“เหนือสวรรค์ ยังมีข้า”

    ตอนที่ 68 — เมื่อโลกไม่ยอมแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น

    เช้าวันใหม่มาถึงช้ากว่าปกติไม่ใช่เพราะดวงอาทิตย์ขึ้นช้าแต่เพราะฟ้าเองเหมือนลังเลว่าจะต้องส่องแสงในลักษณะเดิมหรือไม่

    เฉินหยวนเดินอยู่บนเส้นทางดินแดงที่ทอดยาวผ่านหุบเขาสองข้างทางเงียบเกินไปไม่มีเสียงนกไม่มีลมพัดใบไม้แม้แต่กลิ่นของดินก็จางราวกับถูกโลกกลบซ่อนไว้

    เขารู้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ

    เมื่อคืน โลกเริ่มเอ่ยชื่อเขาวันนี้ โลกเริ่ม “มองเขา”

    ไม่ใช่ด้วยสายตาแต่ด้วยกฎ

    ทุกย่างก้าวของเฉินหยวนเบากว่าคนธรรมดาไม่ใช่เพราะฝีเท้าแต่เพราะเขาคุมการมีอยู่ของตัวเองอย่างระมัดระวังลมหายใจไม่กระทบลมปราณฟ้าชีพจรไม่รบกวนจังหวะดิน

    เขาไม่ได้ซ่อนเขาแค่ “ไม่ยื่นตัวเองให้โลกใช้เป็นหลักอ้างอิง”

    ทว่าโลก…ไม่ชอบสิ่งที่ไม่ยอมถูกจัดหมวดหมู่

    เมื่อเขาก้าวพ้นโค้งเขาท้องฟ้าด้านหน้าก็เกิดอาการสั่นไหวแผ่วเบาไม่ใช่รอยแตกไม่ใช่พลังปรากฏเป็นเพียงการบิดตัวของแสง เหมือนภาพสะท้อนในน้ำที่มีใครโยนก้อนกรวดลงไป

    เฉินหยวนหยุด

    หัวใจเต้นช้าลงอีกจังหวะไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะเข้าใจ

    “มันเริ่มทดสอบข้าแล้ว”

    ไม่ใช่การทดสอบของผู้ฝึกไม่ใช่ของสำนักไม่ใช่ของศัตรู

    แต่เป็นการทดสอบของ “โครงสร้างโลก”

    พื้นดินใต้เท้าเขาแข็งขึ้นลมหายใจเริ่มหนักไม่ใช่แรงกดดันจากพลังแต่เป็นแรงต้านจากกฎที่พยายามจัดตำแหน่งเขาให้อยู่ในระดับที่ควรจะเป็น

    ถ้าเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปร่างกายจะทรุดจิตใจจะสั่นเพราะโลกกำลังบอกว่า “เจ้าไม่ควรยืนตรงนี้”

    แต่เฉินหยวนไม่ถอยและไม่ฝืน

    เขาเพียงปรับ

    เขาหย่อนจิตลงปล่อยให้การรับรู้ไหลลงสู่แก่นกายไม่ยึดระดับไม่ยืนยันสถานะ

    ในสายตาของโลกเขาเริ่ม “ไม่ชัด”

    เหมือนภาพที่ยังไม่โฟกัสเหมือนตัวแปรที่ยังไม่ถูกแทนค่า

    แรงต้านค่อย ๆ ลดลงฟ้ากลับมานิ่งแต่ความรู้สึกถูกจับตามอง…ไม่หายไป

    ในระยะไกลเงาหลายสายเริ่มเคลื่อนไหว

    ไม่ใช่พร้อมกันไม่ใช่เปิดเผย

    บางคนอยู่ในสำนักบางคนอยู่ในเมืองบางคน…ซ่อนตัวอยู่ในซากประวัติศาสตร์ที่โลกพยายามลืม

    พวกเขาไม่ได้รับคำสั่งไม่ได้รับสัญญาณ

    แต่เมื่อโลกเริ่มลังเลผู้ที่ “เคยอยู่เหนือกฎ” จะรู้ทันที

    บนแท่นหินที่แตกร้าวชายผู้หนึ่งลืมตาขึ้นดวงตาเขาขุ่นมัวเหมือนฝุ่นกาลเวลาแต่ภายในนั้นแฝงประกายเย็นเยียบ

    “ไม่ใช่การตื่นของยุคเก่า…”“แต่เป็นเมล็ดพันธุ์ของสิ่งที่โลกไม่เคยมี”

    เขาไม่ลุกไม่เร่ง

    เพียงแค่ยกมือตราสัญลักษณ์โบราณบนหลังมือเรืองแสงจาง ๆเป็นสัญญาณที่ไม่ส่งผ่านพลังแต่ส่งผ่าน “การรับรู้”

    ที่ใดสักแห่งอีกสี่คนรับรู้พร้อมกัน

    ไม่มีคำพูดไม่มีภาพมีเพียงความเข้าใจเดียวกัน

    ต้องยืนยัน

    ไม่ใช่ฆ่าไม่ใช่ผนึกแต่ต้องรู้ให้แน่ชัดว่าเฉินหยวนคือ “ความผิดพลาด”หรือ “เส้นทางใหม่”

    ในขณะเดียวกันเฉินหยวนรู้สึกถึงบางอย่างเคลื่อนตัวไม่ใช่ศัตรูตรงหน้าแต่เป็นการที่โลกเริ่ม “เปิดช่อง” ให้บางสิ่งเข้ามา

    เขายิ้มบาง ๆไม่ใช่รอยยิ้มแห่งชัยชนะแต่เป็นรอยยิ้มของคนที่ยอมรับความจริง

    “ในที่สุด…ก็ถึงจุดที่หลบไม่ได้แล้ว”

    เขาไม่เร่งฝีเท้าไม่เตรียมดาบไม่ปลุกพลัง

    เพราะการปะทะครั้งถัดไปไม่ใช่การวัดว่าใครแรงกว่า

    แต่เป็นการวัดว่าใคร “มีสิทธิ์” อยู่ในโลกนี้มากกว่ากัน

    และเมื่อเขาก้าวออกจากหุบเขาเงาของเขาบนพื้นดินไม่ตรงกับรูปร่างร่างกายอีกต่อไป

    มันทอดยาวขึ้นไปบนท้องฟ้าเหมือนโลกเองกำลังเผลอวาดเขาไว้ในตำแหน่งที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น

    —และคราวนี้โลกจะไม่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นอีกแล้ว

    คล้ายกับเรื่อง“เหนือสวรรค์ ยังมีข้า” ที่คุณอ่าน