เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 164 ไม่มีอะไรที่รักมากไปกว่าความหอมหวาน

            แววตาของติงเหว่ยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายครั้งสุดท้ายนางก็ถอนหายใจเบาๆ นางยกมือขึ้นดื่มชาจนหมดถ้วยจากนั้นจึงยิ้มตอบพี่ชาย“คงเป็นเพราะข้าโชคดีที่ได้มาซื้อในเวลานี้ หากพี่รองมาซื้อทีหลัง บางทีราคาคงพุ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าแล้วก็ได้”

            พี่รองสกุลติงไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติของน้องสาวเขาจึงหัวเราะและพูดต่อว่า “น่าจะเป็นเพราะเหตุนี้เองสินะเจ้าเด็กคนนี้อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง เจ้าน่ะโชคดีตั้งแต่เด็กเลยนะ จำได้ไหมครั้งหนึ่งเจ้างอแงอยากให้แม่ทำเสื้อตัวใหม่ให้แต่แม่ไม่ยอมเจ้าเลยปีนขึ้นไปบนต้นไม้ไม่ยอมลงมา จนขาเจ้าเกิดเป็นตะคริวและตกลงมาแต่แทนที่เจ้าจะบาดเจ็บ กลับเป็นข้าที่โดนเจ้าทับจนเกือบอาเจียนออกมาเป็นเลือด”

            เมื่อพูดถึงเรื่องราวน่าขบขันในวัยเด็กของน้องสาวพี่รองสกุลติงก็หัวเราะอย่างมีความสุข ทำให้อันเกอเอ๋อร์ที่นั่งอยู่บนตักของเขาแม้ไม่รู้ว่าฟังเข้าใจหรือไม่ ก็หัวเราะคิกคักตามท่านลุงไปด้วย…

            ไม่ต้องพูดถึงขบวนรถม้าที่ออกนอกเมืองไปไกลแล้วแค่บอกว่าเจ้าของสำนักนายหน้าที่กำลังทุกข์ใจนั้น อยากจะเอาหัวโขกกำแพงเสียให้ได้เดิมทีเขาคิดว่าจะกอบโกยกำไรจากราคาที่ตกต่ำที่สุดเขาจึงเอาทรัพย์สินทั้งหมดไปกักตุนเป็นร้านค้าหลายแห่ง

            ไม่คิดเลยว่าคราวนี้โชคจะไม่เข้าข้างอยู่ๆ ก็มีผู้สูงศักดิ์มาซื้อร้านของเขาไปในราคาต่ำสุดไม่เพียงแต่เขาจะสูญเสียเงินไปมากมาย เขายังไม่กล้าแม้แต่จะพูดอะไรอีกสักประโยคนี่มันเหมือนกับคนใบ้ที่กินบอระเพ็ด มีความขมขื่นแต่พูดไม่ได้จริงๆ

            แต่สิ่งที่เขาไม่คาดฝันก็คือเมื่อกลับมาถึงลานหลังบ้าน ยังไม่ทันจะได้ดื่มน้ำชาให้หายเหนื่อยก็มีชายวัยกลางคนหน้าตาธรรมดาๆ คนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาชายคนนั้นยื่นถุงเงินให้ทันที “นี่คือเงินชดเชยความเสียหายเมื่อครู่ของเจ้าจำไว้ว่าห้ามพูดอะไรออกไปเด็ดขาด!”

            เจ้าของสำนักนายหน้าตกใจจนเกือบรับถุงเงินไม่ทันเขาจึงรีบตอบอย่างงงงัน “อ่า ขอรับ ขอรับ…”

            ชายคนนั้นไม่พูดอะไรมากและหายตัวไปโดยการปีนกำแพงออกไป เหมือนลมหนาวในฤดูหนาวที่มาเร็วไปเร็วเจ้าของสำนักนายหน้ากลับมาได้สติ เขาลองเขย่าถุงเงินแรงๆและกระโดดโลดเต้นไปมาด้วยความดีใจ!

            “ไอ๊หยา!ได้กำไรแล้ว! ได้กำไรแล้วจริงๆ!”

