เย่จื้อเฟิงยังคงออกไปตั้งแผงขายของเช่นเคยราตรีในฤดูหนาวช่างยาวนาน ยามเช้าที่ลุกขึ้นมาก็ยังมืดมิดนักทั้งเหน็บหนาวและชวนให้รู้สึกอ่อนเพลียเย่ชิงชิงอยากจะให้พี่ชายได้พักผ่อนเร็วขึ้น จึงเสนอให้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย
ป้ายไม้ขนาดใหญ่แขวนอยู่หน้าแผงลอยมีอักษรสลักว่า ‘ซื้อห้าแถมหนึ่ง’ เย่จื้อเฟิงยืนอยู่บนม้านั่งแล้วตะโกนเสียงดังลั่น“มาดูกันทางนี้! เนื้อหมูตุ๋นหม้อดินสูตรชิงชิงรสเลิศซื้อห้าแถมหนึ่ง! โอกาสนี้มีเพียงวันนี้เท่านั้น!”
กิจกรรมส่งเสริมการขายแบบจำกัดระยะเวลาสามารถกระตุ้นความรู้สึกเร่งด่วนของผู้คนและปลุกเร้าให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ยิ่งไปกว่านั้นการแถมให้หนึ่งหม้อก็ยั่วใจเสียยิ่งกว่าสิ่งใด
พลันมีผู้คนก้าวเข้ามาไถ่ถาม“แถมให้จริงหรือ?”
เย่จื้อเฟิงหัวเราะแล้วตอบว่า“ย่อมจริงขอรับ! ใกล้จะถึงเทศกาลปีใหม่แล้วพวกเราก็อยากจะเก็บแผงกลับบ้านเร็วขึ้นเช่นกันเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินสูตรชิงชิงนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากทุกท่านการทำเช่นนี้ก็ถือเป็นการตอบแทนเพื่อนบ้านของเรา”
ชายชราผู้หนึ่งค้ำไม้เท้าเดินย่องแย่งเข้ามาใกล้พยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ของสิ่งนี้ข้าชอบนักทว่าครอบครัวเรามีคนน้อย หม้อเดียวก็คงกินไม่หมด...”
“ท่านปู่โปรดวางใจ ของสิ่งนี้เก็บรักษาได้นานยามฤดูหนาวเช่นนี้ยิ่งไม่บูดเน่าง่ายๆ ขอรับ” หลังจากผ่านการฝึกฝนมาหลายเดือนเย่จื้อเฟิงก็พูดจาฉะฉานขึ้นมาก สามารถโต้ตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ “ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ สามารถนำไปมอบให้ญาติสนิทมิตรสหายได้ด้วยขอรับ!”
“ก็จริงอย่างว่า...เช่นนั้นขอข้าห้าหม้อเถิด”
“ข้าด้วย! ข้าด้วย!”
