“เฮ้อ...” ‘น่าเบื่อจริงๆแฮะ’
เสียงถอนหายใจของ‘มนัส’ชายหนุ่มที่นึกตัดพ้อกับชีวิตของตนบนดาดฟ้าของตึกสำนักงานเมื่อมองลงไปด้านล่างก็เห็นผู้คนมากมาย เป็เพียงจุดเล็กๆที่เคลื่อนที่ไปมากันขวักไขว่บนถนนถูกวิ่งด้วยยานยนต์พาหนะอยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืนอาจจะมีบาง่เวลาที่ดูซบเซาลงบ้างแต่เมืองหลวงที่ไม่เคยหลับไหลแห่งนี้ก็ไม่เคยหยุดที่จะเติบโตเลยแม้แต่วินาทีเดียว
‘ตรงนั้นก็กำลังสร้างตึกใหม่อีกแล้วสินะจะสร้างอะไรกันนักหนาเนี่ย ยังทำลายธรรมชาติกันไม่พออีกรึไงคนเราก็เป็กันอย่างนี้ไปซะหมด จะเสริมความมั่งคั่งให้ตัวเองเพิ่มขึ้นไปเพื่ออะไรทั้งๆที่ต่อให้ตายไปก็เอาอะไรไปด้วยไม่ได้แท้ๆ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ’
ดาดฟ้าแห่งนี้เป็ที่ที่มนัสมักจะขึ้นมาเสมอๆอย่างน้อยๆก็วันละครั้งเพื่อมาสูดอากาศใน่พักเบรคโดยที่มีเพียงเขาคนเดียวที่ขึ้นมาบนนี้เนื่องจากพื้นที่ดาดฟ้าไม่มีหลังคาไว้บังแดดใดๆเลยไม่มีใครคิดที่จะขึ้นมาอาบแดดอันร้อนแรงบนนี้แน่นอนมันเลยกลายเป็พื้นที่ส่วนตัวของมนัสไปโดยปริยาย
‘อีกไม่นานก็คงไม่ได้ขึ้นมาอีกแล้วสินะสภาพอากาศย่ำแย่ลงทุกปี หมอกควันที่นักวิชาการทั้งหลายแหล่เพิ่งจะมาพบว่ามีอันตรายต่อสุขภาพก็เยอะขึ้นทุกที’
การตอบโต้จากธรรมชาติที่มนุษย์ต้องเผชิญก็คือผลจากการที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่องและขาดจิตสำนึกทำให้มนุษย์ใช้ชีวิตลำบากมากขึ้นนั่นจึงทำให้มนัสรู้สึกเบื่อกับเมืองหลวงแห่งนี่ที่ถูกปกคลุมไปด้วยมลพิษและเมื่อชายหนุ่มได้รู้ว่าในพื้นที่ชนบทบางแห่งมีอากาศที่ยังบริสุทธิ์อยู่ทำให้เขามีเป้าหมายในชีวิตที่จะไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่ชนบทหลีกหนีชีวิตอันแสนวุ่นวายและสภาพอากาศอันเป็พิษของเมืองหลวงแห่งนี้
‘อีกไม่นานหรอก แค่ทนอีกไม่กี่ปีก็จบแล้ว’
ต้องขอบคุณการบริหารบ้านเมืองอย่างไร้ประสิทธิภาพของผู้มีอำนาจทั้งหลายที่ทำให้ความเจริญไม่ได้กระจายไปทั่วประเทศทำให้ยังมีพื้นที่ที่สามารถรักษาความเป็ธรรมชาติดั้งเดิมได้อยู่ นั่นช่วยให้ความไฝ่ฝันในชีวิตของเขาในปัจจุบันที่อยากจะใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติห่างไกลผู้คนหลีกหนีความวุ่นวายใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในปัจจุบันมีที่ดินทำกินและปลูกบ้านหลังเล็กๆทำการเกษตรให้พออยู่พอกินรวมกับเงินที่ตนเองเก็บมาตลอดชีวิตการทำงานย่อมเพียงพอที่จะทำให้เขาใช้ชีวิตไปจนถึงบั้นปลายอย่างไม่ยากลำบากเท่าใดนัก