            ในถุงเงินนั้นมีเงินก้อนละห้าสิบตำลึงอยู่หกก้อนรวมเป็นสามร้อยตำลึง เพียงพอที่จะชดเชยความเสียหายของเขาในวันนี้ แถมยังมีเหลืออีกความดีใจที่ได้คืนมาทำให้เขาอยากจะร้องตะโกนออกมา แต่กลับต้องยกมือขึ้นปิดปากตนเองไว้

            ถึงแม้ว่าเขาจะโง่แค่ไหนก็เดาได้ว่าการซื้อขายในวันนี้มีบางอย่างแปลกๆ แต่ไม่ว่าเบื้องหลังจะเป็นอะไรก็ตามมันไม่เกี่ยวอะไรกับชาวบ้านตัวเล็กๆ อย่างเขา ถือตอนที่ฟ้ากำลังแจ่มใสเช่นนี้ไปหาร้านดีๆสั่งกับข้าวอร่อยๆ สองสามจาน ดื่มเหล้าดีๆ สักจอก เพื่อผ่อนคลายและฉลองไปพร้อมๆกัน…

            ในค่ายกองทัพอี้จวินตอนเย็นเป็นเวลาที่ครึกครื้นที่สุดเพราะวันนี้พี่รองของนางมาเยี่ยมติงเหว่ยไม่สนใจอาการบาดเจ็บที่ขาและลงมือทำอาหารเอง นางทำอาหารถึงสิบจานเต็มๆไม่ต้องพูดถึงรายการอาหารขึ้นชื่อของนางอย่างสามชั้นตุ๋นน้ำแดงเต็มหม้อใหญ่แล้วยังมีซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน ปลาต้มน้ำมันและแม้แต่เนื้อวัวตุ๋นมันฝรั่งที่ใช้เวลาทำนานก็ไม่พลาด

            เมื่อกลิ่นหอมลอยออกมาจากกระโจมในไม่ช้าหลายคนก็ทยอยเข้ามาไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสเหว่ยและผู้อาวุโสอวิ๋นที่เคยเป็นคู่ปรับกันแต่กลับเดินเข้ามาด้วยกันไม่รู้ว่าบังเอิญเจอหรือแอบนัดกันมาก่อนและยังมีฟางซิ่นและฉู่ชีซีที่ตั้งใจนัดกันไว้ก่อนตามมาด้วย จากนั้นกงจื้อหมิงและอวี้ฉือหุ่ยก็เป็นคนสุดท้ายที่มาถึง

            โต๊ะกลมขนาดใหญ่ที่สุดเต็มไปด้วยผู้คนอย่างรวดเร็วพี่รองสกุลติงมองเห็นสองผู้อาวุโสแย่งกันโอ๋หลานชายตัวน้อยของเขาแล้วเห็นน้องสาวพูดคุยกับทุกคนด้วยรอยยิ้มไม่ว่าจะเป็นคนแก่หรือคนหนุ่มสาวต่างก็สนิทสนมกับนาง ในที่สุดเขาก็รู้สึกโล่งใจ

            มื้อนี้ผ่านไปอย่างสนุกสนานที่สุดพี่รองสกุลติงดื่มเหล้าแรงไปครึ่งไห ในที่สุดต้องให้ต้าหวาช่วยประคองเขากลับไปนอน

            เช้าวันรุ่งขึ้นติงเหว่ยตั้งใจทำโจ๊กข้าวฟ่างเพื่อให้พี่รองที่เมาค้างได้กินรองท้องก่อนปรากฏว่าอวิ๋นอิ่งที่จะไปเชิญพี่รองกลับมาพร้อมกับท่าทางที่ลังเลใจ “แม่นาง คุณชายรองได้ออกเดินทางไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเขาฝากต้าหวามาบอกท่านว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องที่บ้านเพียงดูแลอันเกอเอ๋อร์ให้ดีก็พอ…”

            “อะไรนะ!พี่รอง…” ติงเหว่ยตาแดงก่ำน้ำตาคลอเบ้า นางยกขาจะวิ่งออกจากกระโจมแต่ขาที่บาดเจ็บทำให้นางเคลื่อนไหวลำบาก นางโกรธจนยกมือขึ้นทุบตัวเองพอดีกับที่กงจื้อหมิงเปิดม่านเข้ามาเห็นเขาจึงรีบเข้ามาอุ้มนางเอาไว้ทันทีและพูดด้วยความเป็นห่วงว่า “เจ้าทำอะไรน่ะ?”