บรรดาป้าๆที่ออกมาจับจ่ายซื้อของสำหรับเทศกาลพากันกรูเข้ามาแผงลอยถูกล้อมรอบจนน้ำไม่ไหลลมไม่เข้า บรรดาพ่อค้าแม่ค้ารอบข้างพากันอิจฉาตาร้อนมองดูการค้าขายของเย่จื้อเฟิงด้วยความริษยา
เย่ชิงชิงเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้มานานแล้วนางบรรทุกเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินมาเต็มรถลากถึงสองคันการจัดหาสินค้าจึงไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลน
แต่เพียงครึ่งวันเนื้อหมูตุ๋นสองร้อยถึงสามร้อยหม้อก็ขายหมดเกลี้ยงทั้งยังมีผู้คนที่ทราบข่าวและเดินทางมาแต่ไม่สามารถซื้อได้พวกเขาพากันส่งเสียงเอะอะโวยวายบางคนถึงกับมาสอบถามว่าเหตุใดจึงไม่มีกิจกรรมส่งเสริมการขายเหมือนเมื่อวาน
เย่จื้อเฟิงจนปัญญาการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายครั้งนี้ทำให้เขาเหนื่อยล้าจนแทบหมดแรงเขายกมือขึ้นโบกไม้โบกมือเพื่อปลอบโยนฝูงชนพร้อมทั้งรับปากว่าจะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอีกครั้งเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึงรับรองว่าจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง
เมื่อขายหมดแล้วจะพูดมากไปก็ไม่มีประโยชน์ ทุกคนจึงทำใจยอมรับและแยกย้ายกันไปด้วยความไม่พอใจ
ในวันสิ้นปียามบ่ายนางซูได้ต้มน้ำร้อนให้เย่ชิงชิงอาบน้ำ ตามประเพณีของหมู่บ้าน เด็กๆจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แต่เนิ่นๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับมื้อค่ำของวันสิ้นปี
เย่ชิงชิงสวมเสื้อคลุมสีแดงสดใสบริเวณคอเสื้อนางก็ขอให้เย็บด้วยขนกระต่ายสีขาว เพื่อความอบอุ่นและสวยงามทำให้เด็กสาวคนอื่นๆ พากันอิจฉาตาร้อน
ในช่วงไม่กี่วันที่ไม่ได้ออกไปตั้งแผงลอยเย่ชิงชิงผู้ว่างงานก็ไม่มีที่เที่ยวเล่น นางเดินเตร่ไปทั่วหมู่บ้านผูกมิตรกับเด็กน้อยเหล่านั้นจนคุ้นเคย
บัดนี้ไม่มีใครเรียกนางว่านังอัปลักษณ์อีกคาดว่าผู้ใหญ่ในบ้านได้สั่งสอนเด็กเหลือขอเหล่านั้นไว้ดีแล้วต่างพากันเปลี่ยนคำเรียกขาน นอกจากจะไม่รังเกียจเย่ชิงชิงแล้วยังแสดงความสนิทสนมเพราะบ้านนางมีอาหารอร่อย
เด็กก็เป็นเช่นนี้ช่างไร้เดียงสาและซื่อตรง การกลับไปคืนดีกันจึงเป็นเรื่องง่ายดายแต่แน่นอนว่าไม่รวมถึงเย่ฝูหรง เด็กๆ ที่นำโดยนางล้วนอยู่ฝ่ายตรงข้ามและไม่มีทางญาติดีกับเย่ชิงชิง
เย่ชิงชิงที่วิญญาณภายในเป็นผู้ใหญ่คร้านจะใส่ใจความสัมพันธ์ที่เป็นปรปักษ์ของพวกเขา นางจึงใช้ชีวิตของนางต่อไป
เมื่อเตรียมอาหารสำหรับมื้อค่ำวันสิ้นปีเรียบร้อยแล้วนางซูและบุตรทั้งสอง พร้อมด้วยหยางหลิ่วรวมกันสี่คนก็นั่งล้อมวงรอบโต๊ะ
โต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กๆที่ไม่ใหญ่มากนั้นเต็มไปด้วยอาหารนานาชนิดเย่จื้อเฟิงยังได้ซื้อเหล้าบ๊วยมาหนึ่งไหเพื่อเฉลิมฉลองมื้ออาหารแห่งการรวมญาติครั้งนี้
ในเตาไฟหม้อน้ำแกงกระดูกหมูสีขาวขุ่นกำลังเดือดปุดๆ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วความร้อนจากถ่านไฟทำให้ทั้งห้องอบอุ่น
นางซูไม่อาจปกปิดรอยยิ้มบนใบหน้ายามสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นนี้เวลานี้มีเสื้อผ้าที่อบอุ่นและอาหารให้กินจนอิ่มหนำ เมื่อหกเดือนก่อนนางไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงชีวิตเช่นในวันนี้ด้วยซ้ำ
“ท่านแม่ ครึ่งปีมานี้ท่านตรากตรำมามากแล้ว” เย่จื้อเฟิงรินเหล้าบ๊วยถ้วยเล็กให้นางแล้วกล่าวว่า“ดื่มกับลูกชายสักแก้วเถิด”
ภายในใจของนางซูรู้สึกอบอุ่นยิ่งนักนางกล่าวอย่างปลาบปลื้ม “พรุ่งนี้วันที่หนึ่งพวกเจ้าสองพี่น้องไปบวงสรวงเทพเจ้าที่อารามชิงหัวพร้อมข้าเถิดถือเป็นการขอบคุณที่เทพเจ้าคุ้มครองลูกทั้งสองให้เติบโตอย่างดี!”
