผู้ที่ทำมาหากินไม่สุจริตจะสักัสักพยัคฆ์บนร่างกายก็ไม่ใช่เื่แปลกแต่ว่าโจรที่ไม่รู้จักอักษรจะสักอักษรไว้บนร่างกายหรือ เกรงว่าจะไม่
เหมยเซียวเหรินชี้ไปที่หัวหน้าโจรแล้วออกคำสั่งว่า “ถอดเสื้อผ้าเขาออกซะ”
“เ้ากล้าดียังไงหยามเกียรติข้า!” หัวหน้าโจรคำรามขัดขืนแต่ไร้หนทางด้วยสองมือล้วนถูกมัดหนาแน่น ไม่ว่าเขาจะโวยวายเสียงดังแค่ไหน เสื้อผ้าบนร่างกายก็ถูกเปลื้องจนล่อนจ้อนสะอาดเอี่ยม
เหมยเซียวเหรินค่อยๆขมวดหัวคิ้ว
ตำแหน่งเดียวกันรอยสักเดียวกัน
“นี่คืออะไร” เหมยเซียวเหรินชี้พัดในมือไปที่รอยสักอันนั้นนางเหลือบตาขึ้น มองหัวหน้าโจรอย่างขึงขัง
“ข้าจะสักอะไร ก็ไม่ใช่กงการอะไรของเ้า!”
เหมยเซียวเหรินรักษาความสงบนิ่งเอาไว้เลิกคิ้วขึ้น “ถ้าหากเ้ารู้สึกว่าเ้าจะเป็หรือจะตายก็ไม่เกี่ยวอันใดกับข้าเช่นนั้นก็ปิดบังจนถึงเวลาที่ปากจะได้ปิดตลอดไป”
“พวกเรา…พวกเรารู้เพียงว่าเป็คนของราชสำนัก อย่างอื่นล้วนไม่รู้”
รองหัวหน้าโจรตัวสั่นเปิดเผยความเป็มา
เดิมทีพวกเขาเป็นักเลงจากหลายๆอำเภอในเสวียนโจว สองสามเดือนก่อนถูกเศรษฐีไม่รู้ที่มาคนหนึ่งรวบรวมมา เริ่มปล้นชิงบ้านเรือนไปทั่วแทนเศรษฐีผู้นั้นเงินที่พวกเขาปล้นมาได้ส่วนใหญ่มอบให้กับเศรษฐี แบ่งไว้ให้ตัวเองเพียงส่วนเล็กๆ
เหตุผลที่นักเลงเหล่านี้ต่างยินยอมเชื่อฟังเศรษฐีคนนั้นก็เพราะพวกเขา้าความปลอดภัย เศรษฐีเรียกแทนตัวเองว่าคนของราชสำนัก ย่อมสามารถรับรองความปลอดภัยของพวกเขาได้
วันนี้พวกเขามีภัยอันตรายในคุกแล้วคิดว่าคงรู้เช่นกันว่า ‘ที่พึ่งพิง’ ของตัวเองไร้ประโยชน์ใดๆ ฉะนั้นก็ไม่ควรปกปิดเอาไว้อีกต่อไป ดังนั้นเหมยเซียวเหรินสรุปได้ว่าที่รองหัวหน้าโจรพูดมานั้นคือความจริงนี่เป็ทั้งหมดที่พวกเขารู้
กองโจรสารภาพความจริงเื่การปล้นชิงแต่กลับเกี่ยวพันไปถึงขุนนางในราชสำนัก ทำให้คดีซับซ้อนยิ่ง จำเป็ต้องรายงานต่อผู้ว่าการจังหวัดเกี่ยวกับเื่รอยสักนั้น
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/5d7b9cb0fc55049fdb4dfc1e85909306
[1] หน่วยงานทั้งหกที่ขึ้นตรงต่อนายอำเภอ ประกอบด้วย ฝ่ายครัวเรือน ฝ่ายพิธีการฝ่ายราชทัณฑ์ ฝ่ายขุนนาง ฝ่ายยุทธนาการ ฝ่ายโยธาธิการ
[2]สำนวนจีน หมายถึง ของมีค่าสองสิ่งยากที่จะได้มาพร้อมกันง่ายๆ
[3]สำนวนจีน หมายถึง ในเมื่อพูดด้วยดีๆ ไม่ยอมทำตามก็คงต้องใช้กำลังบังคับ