            “พี่รองไปแล้วพี่รองของข้าไปแล้ว ข้ายังไม่ได้คุยกับเขาให้มากกว่านี้เลย!”ติงเหว่ยซบอยู่ในอ้อมอกของเขาและบีบเสื้อของเขาไว้แน่น นางน้ำตาไหลพรากแม้ว่าพี่ชายจะห่างเหินจากครอบครัวเพราะความสัมพันธ์กับพี่สะใภ้นางเองก็เคยโกรธแต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นครอบครัวของนางเขาเดินทางไกลเพื่อมาดูนางสักครั้งเพื่อให้แน่ใจว่านางสบายดี และยอมยกทุกอย่างที่มีเพื่อไม่ให้นางถูกผู้อื่นดูหมิ่น…

            “ฮือๆข้าไม่อยากให้เขาไป ข้ายังไม่ได้เตรียมของฝากให้ท่านพ่อท่านแม่ ข้ายัง…”

            กงจื้อหมิงอุ้มนางมานั่งลงบนเก้าอี้และเช็ดน้ำตาให้นางอย่างแผ่วเบาแล้วพูดปลอบว่า“เมื่อเราถึงเมืองหลวงและตั้งหลักได้แล้ว ข้าจะพาทุกคนในครอบครัวมาอยู่กับเจ้า”

            ติงเหว่ยสะอึกสะอื้นและส่ายศีรษะ“ไม่ต้อง เดี๋ยวข้าขอลองคิดก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

            “ตกลงเอาตามที่เจ้าว่าเลย”

            กงจื้อหมิงหันไปให้สัญญาณกับอวิ๋นอิ่งอวิ๋นอิ่งก็รีบหมุนตัวออกไปทันที

            ไม่นานนักเฉิงเหนียงจื่อก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์ที่ถูกห่อด้วยด้วยผ้าห่มบางๆ เข้ามา เจ้าเด็กอ้วนเพิ่งจะตื่นนอนเขายังไม่ได้ล้างหน้าก็เปลี่ยนที่เสียแล้วตอนนี้เห็นท่านพ่อท่านแม่อยู่ทั้งคู่ก็ยิ่งดีใจ เขากอดคอท่านพ่อไว้แน่น กงจื้อหมิงถูกเจ้าเด็กอ้วนถูไถไปมาจนหน้าฉ่ำไปด้วยน้ำลาย

            ติงเหว่ยไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าลูกชายนางจึงเรียกตังกุยให้เอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าและมือให้สะอาดเมื่อเห็นว่าเสื้อของกงจื้อหมิงเปียกน้ำตาจนเป็นดวงใหญ่เนื้อผ้าแพรไหมสีฟ้าหลังฝนไม่ควรทำให้สกปรกจะดีที่สุดนางจึงรีบไปเปิดกล่องเสื้อผ้าเพื่อหาเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มที่เพิ่งทำไว้เมื่อวันก่อนมาเปลี่ยนให้เขา

            หลังจากวุ่นวายไปสักพักความเศร้าใจที่ต้องจากลาญาติพี่น้องก็เริ่มจางลง หลังมื้ออาหารกงจื้อหมิงไปทำงานในกระโจมใหญ่ปล่อยให้ติงเหว่ยเรียกเหล่าทหารหญิงมาปรึกษาว่าจะจัดการกับร้านค้าทั้งสามร้านอย่างไรและต้องซื้ออะไรเพิ่มเติมบ้าง

            หลังจากที่ได้ข้อสรุปเหล่าทหารหญิงก็พกเงินและเครื่องครัวพร้อมด้วยทหารพิการสิบคนที่สมัครใจทำงานในร้านค้าพวกเขาเดินทางไปในเมืองพร้อมกับอวิ๋นอิ่งด้วยความตื่นเต้น

            แม้ว่าติงเหว่ยจะอยากไปด้วยถ้าจะพูดขึ้นมานี่ก็เป็นธุรกิจแรกที่แท้จริงของนาง เพราะก่อนหน้านี้ร้านอาหารและร้านขายเครื่องไม้ของครอบครัวล้วนเป็นของพี่ชายทั้งสองคน

            แต่ในตอนนี้ถึงแม้นางจะยังไม่ได้แต่งงานเข้าสกุลกงจื้อแต่ก็ไม่มีใครห้ามไม่ให้นางออกหน้าออกตา แต่นางก็ต้องมีความสำนึกในตนเองยิ่งเมื่อวันก่อนนางได้ไปดูกับตาตนเอง ทำให้ตนเองรู้สึกสบายใจก็ถือว่าไม่เลวแล้ว

