เล่มที่2 บทที่49 อันดับหนึ่งของตารางอันดับเขียว
เมื่อลงจากแท่นประลอง สายตามากมายก็จับจ้องมาที่จั่วเฉิน ทว่าเขายังคงมีท่าทีสงบนิ่งท่ามกลางฝูงคนเหล่านั้น
เพียงการประลองแค่ครั้งเดียวก็สามารถสร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้เรื่องนี้ถูกกำหนดไว้แล้ว และนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น เซียวพั่วรื่อเป็นเพียงหินรองเท้าที่จั่วเฉินใช้เพื่อไต่เต้าขึ้นตารางอันดับเขียวเท่านั้นเขาไม่ถือเป็นอะไรทั้งสิ้น
หากไม่ใช่เพราะต้องซ่อนความสามารถ จั่วเฉินคงจะเอาชนะเซียวพั่วรื่อได้ในกระบวนท่าเดียว ไม่จำเป็นต้องลำบากลงมือมากมายเช่นนี้
สำหรับจั่วเฉิน ตารางอันเดียวเขียวนี้ยังไม่ถือว่าท้าทายเท่าไรนัก
เสี่ยวอู๋คาดหวังให้เขาช่วงชิงอันดับต้นๆ ของตารางอันดับเขียวนี้ให้ได้และผู้คุมกฎขวาเซี่ยโหวอู๋ก็เคยพูดเอาไว้ ว่าหากเขาสามารถช่วงชิงอันดับต้นๆของตารางมาได้ ก็จะสามารถเลื่อนขึ้นเป็นศิษย์ตัวจริง ทว่าสำหรับจั่วเฉินแค่ตารางอันเขียวนี้คงยังไม่เพียงพอ
หลังจากจั่วเฉินลงจากแท่นประลอง คนอื่นๆ ก็เปลี่ยนขึ้นไปและเริ่มการประลองต่อ
ในบรรดาศิษย์ทั่วไปพอจะมีคนที่ไม่ธรรมดาอยู่บ้าง ช่วงหลังยังมีถึงสองคนที่มีพลังทัดเทียมเซียวพั่วรื่อปรากฎตัวพวกเขาถือว่าเป็นม้ามืดเลยก็ว่าได้
วันแรกของการประลองผ่านไปอย่างรวดเร็วและการประลองตารางอันดับเขียวก็ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว
เซียวพั่วรื่อที่พ่ายแพ้ให้กับจั่วเฉินมีโอกาสขึ้นแท่นประลองอีกครั้งซึ่งครั้งนี้เขาเอาชนะไปได้ร้อยกว่าครั้ง จนสุดท้ายก็ได้ขึ้นเป็นอันดับที่ห้าของตารางหากเขาไม่พ่ายแพ้ให้กับจั่วเฉินก่อนหน้านี้ เซียวพั่วรื่อคงมีโอกาสติดหนึ่งในสามอันดับแรกเลยก็ว่าได้
...
วันถัดมา จั่วเฉินมาที่ลานประลองแต่เช้าตรู่ เมื่อเห็นว่าตารางอันดับนิ่งดีแล้วสายตาของเขาก็พลันมีประกายแห่งความคาดหวังเกิดขึ้น
“ในที่สุดก็ถึงตาข้าท้าประลองแล้วสินะ” จั่วเฉินพึมพำพลางจ้องไปที่ตารางอันดับที่ลอยอยู่กลางอากาศ
อันดับที่หนึ่ง หลินซวงเทียน
อันดับที่สอง โจวห้าว
อันดับที่สาม เฉาไป๋อวี่
อันดับที่สี่ จ้าวอวี่เอ๋อ
อันดับที่ห้า เซียวพั่วรื่อ
...
