การหายตัวไปของซิงซิงสร้างความะเืใจอย่างยิ่งให้แก่เซียวจิ่วเอ๋อร์ และเมื่อการหลอมโอสถสำหรับนางไม่ได้ถือว่าเป็เื่ยากอะไร...
นางค่อยๆ หยิบยาชะล้างไขกระดูกขึ้นมาใส่ปากหนึ่งเม็ด รสชาติที่ััได้ทำให้นางเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เม็ดยาที่ประกอบด้วยสมุนไพรกว่าหลายสิบชนิดกลับไม่มีความขมอย่างที่คาด นางััได้ถึงรสหวานละมุนและความสดชื่นที่ซ่อนอยู่
รสชาติอันน่าประทับใจนี้ทำให้นางเร่งมือขึ้น นางเหลือยาชะล้างไขกระดูกเพียงหนึ่งเม็ดไว้เป็ตัวอย่าง ส่วนที่เหลือทั้งหมดกลืนลงไปในคราวเดียว จากนั้นเข้าสมาธิทันที
เซียวจิ่วเอ๋อร์รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในจุดตันเถียนทันที ราวกับมีสายน้ำอุ่นอันอ่อนโยนไหลรินเข้าสู่ร่าง ความร้อนจากพลังงานแผ่กระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นและปลอดโปร่งจนไม่อาจเปรียบได้
สภาวะนี้ดำเนินไปเป็เวลาราวหนึ่งก้านธูป ต่อจากนั้นมีพลังมหาศาลพวยพุ่งออกมาจากจุดตันเถียน ไหลทะลักไปตามเส้นชีพจร ลามไปยังทุกส่วนของร่างกายอย่างรวดเร็ว
กระแสพลังที่พลุ่งพล่านทำให้ลมหายใจของเซียวจิ่วเอ๋อร์ถี่กระชั้น พลังงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คล้ายเปลวไฟที่พบลมกระโชก เผาผลาญทุกสิ่งโดยไร้ซึ่งการควบคุม
นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาสีดำสนิทกลับกลายเป็สีเงินในทันที บรรดาอสูริญญาที่เคยล้อมรอบตัวนางต่างพากันแตกฮือไปคนละทิศละทาง แม้แต่เสือตาสองสีที่ก่อนหน้านี้สนิทสนมกับนางนัก ก็ยังวิ่งถอยห่างออกไปไกลนับสิบหมี่ จ้องมองนางด้วยความระแวดระวัง
แสงสีเงินสว่างไสวโอบล้อมร่างของเซียวจิ่วเอ๋อร์ นางก้มมองมือตัวเอง ก่อนจะกำหมัดเบาๆ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างพอใจ
สำเร็จแล้ว
นางโชคดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ
พลังิญญาเปลี่ยนจากสีฟ้าอ่อนกลายเป็สีขาวแทบจะโปร่งใส หากไม่จ้องมองให้ดี คงไม่มีทางสังเกตเห็นได้
เซียวจิ่วเอ๋อร์ใช้เวลาเพียงครึ่งเดือน ก็สามารถทะยานขึ้นเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็ความสำเร็จที่ยากจะไม่ให้รู้สึกยินดี
ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดนั้น มีความแตกต่างจากขั้นหกอย่างลิบลับ
เพราะเมื่อใดที่ก้าวถึงขั้นเจ็ด นั่นคือจุดเริ่มต้นของการมุ่งสู่ระดับจอมยุทธ์
ลำดับขั้นของพลังปราณเรียงลำดับจากน้อยไปมาก แบ่งออกเป็ผู้ฝึกยุทธ์ จอมยุทธ์ มหายุทธ์ และาายุทธ์
เมื่อเซียวจิ่วเอ๋อร์นึกถึงขอบเขตขั้นพลังทั้งหลาย ความยินดีเล็กน้อยที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในใจก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
นางเป็เพียงผู้ฝึกยุทธ์ตัวเล็กๆ จะไปดีใจอะไรนักหนา
นางเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เพียงสามารถเอาชนะเซียวเฟิ่งเอ๋อร์และเซียวหรันได้แล้วอย่างไร ั้แ่แรกนางไม่เคยมองพวกโง่สองคนนั้นอยู่ในสายตาเลย เป้าหมายของนางคือการล้มเป่ยมู่หานให้ได้
แต่พลังของชายคนนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่แค่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ หากเปรียบเทียบกันแล้ว ต่อให้ตอนนี้นางพยายามสุดกำลัง ก็อาจทำได้เพียงะโขึ้นไปให้ถึงหัวเข่าของเขาเท่านั้น
เซียวจิ่วเอ๋อร์นึกภาพตามจนอดถอนหายใจออกมาแรงๆ ไม่ได้ นางลุกขึ้นปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า ก่อนจะเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่แผดแสงอยู่บนท้องฟ้า
ไม่ทันไรเวลาก็ล่วงเลยไปจนเกือบจะครึ่งวัน นึกถึงคำที่นางฝากฝังกับสาวใช้ไว้เมื่อวานก่อนออกจากจวนสกุลเจี่ย ก็พอคำนวณเวลาได้ว่าตอนนี้ท่านเจี่ยน่าจะส่งคนไปที่ตระกูลเซียวเพื่อตามหานางแล้ว
เซียวจิ่วเอ๋อร์มองสำรวจรอบตัว ก่อนจะตัดสินใจซ่อนเตาหลอมโอสถไว้ในป่าแห่งนี้
“วันนี้ข้ายังมีธุระจึงไม่อาจเล่นกับพวกเ้าได้ ไว้วันหลังข้าจะมาหลอมโอสถให้พวกเ้ากิน แต่มีข้อแลกเปลี่ยนว่าเ้าทั้งหลายต้องช่วยข้าดูแลเตาหลอมนี้ให้ดี”
เซียวจิ่วเอ๋อร์เหลือบมองฝูงอสูรที่ซ่อนตัวอยู่ในระยะไกล พลางกล่าวทีเล่นทีจริงเสียงเบา
“ข้ารู้สึกว่าพวกเ้าคงเข้าใจคำพูดของข้าได้ อย่างน้อยก็ต้องเป็เ้าเสือตัวนั้นแน่ๆ ที่รู้ความหมาย”
หลังออกจากป่าอสูร นางกลับมายังตัวเมืองและมุ่งหน้าไปยังตระกูลเซียวทันที
ในขณะเดียวกัน ที่จวนสกุลเซียวก็กำลังเกิดเื่โกลาหล
บริเวณด้านนอกจวนมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด จำนวนยามเพิ่มขึ้นเป็สองเท่าจากปกติ ภายในจวนบรรยากาศเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
เมื่อคืนที่ผ่านมา เซียวหรัน คุณหนูสามสกุลเซียวถูกโจมตีในยามวิกาลจนได้รับาเ็สาหัส
หมอหลวงถูกเรียกตัวมาอย่างต่อเนื่อง หลายคนเดินทางมาด้วยความเร่งรีบ และทุกครั้งที่กลับออกมา ล้วนมีสีหน้าเคร่งเครียด ส่ายหน้าและถอนหายใจ
เซียวจื้อหยวนนั่งอยู่ข้างเตียง จ้องมองบุตรสาวที่นอนาเ็บนเตียงด้วยความกังวล คิ้วขมวดแน่น
เซียวหรันมีใบหน้าซีดขาวไร้สีเื แววตาว่างเปล่าราวกับคนไร้ชีวิต มีเพียง่เวลาที่ความเ็ปจากหัวเข่ากำเริบเท่านั้นที่สีหน้าของนางจะแปรเปลี่ยน
ตลอดทั้งคืนนางไม่อาจบอกได้ว่าตนเองผ่านพ้นมาได้อย่างไร
ความรู้สึกนั้นคล้ายกับการวนเวียนอยู่หน้าประตูขุมนรกนับครั้งไม่ถ้วน ทรมานจนแทบสิ้นใจ
“พ่อจะต้องจับตัวคนที่ลงมือเมื่อคืนมาให้ได้ จากนั้นจะแล่เนื้อมันทีละชิ้น เพื่อแก้แค้นให้เ้า!”
เซียวจื้อหยวนเอื้อมมือจับข้อมือของเซียวหรันอย่างแ่เบา เอ่ยปลอบนางด้วยเสียงอ่อนโยน
“ข้า...ขาของข้า...” เซียวหรันนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะหันไปมองเซียวจื้อหยวนด้วยน้ำเสียงแ่เบา “รักษาไม่ได้แล้วใช่หรือไม่”
แม้ว่าเมื่อครู่เหล่าหมอหลวงจะพยายามปกปิดความจริง แต่เซียวหรันยังคงสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติจากสีหน้าของพวกเขา และได้ยินบางคำพูดเล็ดลอดออกมา
ไม่มีทางรักษาได้แล้วหรือ
จะเป็ไปได้อย่างไร
วันคืนอันงดงามของนางเพิ่งจะเริ่มต้นแท้ๆ ไฉนถึงกลายเป็เช่นนี้ได้
“ใครบอกว่าไม่มีทางรักษา?!” เซียวจื้อหยวนแค่นเสียงเย็น กล่าวอย่างมั่นใจ “อย่าไปฟังพวกหมอเถื่อนพูดจาไร้สาระ พ่อได้สั่งให้คนไปเชิญสวีิมาแล้ว หรันหรันอย่ากลัว อาการาเ็แค่นี้ไม่มีทางยากเกินความสามารถของท่านหมอผู้นั้นหรอก!”