            ในเมืองฉยงโจชาวบ้านต่างมีหัวข้อใหม่ให้พูดคุยในช่วงเวลาว่างเมื่อสองวันก่อนโรงเตี๊ยมที่หัวมุมถนนและร้านเล็กๆสองร้านที่อยู่ตรงข้ามกันเพิ่งถูกผู้สูงศักดิ์ไม่ทราบชื่อซื้อไป วันนี้ก็มีสตรีจำนวนกว่าร้อยคนมาที่ร้านในคราวเดียวกันเกือบจะทันทีที่พวกนางเช็ดถูทั้งสามร้านจนสะอาดเอี่ยมอ่อง บุรุษที่ไม่แขนขาดก็ขาขาดอีกหลายคนก็พากันเข้าๆออกๆ ขนของ ผ่าฟืน ตักน้ำอย่างสนุกสนาน

            ไม่ทันจะถึงเวลาเที่ยงตรงปล่องไฟของทั้งสองร้านก็เริ่มมีควันลอยขึ้นมาอีกครั้งรอจนถึงยามค่ำร้านเล็กๆ ร้านหนึ่งเริ่มส่งกลิ่นหอมหวานยั่วยวนออกมาทำให้พวกเด็กซุกซนแอบไปดูที่ประตูหลังของร้าน และกลับมาเล่าให้ฟังว่าในลานมีการก่อเตาสูงๆหลายเตาเหมือนกับกำลังอบเตี่ยนซินอยู่

            ต่อมาไม่ทันที่ทุกคนจะเข้าใจว่าเตี่ยนซินนั้นหอมหวานอย่างไรร้านเล็กๆ อีกร้านก็วางถังไม้เล็กๆ ไว้หน้าประตูในถังไม้มีของกินสีขาวเหมือนน้ำนมอยู่พอมีเด็กหรือคนผ่านไปผ่านมาก็จะมีคนตักใส่ถ้วยเล็กๆ ให้ลองชิมพวกคนที่ลองชิมแล้วถึงแม้ว่าจะเย็นจนตัวสั่นแทบสะท้าน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “นี่มันคืออะไรกันละลายหายไปในปาก หอมหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งเสียอีก?”

            พวกเด็กซุกซนที่ได้กินไปครั้งหนึ่งยิ่งแล้วใหญ่พวกเขาพากันไปยืนอยู่หน้าร้านโดยไม่ยอมจากไปไหนเลย

            จากนั้นร้านเตี่ยนซินก็ไม่ยอมน้อยหน้าวางโต๊ะเล็กๆ ไว้หน้าประตูเช่นกัน ชายที่แขนขาดคนหนึ่งตะโกนเสียงดัง “ตั้นเกาชิ้นละสิบเหวินวันนี้ไม่คิดเงิน ให้มาลองชิมกันได้เลย เดินผ่านไปผ่านมาห้ามพลาดเด็ดขาด!”

            ผู้คนที่เพิ่งกินปิงเกาเสร็จพอได้ยินก็แห่กันไปทันทีเพียงไม่นาน เตี่ยนซินในถาดเล็กๆ ก็ถูกแจกจนหมดทุกคนที่กัดตั้นเกาก็รู้สึกติดใจจนแทบจะไม่อยากขยับตัวไปไหน

            “นี่เป็นฝีมือของใครกันนะช่างอร่อยมากจริงๆ”

            “ใช่เลยนมเปรี้ยวสีขาวนี่น่าจะถูกใจลูกชายของข้าแน่ๆ ตั้นเกานี้ก็นุ่มมากขนาดข้าฟันแทบจะหลอหมดแล้วพอได้กินยังยิ้มออกได้ขนมนี้ต้องถูกใจคนเฒ่าคนแก่ที่บ้านแน่”

            ผู้คนต่างพากันพูดคุยเสียงดังทำให้พวกคนรวยในร้านน้ำชาข้างทางที่ทำอวดเบ่งต่างรู้สึกเสียดายสุดท้ายจึงสั่งให้คนรับใช้ไปเฝ้าที่หน้าร้านทั้งสองร้านเพื่อให้ไปแย่งกลับมาชิมสักหน่อย

            ปรากฏว่าเจ้านายของทั้งสองร้านกลับทำเหมือนกับรู้ใจลูกค้าส่งเตี่ยนซินและปิงเกามาที่ร้านน้ำชาในไม่ช้า