แต่ถ้าพูดถึงการสร้างครอบครัวมนัสไม่มีความคิดที่อยากจะสร้างครอบครัวเลยสักนิดเพราะเขาไม่อยากให้ลูกหลานตนเองต้องเกิดมาพบความลำบากบนโลกทุนนิยมและใกล้พังทลายใบนี้เนื่องมาจากปมในใจของตนเองที่เป็เด็กกำพร้าั้แ่จำความได้เขาก็อยู่ที่บ้านเด็กกำพร้าอยู่แล้วไม่เคยเห็นหน้าบุพการีผู้ให้กำเนิด และเติบโตมาโดยไม่ได้มีผู้รับเขาไปอุปการะอย่างน้อยเขาก็ยังโชคดีอยู่บ้างที่ยังพอมีความฉลาดและขยันกับการเรียนอยู่บ้างเลยสามารถสอบชิงทุนของกลุ่มบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งจึงได้รับโอกาศในการศึกษาในระดับสูง ซึ่งทุนที่ได้รับมาก็มีเงื่อนไขอยู่เช่นกันสรุปโดยคร่าวๆคือหากเขาไม่สามารถเรียนจบตามหลักสูตรเป้าหมายจะถือว่าผิดสัญญาและจะถูกเรียกทุนคืนจากที่เคยสนับสนุนมาทั้งหมดนั่นเท่ากับว่าหากเรียนไม่จบเขาจะต้องเป็หนี้นั่นเองซึ่งเขาก็เรียนจบออกมาได้อย่างสมภาคภูมิ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสัญญาผูกมัดโดยที่เขาจะต้องทำงานให้กับบริษัทแห่งนี้เป็เวลาอย่างน้อยยี่สิบปีแต่อย่างน้อยเขาก็ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการอย่างสมน้ำสมเนื้ออยู่บ้าง(ในความคิดของมนัส)ซึ่งอีกไม่กี่ปีเขาก็ได้รับอิสระแล้ว
‘ใกล้ถึงเวลากลับไปทำงานต่อแล้วแฮะ’
*********
ในระหว่างที่เดินมายังโถงทางเดินถึงมุมที่กำลังจะเลี้ยวเข้าทางแยกซึ่งเป็ทางผ่านเข้าไปในห้องทำงานนั้นเองเขาก็ต้องชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินกลุ่มพนักงานหญิงแผนกเดียวกับเขากำลังจับกลุ่มนินทากันตามประสาผู้หญิงทั่วไปซึ่งมนัสไม่จำเป็ต้องให้ความสนใจเลย หากไม่ใช่เพราะเื่ที่พวกหล่อนสนทนากันอยู่นั้นเป็เื่ที่เกี่ยวกับตัวเขา
“นี่ๆพี่มนัสเขาทำงานอยู่แผนกนี่มาตั้งหลายปี แต่ทำไมยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่งสักทีล่ะ ั้แ่ฉันเข้ามาทำงานที่นี่เค้าก็ทำอยู่ตำแหน่งเดิม”
“เธอนี่ไม่รู้อะไร ฉันได้ยินว่าเขานะได้ทุนการศึกษาจากที่นี่แถมยังติดสัญญาต้องทำงานอยู่ที่นี่ตั้งหลายปีแหนะ”
“ใช่ๆแถมชั้นเคยได้ยินจากพวกรุ่นพี่ที่เคยอยู่แผนกนี้คุยกันว่าเขาไม่ค่อยเข้าสังคมเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงบริษัทยังไม่ค่อยมาร่วมด้วยสิแถมยังเป็คนเถตรงอีกบางครั้งก็ทำให้หัวหน้าหมั่นไส้เพราะความตรงเกินไปของเขาละนะ”
“แถมเขาไม่ชอบพูดด้วยสิจะคุยกับเขาได้ก็แต่เื่งานเท่านั้นเอง พอเื่อื่นๆก็จะฟังอย่างเดียวไม่ยอมมีส่วนร่วมด้วยเลย”
“ฉันรู้มาว่าเค้าเป็คนมีปมนะสิเห็นว่าเค้าเป็เด็กจากบ้านเด็กกำพร้าแหละเธอ ก็เลยไม่ค่อยมีเพื่อนคบเท่าไหร่น่าเสียดาย ออกจะดูดีอยู่บ้างแท้ๆถึงตัวจะไม่สูงเท่าไหร่แต่รูปร่างก็ดูดีมากเลยหละ ฮิๆๆ”
“แต่ก็นะจะทำไงได้เขาไม่ได้มีมรดกจากครอบครัวเหมือนคนทั่วๆไป แถมการใช้ชีวิตก็ดูเรียบๆไม่เคยเห็นไปเที่ยวที่ไหน แถมในรูปโปรไฟล์ในโซเชียลแชทของแผนกยังใช้รูปดอกไม้ด้วยหละ”
“อืม...ไม่รู้ว่าเค้าเก็บเงินเก่งหรือใช้ไปกับอะไรจนหมดกันแน่ทุกวันนี้ยังเห็นเค้านั่งรถประจำทางมาทำงานอยู่เลย”
“ฉันกลัวว่าเขาจะไปเที่ยวผู้หญิงนะสิอายุก็ขนาดนี้แล้วยังไม่มีครอบครัวเลย อีกหน่อยพอเกษียรแค่เงินำาญจะพอใช้รึไง”
“ฉันว่าเขาน่าจะติดการพนันมากกว่านะพวกเธอก็รู้งานตำแหน่งของเขาแต่ละเดือนจะไปพอใช้ได้ไงกัน เป็ฉันก็ต้องหาวิธีรวยทางลัดอยู่แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้เว็บพนันออนไลน์มีอยู่เต็มอินเทอร์เน็ตสามารถดึงคนเข้าไปง่ายๆเลยแหละ”