จั่วเฉินกวาดสายตามองรายชื่อบนตารางอันดับ สุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่ตำแหน่งบนสุด
อันดับที่หนึ่ง หลินซวงเทียน
“เป็นเจ้าแล้วกัน” จั่วเฉินพึมพำ
คนจำนวนมากจับจ้องไปที่จั่วเฉิน พอเห็นเขาก้าวขึ้นแท่นประลองแล้วก็พากันเกิดความคิดเดิมทีจั่วเฉินผู้นี้มีสถานะต่ำต้อย ถูกผู้คนดูแคลน ทว่าบัดนี้ ทุกสิ่งที่เขาแสดงออกมาทำให้ศิษย์ทั่วไปต้องยอมรับหลายคนจึงคาดหวังการประลองรอบถัดไปของเขาพอสมควร เพราะขนาดเซียวพั่วรื่อที่พ่ายแพ้เขาไปยังติดอันดับที่ห้าเช่นนั้นจั่วเฉินจะต้องได้อันดับที่สูงกว่าแน่
“ข้าขอท้าประลองกับหลินซวงเทียน!”
พอเห็นร่างของคนผู้หนึ่งที่นอกแท่นประลอง จั่วเฉินก็เอ่ยปากขึ้นทันทีผู้ตัดสินที่อยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้นก็ประกาศออกมาเสียงดัง
“หลินซวงเทียนขึ้นมาประลองได้!”
หลินซวงเทียนที่อยู่นอกแท่นประลองรู้สึกประหลาดใจ ใบหน้าฉายแววเกรี้ยวกราดเล็กน้อยก่อนที่เขาจะเดินขึ้นแท่นประลองมาหยุดอยู่ที่หน้าจั่วเฉินอย่างดุดัน
คิดไม่ถึงว่าจั่วเฉินจะใจกล้าไม่เบา กล้าท้าประลองกับที่หนึ่งของตาราง
ศิษย์ที่ดูอยู่ต่างก็คิดว่าตัวเองหูฝาดพวกเขายอมรับว่าจั่วเฉินแข็งแกร่ง มีสิทธิช่วงชิงสามอันดับแรกของตาราอันดับเขียวได้ทว่านั่นก็แค่มีสิทธิเท่านั้น เพราะคนที่ติดสามอันดับแรกนับว่ามีพลังน่ากลัวทีเดียวไม่มีใครคิดว่าจั่วเฉินผู้นี้จะใจกล้าบ้าบิ่นกล้าท้าประลองกับหลินซวงเทียน
ในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ด้วยพลังที่หลินซวงเทียนสำแดงออกมา ทำให้เขาถูกเรียกว่าม้ามืดที่ร้ายกาจทุกการประลองสามารถชนะคู่ต่อสู้ไปได้อย่างไร้ผู้ใดทัดเทียม กระทั่งเซียวจ้านชางก็ยังพ่ายแพ้เรียกได้ว่าหลินซวงเทียนผู้นี้มีพลังแข็งแกร่งที่สุดในสิบอันดับแรก แม้แต่โจวห้าวที่เป็นอันดับสองก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา
แม้หลินซวงเทียนจะมีพลังระดับหลอมรวมขั้นเก้า ทว่าเท้าข้างหนึ่งของเขาได้ก้าวเข้าสู่ระดับเรียกวิญญาณไปแล้ว
ความต่างของระดับพลังหนึ่งขั้นใหญ่เช่นนี้ทำให้พลังต่อสู้ต่างกันมากระดับหลอมรวมกับระดับเรียกวิญญาณนับว่าแตกต่างกันราวกับฟ้าเหว แม้หลินซวงเทียนจะเพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับเรียกวิญญาณเขาก็ยังไม่ใช่บุคคลที่ผู้มีระดับหลอมรวมขั้นเก้าจะสามารถต่อกรได้
อีกอย่าง จั่วเฉินน่าจะยังไม่พัฒนาเป็นระดับหลอมรวมขั้นเก้ากระมัง?