นางพูดแล้วน้ำตาก็คลอเบ้ายามนั้นนางสิ้นหวังเพียงใด ยามนี้ก็รู้สึกซาบซึ้งใจเพียงนั้น
บุตรของตนเป็นเด็กปัญญาอ่อนและนังอัปลักษณ์เป็นแม่แล้วไหนเลยจะไม่อยากใส่ใจ ไม่มีข้าวกิน ไม่มีเงินซื้อยาถูกจิกหัวด่าทอก็ไร้เรี่ยวแรงจะตอบโต้...
“ข้ายังคิดว่าพรุ่งนี้จะได้ตื่นสายเสียอีก” เย่ชิงชิงแสร้งทำเป็นถอนหายใจแล้วเปลี่ยนเรื่อง “ไปสายหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะเทพเจ้าก็ต้องนอนหลับเช่นกัน”
นางซูหัวเราะร่วนเมื่อบุตรสาวพูดแทรกขึ้นมาเช่นนั้นความโศกเศร้าก็จางหายไปโดยพลัน นางไม่ได้คิดถึงเรื่องราวทุกข์ใจในอดีตอีกต่อไปแล้วจากนั้นก็ชวนพวกเขากินข้าวอย่างมีความสุข
เหล้าผลไม้ฤทธิ์ความเมาไม่สูงนักรสชาติหวานเล็กน้อย เหมาะสำหรับสตรี แต่เย่ชิงชิงยังเด็กนักจึงถูกสั่งห้ามไม่ให้แตะต้อง แม้แต่จะลองลิ้มชิมรสก็ทำไม่ได้
“ก่อนอาหารก็ดื่มน้ำแกงอุ่นๆ สักชามให้ท้องอบอุ่นเสียก่อน” นางซูใช้ช้อนตักน้ำแกงให้ทุกคนแล้วกล่าวว่า “อย่าดื่มเหล้ามากเกินไปนักคืนนี้ยังต้องเฝ้ารอข้ามปี มิฉะนั้นจะง่วงเสียก่อน”
“ข้าทราบขอรับ แค่ยังไม่เคยดื่มเหล้าก็เลยอยากรู้อยากลอง” เย่จื้อเฟิงหัวเราะฮิฮิแล้วก้มหน้าลองจิบเบาๆ ก่อนจะพึมพำ “ก็พอใช้ได้”
วันนี้นางซูอารมณ์ดีก็เลยดื่มไปสองจอกแต่หยางหลิ่วไม่แตะเหล้าเลยสักหยด คาดว่าคงเป็นเพราะบิดาขี้เมานางจึงรังเกียจเหล้า
หลังอาหารก็ถึงคราวแจกอั่งเปานางซูใจกว้าง ให้เงินแต๊ะเอียกับทุกคนจำนวนหนึ่งตำลึงแม้แต่หยางหลิ่วก็ได้รับเช่นกัน
แม้หยางหลิ่วจะลงชื่อในสัญญาขายตัวไปแล้วแต่นางซูก็ยังคงให้เงินนางเล็กน้อยทุกเดือนจะให้หญิงสาวไม่มีเงินติดตัวเลยได้อย่างไร
เงินหนึ่งตำลึงไม่ใช่จำนวนน้อยสำหรับชาวบ้านแต่เมื่อเย่ชิงชิง เด็กเช่นนี้ได้เงินนี้ไปนางซูกลับไม่รู้สึกกังวลใจเลยแม้แต่น้อยนางกำชับสองสามคำแล้วปล่อยให้บุตรสาวเก็บเงินไว้เอง บุตรสาวของนางฉลาดและรู้ความเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย