"ในที่สุดแหวนก็ทำให้ข้ากับเ้าเจอกันเสียที"
สำเนียงแปร่งๆที่พูดออกมาทำให้เพนนีรับรู้ได้ว่าิญญาหญิงผู้นี้คงไม่ใช่คนไทยแท้แน่ๆ พูดสำเนียงอย่างกับพวกคนจีนที่เพิ่งมาอยู่ไทยไม่นาน
"พูดจาประหลาดเหลือเกินแม่คุณ มาข้าๆ เ้าๆอะไร เกิดยุคอยุธยารึไง เดี๋ยวนี้เขาฮิตพวกนิยายทะลุมิติ แล้วนี่เธอพูดไทยได้เก่งใช่มั้ย เพราะไอ้การปรากฏตัวออกมาตอนที่ฉันบอกว่าให้ออกมาเนี่ย แสดงว่าต้องฟังรู้เื่ แล้วนี่เป็ใคร มาจาก แนะนำตัวมาสิ มาอยู่ในห้องคนอื่นแบบนี้ หลบๆซ่อนๆนิสัยไม่ดี โผล่มาแบบนี้เป็ผีสินะ ไปทำความผิดอะไรมา ร้ายแรงรึเปล่าต้องหนีมาห้องฉัน บ้านของฉันน่ะเป็คฤหาสน์นะอนุญาตให้แค่คนอาศัยไม่อนุญาตพวกิญญาเร่ร่อนเด็ดขาด แล้วอย่างงี้อยู่ห้องฉันมานานแน่ๆ คงรู้หมดแล้วสินะฉันกับนายพงษ์คุยอะไรกัน"
"ใจเย็นก่อนเฟยเฟย ข้าฟังเ้ากล่าวไม่ทัน แต่เดี๋ยวข้าจะบอกกล่าวเ้าทีละน้อย"
"งั้นเริ่มก่อนเลยแล้วกัน แนะนำตัวมา" เพนนีกล่าวกับหญิงปริศนา
"ข้าคือฟ่งเอ๋ออย่างไรเล่า เฟยเฟยเ้าคงจำไม่ได้"
"แม่ฟ่งเอ๋อ ฟ่งแอ๋ ถ้าข้า เอ๊ย! ฉันจำได้ ฉันคงไม่มาถามให้เมื่อยปากหรอก คงจะให้นายพงษ์เขาไปสืบมาแล้ว"
"ข้าขออภัย ข้ามีนามว่า อวี๋เฟิงฟ่ง เหตุที่หน้าของพวกเราเหมือนกัน ก็เป็เพราะข้ากับเ้าเป็ฝาแฝดอย่างไรเล่า"
"แล้วใครเป็พี่ ใครเป็น้อง นี่ถ้าหน้าตาไม่ได้เหมือนกันอย่างกับแกะแบบนี้ พูดให้ตายคงไม่เชื่อ"
พอเห็นอวี๋เฟิงฟ่งทำหน้าตามึนงง เพนนีจึงกล่าวว่า
"เธอต้องเข้าใจนะ ฉันเกิดมาก็เป็ลูกสาวคนเดียวละ อยู่ในห้องมานานก็คงได้ยิน ฉันน่ะจำเื่ราวการเกิดหรืออะไรพวกนี้ตอนเด็กไม่ได้หรอก ที่จำได้น่ะก็แค่รู้ว่าฉันเนี่ยเป็ลูกสาวคนเดียวของบ้าน ไม่เคยมีพี่สาวน้องสาวฝาแฝดหรืออะไรพวกนั้น ส่วนการตายของคุณพ่อคุณแม่ก็จำไม่ได้แล้วล่ะ อีกอย่างที่ฉันรู้เกี่ยวกับตัวเองนะคือถ้าถึงอายุ 27 เกิดใหม่ พออายุ 30 ก็ตาย ดังนั้นจึงเหลือเวลาอีกแค่"
"3 เดือน" อวี๋เฟิงฟ่งพูดขึ้นมา
"นี่คงแอบฟังมานานแล้วจริงๆสิเนี่ย แล้วเธอล่ะ ชื่ออะไรนะขออีกทีค่ะ ถ้าเป็คนนอกฉันจะไม่ค่อยสนใจ"