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกัน คนทั้งสองบนแท่นประลองก็เริ่มโจมตีใส่กันแล้ว
ขุมพลังที่มองไม่เห็นสาดกระจายออกมาจากตัวหลินซวงเทียนทุกครั้งที่ลงมือก็คล้ายจะมีพลังห้วงมิติที่แข็งแกร่งสอดแทรกออกมาด้วย
ผู้ฝึกยุทธระดับหลอมรวมสามารถใช้ได้เพียงพลังปราณในการต่อสู้เท่านั้นทว่าเมื่อใดที่พัฒนาเข้าสู่ระดับเรียกวิญญาณ จะสามารถหยิบยืมพลังห้วงมิติจากฟ้าดินมาใช้ด้วยได้ทำให้เคล็ดวิชาปราณโบราณที่สำแดงออกมามีพลังต่างไปจากเดิมมาก ซึ่งนั่นถือเป็นการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงเนื้อแท้ไปเลยทีเดียว
เทียบกับเซียวพั่วรื่อที่มีระดับพลังหลอมรวมขั้นเก้าแล้ว คนผู้นี้แข็งแกร่งกว่ากันมาก
เมื่อพลังอันน่าสะพรึงกลัวถาโถมออกมา ศิษย์ที่ชมการประลองอยู่ต่างก็ต้องหลบสายตาลอบคิดในใจว่าหากเป็นตัวเองที่ขึ้นไปประลอง คงไม่อาจต้านรับการโจมตีของหลินซวงเทียนได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
“เจ้าตาบอดแล้วที่มาท้าประลองกับข้า ไสหัวลงไปเสีย!” หลินซวงเทียนตวาดอย่างเกรี้ยวกราด ในสายตาของเขา การที่จั่วเฉินขอท้าประลองด้วยเช่นนี้ถือเป็นการดูแคลนความสามารถกัน
นับตั้งแต่เข้ามาที่ตำหนักนภาปราณยุทธ หลินซวงเทียนก็ไม่เคยเปิดเผยความสามารถของตัวเองออกมาเขาเลือกที่จะเก็บซ่อนพลังเอาไว้เพื่อจะได้สร้างความตกตะลึงในการประลองตารางอันดับครั้งนี้และการได้เป็นอันดับที่หนึ่งก็นับว่าเขาทำความปรารถนาได้สำเร็จแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อคืนยังมีผู้อาวุโสมาหาเขา และรับปากว่าจะรับเขาเป็นศิษย์เอกเมื่อการประลองจบลงอีกด้วย
คิดไม่ถึงว่าจั่วเฉินผู้นี้จะไม่มีตาประเมินสถานการณ์ กล้ากระตุกหนวดเสือเสียได้ทว่าก็ดี เพราะหากเขาเอาชนะจั่วเฉินได้ ชื่อเสียงของเขาก็จะโด่งดังขึ้นไปอีก
“ฝีก้าวเหินวายุ!”
การเคลื่อนไหวของหลินซวงเทียนพลันเปลี่ยนไป เขาเคลื่อนที่มาทางจั่วเฉินอย่างรวดเร็วทว่าเลือนรางคล้ายจะมองเห็นได้ไม่ชัด ขณะเดียวกัน ที่มือทั้งสองข้างยังมีพลังปราณธาตุไฟกำลังรวมตัวกันจนเกิดเป็นเปลวไฟลุกโชนขึ้นที่กลางฝ่ามือ
ฝ่ามือเปลวไฟนี้เป็นเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับมานุษขั้นสูง หากเป็นผู้ฝึกยุทธระดับหลอมรวมสำแดงเคล็ดวิชานี้ออกมาพวกเขาจะเรียกใช้ได้เพียงพลังปราณเพื่อโจมตีเท่านั้น ทว่าหลินซวงเทียนมีระดับพลังเป็นครึ่งก้าวของระดับเรียกวิญญาณแล้วเขาจึงสามารถชักนำพลังห้วงมิติมาได้ พอสำแดงเคล็ดวิชาฝ่ามือเปลวไฟนี้จึงสามารถสร้างเปลวไฟที่แท้จริงออกมาได้ด้วย