สวีิคือหัวหน้าของสำนักหมอหลวง ทั้งยังเป็หมอประจำพระองค์ของฮ่องเต้อีกด้วย
เซียวหรันได้ยินคำพูดนี้ ความกังวลที่รบกวนจิตใจมาตลอดก็พลันบรรเทาลง ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา นางมองไปที่เซียวจื้อหยวนด้วยท่าทางน่าสงสารพร้อมทั้งร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ท่านพ่อ ลูกเจ็บเหลือเกิน…”
“พ่อรู้” เซียวจื้อหยวนกัดฟัน พลางยื่นมือไปลูบศีรษะของเซียวหรันอย่างปลอบโยน ก่อนจะรับปากว่า “เมื่อจับคนร้ายได้ พ่อจะทำให้มันเ็ปกว่าเ้าร้อยเท่าดีหรือไม่”
เมื่อพูดถึงคนร้ายที่ลงมือ เซียวหรันก็ชะงักไปชั่วขณะ
ไม่ว่านางจะพยายามแค่ไหน แต่ก็ยังไม่อาจจดจำเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนได้เลย
ทั้งที่นางเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่ห้า เหตุใดถึงได้ถูกทำร้ายจนาเ็สาหัสเช่นนี้?! ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนั้นยังมีซินเหมยอยู่ด้วย บ่าวต่ำต้อยผู้นั้นกลับช่วยอะไรไม่ได้เลยเชียวหรือ
เซียวหรันกัดริมฝีปากด้วยความไม่พอใจ น้ำตาไหลอาบแก้ม ทำให้เซียวจื้อหยวนรู้สึกเ็ปใจยิ่งขึ้น
“ท่านพ่อ ซินเหมยว่าอย่างไร นางเห็นหน้าคนร้ายหรือไม่”
สีหน้าของเซียวจื้อหยวนเปลี่ยนไป คล้ายมีบางสิ่งที่อยากพูดแต่กลับลังเล ทำให้เซียวหรันยิ่งกระวนกระวายใจ
“นางเห็นใช่หรือไม่ เป็ใครกัน!”
“ซินเหมยสติเลอะเลือน นางยืนยันว่าคนที่ทำร้ายพวกเ้าคือจิ่วเอ๋อร์ และยังบอกอีกว่าจิ่วเอ๋อร์บรรลุขั้นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหก มีฝีมือที่เก่งกาจยิ่งนัก”
“เป็ไปได้อย่างไร?!” เซียวหรันอึ้งไปชั่วขณะ “นางเป็เพียงคนไร้ค่าคนหนึ่ง ซินเหมยพูดอะไรเหลวไหลกันแน่!”
“หมอหลวงบอกว่านางอาจได้รับาเ็ที่ศีรษะ คำพูดของนางจึงไม่น่าเชื่อถือ”
เซียวจื้อหยวนเองก็ไม่เชื่อว่าเื่ทั้งหมดนี้จะเป็ฝีมือของเซียวจิ่วเอ๋อร์ หากนางมีความสามารถเช่นนั้น เขาคงไม่ต้องถูกหัวเราะเยาะมานานนับสิบปี!
ลูกหลานตระกูลเซียวทุกคนนอกจากเซียวจิ่วเอ๋อร์ ล้วนแต่เป็ผู้กล้าไม่หวั่นต่อความเป็ความตายหรืออำนาจใด!
เซียวจื้อหยวนเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงให้กำเนิดลูกสาวที่อ่อนแอไร้ความสามารถเช่นนั้นได้! ไม่แปลกเลยที่คนในเมืองจะซุบซิบนินทาลับหลังว่าเขาถูกฉงซวงสวมเขาและเซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเขา!
เมื่อระลึกถึงเื่ราวในอดีต ดวงตาของเซียวจื้อหยวนเต็มไปด้วยความหม่นหมอง เขาถอนหายใจหนักๆ ด้วยความหงุดหงิด ก่อนพูดอย่างไม่พอใจ
“พ่อได้สั่งให้คนไปตามจิ่วเอ๋อร์กลับมาแล้ว เื่นี้ถึงจะไม่เกี่ยวข้องกับนาง แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้นางอาศัยอยู่นอกบ้านต่อไปได้ รังแต่จะทำให้ตระกูลเซียวต้องขายหน้า!”