เขารู้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ
เมื่อคืน โลกเริ่มเอ่ยชื่อเขาวันนี้ โลกเริ่ม “มองเขา”ไม่ใช่ด้วยสายตาแต่ด้วยกฎทุกย่างก้าวของเฉินหยวนเบากว่าคนธรรมดาไม่ใช่เพราะฝีเท้าแต่เพราะเขาคุมการมีอยู่ของตัวเองอย่างระมัดระวังลมหายใจไม่กระทบลมปราณฟ้าชีพจรไม่รบกวนจังหวะดินเขาไม่ได้ซ่อนเขาแค่ “ไม่ยื่นตัวเองให้โลกใช้เป็นหลักอ้างอิง”ทว่าโลก…ไม่ชอบสิ่งที่ไม่ยอมถูกจัดหมวดหมู่
เมื่อเขาก้าวพ้นโค้งเขาท้องฟ้าด้านหน้าก็เกิดอาการสั่นไหวแผ่วเบาไม่ใช่รอยแตกไม่ใช่พลังปรากฏเป็นเพียงการบิดตัวของแสง เหมือนภาพสะท้อนในน้ำที่มีใครโยนก้อนกรวดลงไปเฉินหยวนหยุด
หัวใจเต้นช้าลงอีกจังหวะไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะเข้าใจ“มันเริ่มทดสอบข้าแล้ว”
ไม่ใช่การทดสอบของผู้ฝึกไม่ใช่ของสำนักไม่ใช่ของศัตรูแต่เป็นการทดสอบของ “โครงสร้างโลก”
พื้นดินใต้เท้าเขาแข็งขึ้นลมหายใจเริ่มหนักไม่ใช่แรงกดดันจากพลังแต่เป็นแรงต้านจากกฎที่พยายามจัดตำแหน่งเขาให้อยู่ในระดับที่ควรจะเป็นถ้าเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปร่างกายจะทรุดจิตใจจะสั่นเพราะโลกกำลังบอกว่า “เจ้าไม่ควรยืนตรงนี้”แต่เฉินหยวนไม่ถอยและไม่ฝืนเขาเพียงปรับ
เขาหย่อนจิตลงปล่อยให้การรับรู้ไหลลงสู่แก่นกายไม่ยึดระดับไม่ยืนยันสถานะในสายตาของโลกเขาเริ่ม “ไม่ชัด”เหมือนภาพที่ยังไม่โฟกัสเหมือนตัวแปรที่ยังไม่ถูกแทนค่าแรงต้านค่อย ๆ ลดลงฟ้ากลับมานิ่งแต่ความรู้สึกถูกจับตามอง…ไม่หายไปในระยะไกลเงาหลายสายเริ่มเคลื่อนไหวไม่ใช่พร้อมกันไม่ใช่เปิดเผยบางคนอยู่ในสำนักบางคนอยู่ในเมืองบางคน…ซ่อนตัวอยู่ในซากประวัติศาสตร์ที่โลกพยายามลืมพวกเขาไม่ได้รับคำสั่งไม่ได้รับสัญญาณแต่เมื่อโลกเริ่มลังเลผู้ที่ “เคยอยู่เหนือกฎ” จะรู้ทันทีบนแท่นหินที่แตกร้าวชายผู้หนึ่งลืมตาขึ้นดวงตาเขาขุ่นมัวเหมือนฝุ่นกาลเวลาแต่ภายในนั้นแฝงประกายเย็นเยียบ“ไม่ใช่การตื่นของยุคเก่า…”“แต่เป็นเมล็ดพันธุ์ของสิ่งที่โลกไม่เคยมี”เขาไม่ลุกไม่เร่งเพียงแค่ยกมือตราสัญลักษณ์โบราณบนหลังมือเรืองแสงจาง ๆเป็นสัญญาณที่ไม่ส่งผ่านพลังแต่ส่งผ่าน “การรับรู้”ที่ใดสักแห่งอีกสี่คนรับรู้พร้อมกันไม่มีคำพูดไม่มีภาพมีเพียงความเข้าใจเดียวกันต้องยืนยัน
ไม่ใช่ฆ่าไม่ใช่ผนึกแต่ต้องรู้ให้แน่ชัดว่าเฉินหยวนคือ “ความผิดพลาด”หรือ “เส้นทางใหม่”ในขณะเดียวกันเฉินหยวนรู้สึกถึงบางอย่างเคลื่อนตัวไม่ใช่ศัตรูตรงหน้าแต่เป็นการที่โลกเริ่ม “เปิดช่อง” ให้บางสิ่งเข้ามาเขายิ้มบาง ๆไม่ใช่รอยยิ้มแห่งชัยชนะแต่เป็นรอยยิ้มของคนที่ยอมรับความจริง“ในที่สุด…ก็ถึงจุดที่หลบไม่ได้แล้ว”
เขาไม่เร่งฝีเท้าไม่เตรียมดาบไม่ปลุกพลังเพราะการปะทะครั้งถัดไปไม่ใช่การวัดว่าใครแรงกว่าแต่เป็นการวัดว่าใคร “มีสิทธิ์” อยู่ในโลกนี้มากกว่ากันและเมื่อเขาก้าวออกจากหุบเขาเงาของเขาบนพื้นดินไม่ตรงกับรูปร่างร่างกายอีกต่อไปมันทอดยาวขึ้นไปบนท้องฟ้าเหมือนโลกเองกำลังเผลอวาดเขาไว้ในตำแหน่งที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น—และคราวนี้โลกจะไม่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นอีกแล้ว