อวี๋เฟิงฟ่ง ยิ้มด้วยความอ่อนใจ "เรียกข้าว่า ฟ่งเอ๋อแล้วกัน ข้าเป็พี่รองของเ้า แต่เราก็สนิทสนมกันดี เ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าพี่ก็ได้เรียกแค่ชื่อของข้าพอ"
"นี่ๆ คุณฟ่งเอ๋อ มานั่งตรงนี้ ฉันเมื่อย" เพนนีผายมือให้อวี๋เฟิงฟ่งนั่งบนเก้าอี้โซฟาตัวยาวซึ่งวางไว้อยู่ในห้องนอน
"หน้าตาเธอนี่ก็ดูดีนะคุณฟ่ง แน่ล่ะ เราหน้าตาเหมือนกัน ฮ่าๆๆๆ จะว่าไปแล้วความต่างของเราก็ดูต่างกันนิดหน่อยตรงที่การแต่งหน้า อี๋ ดูสิ คิ้วบางอย่างกับกันคิ้วจนหมดแล้วเขียนใหม่อย่างงั้นเลย เอาจริงถ้ายุคคุณฟ่งคงสวยสินะ แต่ยุคฉันน่ะ มันได้เลยไม่สวยไม่ปัง เอามั้ย ในฐานะที่คุณบอกว่าเป็แฝด ฉันจะแต่งหน้าให้ใหม่ แต่ขอคนละสไตล์นะ ฉันไม่ชอบเหมือนใคร"
"หยุดก่อนเฟยเฟย เ้าเลิกสนใจหน้าตาภายนอกเสียที แล้วหันมาสนใจเื่ที่ข้าจะพูดกับเ้าดีกว่า"
"อุ๊ย คุณฟ่ง พอเข้าโหมดจริงจังละคุณก็ดูเข้มแข็ง แข็งแกร่งมากซะด้วย ถูกใจฉันจริงๆ จริงๆฉันก็เข้ากับคนยากนะ แต่แอบรู้สึกถูกชะตาทำเอาฉันแอบกลัวแหน่ะ ไหนๆลองเล่าเื่ราวอดีตหน่อยสิ ว่าคุณเป็ใครมาจากไหน เดี๋ยวๆ สักครู่นะคุณฟ่ง ฉันขอไปไล่พวกเด็กรับใช้ที่ชอบสอดรู้สอดเห็นก่อน เดี๋ยวจะกลับมาคุยด้วย"
เพนนีกล่าวกับอวี๋เฟิงฟ่ง เธอจึงเดินไปที่ห้องน้ำในห้องนอนจากนั้นหยิบแก้วมาใส่น้ำเข้าไป แล้วเดินถือแก้วน้ำนั้นไปที่หน้าประตูห้องนอน
หน้าประตูห้องเพนนี
นับั้แ่ที่คุณภาสพงษ์รีบปิดประตูห้องคุณเพนนี แล้วเดินลงบันไดไป แตงที่ทำความสะอาดห้องอีกห้องหนึ่งจนเพิ่งเสร็จสิ้น ก็ค่อยๆ เดินเข้ามาด้วยความสงสัย
"คุณภาสนี่ทุกทีเลย พอเจอฤทธิ์คุณเพนนีก็รีบวิ่งลงบันไดไป คู่นี้ไม่น่าเป็เ้านายลูกน้อง ดูท่าทางแล้วคล้ายกับพี่สาวน้องชายมากกว่าอีก เฮ้ออออ"
แตงว่าแล้วก็ค่อยเดินเข้าที่ประตูห้องคุณเพนนีแล้วเอาหูแนบ
"เอ๊ะ คุณภาสก็ลงไปแล้วนี่หน้า ทำไมในห้องคุณเพนนีมันเหมือนมีเสียงคนคุยกันสองคน เป็เสียงผู้หญิงด้วย อย่างกับผู้หญิงจีนแหน่ะ เสียงไม่คล้ายคนไทยเลยอ่ะ หรือว่าคุณเพนนีคุยโทรศัพท์ ก็ไม่น่าใช่ เสียงไม่น่าดังออกมาขนาดนี้ หรือเราต้องไปบอกป้าวรรณดีนะ เผื่อคุณเพนนีเป็อะไรไป"