            เดิมทีร้านน้ำชาก็มีเตี่ยนซินเป็นขนมเช่นกันแต่เมื่อเห็นคนอื่นมาแย่งลูกค้าไปก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก

            แต่แม่ค้าที่เห็นก็รู้สึกว่านางเป็นคนตรงไปตรงมาจึงเชิญเขาไปพูดคุยกันในที่ลับๆและแบ่งส่วนกำไรให้หนึ่งส่วน ทำให้ทั้งสองฝ่ายยิ้มออกมาด้วยความพอใจ

            อย่างไรก็ไม่ได้ใช้ทุนของตนเองหรือใช้คนของตนเองช่วยขายแล้วยังได้เงินมาแถมไม่ต้องเสียอะไร การค้าขายครั้งนี้จึงคุ้มค่า

            ดังนั้นเกือบทุกโต๊ะในร้านน้ำชาจึงได้ลิ้มรสความอร่อยที่พวกเขาใฝ่ฝันมาตลอดทั้งวัน

            สุดท้ายไม่ต้องสงสัยเลยว่าทุกคนต่างพากันถามว่าเมื่อไรร้านจะเปิดขาย เถ้าแก่เนี๊ยะยิ้มและบอกว่า “พรุ่งนี้เปิดร้านเตี่ยนซินและปิงผิ่นทุกอย่างลดราคาหนึ่งในห้าส่วน ยังไงก็ตามเรามีกำลังคนจำกัดสินค้าก็มีจำกัดไปโดยปริยาย หากแขกผู้มีเกียรติอยากลองชิมคงต้องรีบมากันแต่เช้า”

            พอพูดจบนางก็โค้งคำนับและเดินจากไป ทำให้คนพากันพูดคุยเสียงดังมีทั้งคนชมว่าเตี่ยนซินและตั้นเกาอร่อย มีทั้งคนสงสัยว่าเหตุใดสตรีถึงเป็นเถ้าแก่ของร้านมีทั้งคนที่พูดจาเหน็บแนมต่างๆ นานา อย่างไรก็มีความเห็นทุกรูปแบบไม่มีข้อยกเว้นแต่ไม่ว่าใครที่ที่บ้านไม่ขาดเงินหรือทุกคนที่มีครอบครัวต่างก็ตั้งใจว่าจะซื้อกลับบ้านพรุ่งนี้…

            ติงเหว่ยได้ข่าวว่าร้านเตี่ยนซินและปิงผิ่นเปิดร้านในตอนเย็นพี่หลิวเถ้าแก่เนี๊ยะร้านเตี่ยนซินที่วิ่งกลับมาตลอดทางส่งสมุดบัญชีด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

            “นายหญิงร้านเราขายดีมาก วันนี้พวกเรายุ่งจนหัวหมุน เตี่ยนซินที่อบมาขายจนหมดเกลี้ยงเลย!”

            ติงเหว่ยคิดว่าร้านเปิดเร็วไปหน่อยแต่เพราะนางได้ปล่อยให้พวกเขาจัดการทุกอย่างไปแล้วตอนนี้ถ้านางจะหาจุดผิดพลาดก็จะเป็นการไม่ยุติธรรมต่อพวกเขา นางจึงกลืนคำพูดลงไปยิ้มและเปิดสมุดบัญชีดู ผลปรากฏว่านางเองก็ต้องตกใจ

            “ได้เยอะขนาดนี้เชียวหรือ? ถ้าเป็นแบบนี้ทุกวัน ต่อไปเราคงรวยจริงๆ!”

            ไม่นับรายได้จากร้านปิงผิ่นแค่ร้านขนมก็ขายได้กว่าหนึ่งร้อยตำลึง หักต้นทุนไปแล้ว ยังเหลือกำไรถึงแปดสิบตำลึง

            พี่หลิวดีใจจนตาหยีและพูดด้วยความยินดีว่า“คืนนี้ทุกคนไม่คิดจะนอนกันแล้วจะอบตั้นเกาเพิ่มพรุ่งนี้ยังขายได้เยอะมากกว่าวันนี้อีก”

            แต่ติงเหว่ยกลับส่ายหน้าและส่งสัญญาณให้นางนั่งลงดื่มชาก่อนแล้วจึงบอกว่า “พรุ่งนี้ไม่เพียงแต่จะขายเพิ่มไม่ได้ยังต้องขายให้น้อยลงกว่าวันนี้ถึงสองส่วนด้วย”

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592