พริบตาเดียว หลินซวงเทียนก็สำแดงเคล็ดวิชาปราณโบราณออกมาสองวิชาซึ่งเป็นการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาที่คิดจะใช้เพื่อเอาชนะจั่วเฉิน
เมื่อเห็นร่างของหลินซวงเทียนจั่วเฉินก็เหลือบมองด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะปลดปล่อยแรงปณิธานออกไป เพียงพริบตาก็รับรู้ได้ถึงร่างที่ชัดเจนของอีกฝ่าย
จั่วเฉินรวบรวมพลังที่มือขวาอย่างไม่ลังเล ก่อนจะสั่งสมจนเกิดเป็นคมดาบอันคมกริบที่เกือบจะโปร่งใสเล่มหนึ่ง
“เจ้าไสหัวลงไปเองเถอะ” จั่วเฉินเอ่ยเสียงราบเรียบ
สิ้นเสียง กลิ่นอายพลังในตัวจั่วเฉินพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเดิมยังสงบนิ่งอยู่แท้ๆ ทว่าตอนนี้กลับปั่นป่วนรุนแรง และทันใดนั้น พลังอันดุดันก็พุ่งปราดออกไปทำเอาหลินซวงเทียนที่อยู่เบื้องหน้าหัวใจกระตุกขึ้นมา
ครืน!
หลินซวงเทียนซัดเปลวไฟออกมาสายหนึ่ง ก่อนที่เขาจะซัดฝ่ามือทั้งสองมาทางจั่วเฉินอย่างรุนแรง
คลื่นความร้อนที่ถาโถมเข้ามาแทบจะแผดเผาอากาศรอบข้าง ทว่าจั่วเฉินกลับไม่สนใจฝ่ามือนั้นเลยสักนิดเขายังคงควบคุมคมดาบในมือและสะบั้นมันไปทางร่างที่อยู่เบื้องหน้า
พรืด!
ร่างนั้นสั่นเทิ้มก่อนจะล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากมีเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น ร่างของหลินซวงเทียนก็ถูกอัดกระเด็นออกไปหลายสิบเมตรฝ่ามือเปลวไฟของเขาถูกทำลาย อีกทั้งที่หน้าอกยังมีบาดแผลที่ลึกจนเห็นกระดูกปรากฏขึ้น
เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาไม่หยุด เพียงครู่เดียวก็อาบย้อมไปเกือบทั้งชุดหลินซวงเทียนฝืนทนความเจ็บปวดรุนแรงเพื่อแหงนหน้ามองไปยังเบื้องหน้า
โครม!
จั่วเฉินก้าวมาข้างหน้าก่อนจะกระทืบซ้ำลงไปอีกครั้ง เขาเหลือบมองหลินซวงเทียนก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ยี่หระออกมา
“เดินดีๆ หน่อย อย่าลีลาให้มากนัก เพราะมันไร้ประโยชน์”
ฝีก้าวเหินวายุของหลินซวงเทียนไม่มีผลกับจั่วเฉินเลยสักนิด
ในการต่อสู้เมื่อครู่ หลินซวงเทียนได้สำแดงเคล็ดวิชาฝีก้าวท่องวายุออกมาทำให้เกิดเป็นภาพลวงตาที่คล้ายกับมีร่างของเขาอยู่มากมาย คนทั่วไปคงยากจะแยกแยะได้และมีโอกาสที่จะพลาดท่าให้ทว่าหลินซวงเทียนมีหรือจะรู้ว่าแรงปณิธานของจั่วเฉินนั้นแรงกล้ากว่าคนทั่วไป เพียงแค่จั่วเฉินปลดปล่อยแรงปณิธานออกมาก็สามารถตรวจพบร่างจริงของเขาได้ทันที
หลังจากถูกจั่วเฉินกระทืบซ้ำหลินซวงเทียนก็หมดแรงที่จะต้านทานได้อีก เขากลิ้งตกจากแท่นประลอง หมดสภาพอยู่แทบเท้าเหล่าศิษย์ที่ชมการประลองอยู่ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง
จั่วเฉินเหลือบมองหลินซวงเทียนครู่หนึ่ง เขาไม่ได้รู้สึกสงสารเลยสักนิดหากต้องการให้ผู้อื่นเคารพ เช่นนั้นก็ต้องรู้จักเคารพผู้อื่นเสียก่อน การมีคนมาขอท้าประลองด้วยไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ อย่างน้อยก็ควรมองเป็นคู่ต่อสู้กันไม่ใช่หรือ ทว่าหลินซวงเทียนผู้นี้กลับโอหังยิ่งนัก ทำราวกับการถูกผู้อื่นท้าประลองเป็นการลบหลู่อย่างไรอย่างนั้น
“จั่วเฉินผู้นี้เป็นสัตว์ประหลาดกลับชาติมาหรือ”
“หลินซวงเทียนจงใจพ่ายแพ้ให้หรือเปล่า ไม่มีทางที่จะพ่ายแพ้เร็วขนาดนี้สิ”
ศิษย์ที่ชมการประลองต่างก็เบิกตาโตและกระซิบกระซาบกัน และไม่ได้มีเพียงศิษย์ทั่วไปเท่านั้นกระทั่งศิษย์สายในและศิษย์สายตรงก็ยังหันมามองจั่วเฉินอย่างพิจารณา
แม้ก่อนหน้านี้จั่วเฉินจะแสดงพลังที่ไม่ธรรมดาออกมาทว่านั่นก็เป็นแค่ความโดดเด่นในหมู่ศิษย์ทั่วไปที่มีระดับพลังย่ำแย่เท่านั้น ในสายตาของศิษย์สายตรงที่มีสถานะสูงส่งแล้วแม้จั่วเฉินแข็งแกร่งมากแค่ไหน สุดท้ายก็เป็นแค่มดปลวกที่ตัวใหญ่กว่าปกติเท่านั้น ถ้าเป็นพวกเขาก็คงเอาชนะได้อย่างง่ายดาย
ทว่าบัดนี้ พวกเขากลับต้องหน้าเปลี่ยนสี
หลินซวงเทียนสามารถเอาชนะทุกคนได้อย่างขาดลอย จึงคว้าอับดับหนึ่งนี้มาครองศิษย์ไม่น้อยต่างรู้ดีว่าหากหลินซวงเทียนผู้นี้เข้าร่วมการประลองตารางอันดับวิญญาณเกรงว่าคงจะได้อันดับไม่เลวเช่นกัน
หากจั่วเฉินจะสามารถเอาชนะคนระดับนี้ได้จริง อย่างน้อยก็ต้องเปลืองแรงไปไม่น้อยทว่าเขากลับลงมืออย่างง่ายดายและเด็ดเดี่ยว แค่การโจมตีเพียงครั้งเดียวก็ซัดหลินซวงเทียนจนหมดสภาพแถมยังเตะเขาลงจากแท่นประลองได้อย่างง่ายดายอีก
“จั่วเฉินชนะ” เสียงของผู้ตัดสินดังขึ้น หลังจากกวาดตามองไปรอบๆ แล้วเขาก็เอ่ยต่อ “มีใครจะขึ้นมาท้าประลองกับจั่วเฉินหรือไม่”
รอบข้างพลันเงียบสงัดไป ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรออกมาทั้งนั้น ผู้ที่สามารถท้าประลองครั้งนี้ได้มีแค่ศิษย์ทั่วไปเท่านั้นและในบรรดาศิษย์ทั่วไป หากไม่ใช่คนเสียสติ ใครจะกล้าขึ้นไปให้ถูกทำร้ายเปล่าๆ
“เช่นนั้นข้าขอประกาศว่าจั่วเฉินเป็นอันดับที่หนึ่ง! ส่วนคนที่เหลือก็เลื่อนอันดับลงไปหนึ่งขั้น!”
เสียงผู้ตัดสินดังกังวาลไปทั่วทั้งลานประลอง