แตงคงไม่รู้ว่าตนมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งนั่นคือเธอมีััพิเศษด้านการได้ยินท แต่ััพิเศษที่ได้กลับอ่อนมากๆจนเธอแทบสังเกตไม่ได้
"ไม่เอาๆ ไม่บอกป้าวรรณดีกว่าเดี๋ยวจะโดนบ่น ป้าวรรณจะบอกว่า นังแตงแกจะไปยุ่งเื่คุณเพนนีเขาทำไม อยากโดนบ่นรึไง เห็นเวลาปกติไปหาคุณเพนนีอย่างกับรู้สึกว่าเข้าถ้ำเสือ แต่นี่ดันไปแอบฟังคุณเขาคุย ถ้ำเสืออะไรของแก เป็เสือ แบบ ใส่ ก ไก่. ละสิไม่ว่า"
ใครจะรู้ป้าวรรณที่เห็นว่าดูอ่อนโยนใจดี ถ้าลองโดนป้าแกด่าหรือโดนบ่นสักหน่อยเลยนะ จะรู้เลยว่า ปากแกก็ไม่ใช่ย่อยเลย แต่ปากที่เป็อันดับหนึ่งนี่คือปากของคุณเพนนีจริงๆ
เมื่อแตงแอบฟังเพนนีคุยกับหญิงสาวปริศนาไปเรื่อยๆ จึงเริ่มได้ยินว่า
"อะไร คุณชื่ออ่ะไรนะ ฟ่งสักอย่าง เธอเป็ใครวะเนี่ย ชื่อไม่เหมือนคนไทยอย่างกับคนจีนเลย"
แตงที่แอบฟังอย่างอยากรู้ไม่ได้เห็นเลยว่า ตอนนี้คุณเพนนีค่อยเปิดประตูมายืนมอง
"มองอะไรจ๊ะแตง อยากมาร่วมรับรู้เื่ชีวิตส่วนตัวของฉันในด้านไหนไม่ทราบจ๊ะ แล้วนี่มายืนอยู่ั้แ่เมื่อไหร่ ทำไมไม่รีบไปทำงานต่อ หรือว่าป้าวรรณให้งานแตงน้อยไปน้าาาา ฉันควรไปบอกนายพงษ์แบะป้าวรรณให้ลดจำนวนคนดีกว่า สงสัยงานคงมีน้อยจนเกินไป เดี๋ยวจะไม่ทำงานกันซะเปล่าๆ"
เพนนีได้แต่รู้สึกในใจว่า ขนาดแม้แต่ยัยแตงชาตินี้ก็ยังแปลกไปเหมือนกับเป็คนละคน ที่ชาติที่แล้วล่ะ นิ่งเงียบเชียว มาชาตินี้ชอบแอบดู อยากรู้ คุยจ้อเก่งอย่างกับนกขุนทอง แต่ดีที่แตงเป็คนทำงานบ้านได้ดีเรียบร้อย ไม่งั้นอาจจะมีสิทธิ์ได้เปลี่ยนงาน
"แหน่ะ ยังไม่ไปอีก หรือจะต้องให้ฉันช่วย เอาในแก้วมารดให้ แตงจะโตเร็วๆ แล้วรู้ว่าควรจะรีบไปทำงาน"
ใจจริงเธอแค่จะเอามาขู่แตงเฉยๆให้รู้สึกกลัว แล้วรีบออกไป ไม่ได้จะเอามาสาดจริงๆ
"ได้ค่ะคุณเพนนี แตงขอโทษนะคะ เดี๋ยวแตงรีบไปทำงานเลย คุณเพนนีมีอะไรเรียกใช้แตงได้เลยนะคะ"
ประโยคท้ายๆแตงะโเพราะตนเองนั้นรีบวิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว
"นี่อย่าวิ่ง เดี๋ยวจะหกล้มเอา บ้านฉันถลอกน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเธอไปอะไรไปต้องรักษาตัวนาน จะลำบากเปล่าๆ"
คำพูดของเพนนีแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของทุกคนที่อยู่อาศัยด้วยกันในคฤหาสน์ เพราะทุกคนก็คือครอบครัวของเธอ แต่ถึงแบบนั้นเธอก็ต้องกำหนดฐานะถึงแม้จะรัก ใจดี ใจร้าย เหวี่ยงกับทุกคนขนาดไหน แต่เพนนีก็ยังมีคติที่ว่า ทุกคนต้องมีฐานะและหน้าที่ของตัวเอง ห้ามล้ำเส้น
ในขณะนั้นอวี๋เฟิงฟ่งค่อยๆเดินออกมาจนถึงประตูหน้าห้อง
"เฟยเฟย นั่นคือถงฮว๋านิ"
ก่อนที่อวี๋เฟิงฟ่งจะพูดอะไรมากกว่านี้เพนนีจึงเดินพาเธอกลับเข้ามาในห้อง
"ถงฮว๋าอะไรกันเล่าคุณฟ่งนั่นมันยัยแตง เด็กรับใช้ประจำคฤหาสน์เรา"
"แต่นั่นคือถงฮว๋า จริงๆนะเฟยเฟย เป็บ่าวที่ใกล้ชิดของเ้า นางคือน้องสาวของถงฝู"
"ใครคือถงฝู ชื่อแปลกๆ"
"ก็คุณพงษ์อย่างไรเล่า"
"หยุดก่อนค่ะคุณฟ่งเอ๋อ ก่อนที่จะคุยกันต่อ ขอให้ทำความเข้าใจว่าชื่อนายพงษ์นี้ฉันหวง ฉันเป็คนพานายพงษ์เข้ามาในชีวิต ฉันเป็คนเริ่มต้นเรียกแบบนี้ ดังนั้น คุณต้องเรียกนายพงษ์เหมือนคนอื่นว่า นายภาส เพราะนายพงษ์มีชื่อจริงว่า ภาสพงษ์ หรือคุณจะไปเรียกไอ้บ้านั่นว่า ถงฝู เรียกอะไรก็ได้ยกเว้น นายพงษ์ นั่นคือชื่อเบ๊ต้องห้ามคนอื่นเรียกของฉัน"
ถึงแม้เพนนีจะเริ่มชอบใจอวี๋เฟิงฟ่งยังไงก็ตาม แต่การเรียกชื่อพงษ์เป็สิ่งต้องห้าม เธอเรียกได้คนเดียว ซึ่งถือเป็ความเอาแต่ใจที่บอกไม่ได้เหมือนกัน เสมือนว่า นายพงษ์คือสิ่งของประจำตัว เป็สิ่งต้องห้ามที่ห้ามใครทำตามหรือเรียกตาม
"เบ๊คือคนใช้รึ"
"ก็คล้ายๆกันแหล่ะค่ะ ลูกไล่แบบนายพงษ์ เดินตามฉันต้อยๆแบบนี้ั้แ่เด็กเป็ลูกไล่ต้องฟังคำพูดฉันคนเดียวถูกแล้ว พักเื่นายพงษ์ไว้ก่อนค่ะ มาต่อที่เลยคุณฟ่ง ประวัติของคุณ ฉันอยากรู้คุณเล่าๆๆๆไปได้เลยค่ะ ฉันจะตั้งใจฟัง"
"อย่างที่บอกเ้าไป ข้านามว่าเฟิงฟ่ง มีแซ่ อวี๋ ส่วนใหญ่ผู้คนในครอบครัวของเราก็จะเรียกข้าว่าฟ่งเอ๋อ ส่วนเ้าจะถูกเรียกว่า เฟยเฟย เราสองคนเป็ฝาแฝดที่โตมาั้แ่เด็ก"
"คุณฟ่ง" เพนนีได้ยินแล้วทำหน้าด้วยความใ
"จะให้กล่าวสักกี่ที เ้าไม่ต้องใส่คุณเคินมาให้ข้าอย่างไรเล่า ข้ามีนำหน้านามข้า เ้าเรียกข้าว่า ฟ่งเอ๋อ"
"ได้ๆคุณฟ่งเอ๋อ เอ่ออออ ฟ่งเอ๋อ นี่มีทั้งนามและมีทั้งแซ่ แสดงว่า ฟ่งเอ๋อเป็คนจีนสินะ"
"จีนคือสิ่งใด ข้าก็ไม่อาจบอกเ้าได้อย่างถูกต้อง แต่ที่ข้ารู้คือ ดินแดนที่ข้ากับเ้าเติบโตมานาน มีความยิ่งใหญ่เป็อย่างมาก อยู่ในสมัยของฮ่องเต้หมินเกา"
"ดูจากชุดของฟ่งเอ๋อ ดูท่าแล้วคล้ายกับพวกผู้หญิงที่อยู่ในราชวงศ์ถังมากๆ ชุดที่ใส่ก็สีสวยอ่อนหวานเชียวชมพูขาว เป็การตัดกันแบบไม่เป็ธรรมชาติที่ดูแล้วเป็ธรรมชาติมากๆ นี่คงเป็ความงามในยุคนั้นสินะ แถมคุณยังดูสดใสร่าเริงอีกด้วย แสดงว่าอารยธรรมยุคถังคงคล้ายๆกัน ดีนะให้นายพงษ์ไปสืบยุคนี้คงได้เื่ได้ราวอะไรมาบ้าง"
"ข้าไม่เข้าใจที่เ้าพูดถึงยุคถังหรอก แต่ที่ข้ารู้คือ แผ่นดินของพวกเราในตอนนั้น ฮ่องเต้หมินเกาทำให้ดินแดนนี้สงบเรียบร้อยเป็อย่างมากไม่มีภัยรุกรานใดๆ แต่น่าเสียดายข้าน่าจะได้อยู่ดูชมความงดงามให้นานกว่านี้"
"ฟ่งเอ๋อ คุณเป็อะไรตาย ดูท่าคุณยังสาวยังแส้แท้ๆเลย ดูๆแล้วอายุตอนตายคุณคงน้อยกว่าฉันซะอีก"
"หากจะพูดให้ก็นับว่าใช่ เพียงแต่ตอนนั้น เฟยเฟย ข้ากับเ้าก็เสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน"
"ไม่ใช่ล่ะ ฟ่งเอ๋อ ฉันตายตอนอายุ 27 พร้อมกับนายพงษ์ไม่ใช่คุณ"
"เฟยเฟยข้าไม่ได้หมายถึงเ้าในชาตินี้ ข้าหมายถึงเ้าในชาติก่อน"
เพนนีได้ยินอวี๋เฟิงฟ่งพูดคำว่าเฟยเฟย หลายครั้งจนรู้สึกแปลกใจ
"ฟ่งเอ๋อ ฉันชื่อเพนนี พนิตพร ไม่ได้ชื่อเฟยเฟยอะไรนั่น"
"เ้าไม่ได้เข้าใจผิด เ้าต่างหากที่ยังไม่ได้รับรู้เื่ในอดีต ฟังข้าเ้ามีนามว่า เฟิงเฟย พวกเราเรียกเ้าว่า เฟยเฟย แซ่อวี๋ นับเป็เื่ถูกต้องแล้ว ส่วนชื่อในชาตินี้ของเ้าข้าจะไม่เรียก"
"แล้วแต่ฟ่งเอ๋อเลย แล้วทำไมพวกเราถึงได้ตายกันทั้งคู่แบบนี้"
"ที่ข้าและเ้าตาย เกิดหลังจากที่พวกเรากลับมาจากงานเลี้ยงน้ำชาที่จัดขึ้นในจวนหรงไท่กงของตระกูลฉี — ฉีเหม่ย หญิงสาวผู้เป็น้องเล็กของตระกูล