“ฉันว่าไม่ขนาดนั้นหรอกเขาอาจจะมีภาระก็ได้ ไม่แน่เขาอาจจะมีลูกเมียอยู่ที่อื่นก็ได้นี่”
“เฮ้อ...เธอนี่โลกสวยจังนะ‘อลิษา’ คนที่ไหนมีครอบครัวแต่ไม่เคยไปเยี่ยม ฉันยังไม่เคยเห็นเค้าขาดหรือลางานเลยสักครั้งขนาดวันหยุดยาวยังเห็นคุยเื่งานในแชทอยู่เลย”
“ใช่ๆ แถมคนมีครอบครัวที่ไหนไม่เคยเห็นลงรูปครอบครัวตัวเองลงโซเชียลเลยสักครั้ง”
‘จริงเลยผู้หญิงพวกนี้ไม่มีเื่ที่จะให้คุยกันแล้วรึไงนะ ช่างเถอะ’
เมื่อได้ฟังบทสนทนาที่เื่จะเลยเถิดมนัสจึงแสร้งทำเสียงฝีเท้าให้ดังขึ้นเพื่อให้กลุ่มพวกหล่อนรู้ตัวว่ามีคนเดินมาเมื่อมนัสเดินผ่านเขาก็เห็นเพื่อนร่วมงานสามสาวกำลังมองมาที่เขาซึ่งหนึ่งในนั้นคืออลิสาเมื่อเธอเห็นว่าคนที่เดินมาคือมนัสรุ่นพี่ที่พวกเธอนินทากันอยู่จึงรีบก้มหน้าทันทีต่างจากอีกสองคนที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นต่างก็ทักทายเขาอย่างเป็ปกติ
“เหลือเวลาพักอีกตั้งห้านาทีพี่นี่ขยันจังเลยนะคะ”
“แบบนี้อีกไม่นานคงได้เลื่อนตำแหน่งแน่ๆเลยค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
เขาทำได้แค่ตอบรับอย่างยิ้มแย้มราวกับไม่ได้ยินบทสนทนาก่อนหน้านี้และเดินเข้าไปทำงานอย่างปกติ
********
หลังจากเลิกงาน มนัสซึ่งกำลังเดินบนทางเท้าซึ่งเป็ทางประจำที่เขาจะต้องใช้เพื่อไปรอรถที่ป้ายรถประจำทางในระหว่างที่เดินอยู่นั้นเขาก็ได้คิดย้อนกลับไปถึงตอนที่ถูกนินทาทำให้เขานึกถึงเื่ราวในอดีตที่ผ่านมาของตนเอง
‘เพราะเราไม่ชอบพูดเื่ไร้สาระสินะเลยไม่ค่อยมีเพื่อนเลย’
นั่นเป็เพราะความคิดส่วนตัวที่ตนเองยึดมั่นเสมอคือถ้าพูดแล้วหาสาระไม่ได้ หาประโยชน์อะไรไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดไปทำไมจึงเป็สาเหตุว่าทำไมเขาจึงจะพูดแต่เื่งานและเื่สำคัญๆเท่านั้นอาจจะมีสาเหตุจากการทที่เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวเลยทำให้เขาชอบที่จะเก็บงำมาไว้ในใจเสมอแต่ถ้าหากเขาโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อแม่ครบองค์ประกอบของครอบครัวเขาคงอาจจะเป็คนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีก็เป็ได้
‘เพราะเห็นเราใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอดสินะเลยทำคนอื่นเข้าใจผิด’
นั่นเป็เพราะเขามีเป้าหมายในชีวิตที่อยากจะหลีกหนีออกจากเมืองใหญ่ไปใช้ชีวิตในชนบท เขาจึงพยายามเก็บเงินอย่างถึงที่สุดเพื่อให้ความฝันของเขาเป็จริงได้อย่างรวดเร็วและยังใช้เงินส่วนหนึ่งในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งใน่แรกๆจะทำให้เขารู้สึกฝืนใจแบ่งส่วนเงินเก็บเอาไปใช้ลงทุนแต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าผลของการลงทุนก็เริ่มงอกเงยและทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้างและนั่นจะยิ่งทำให้เป้าหมายของเขาชัดเจนยิ่งขึ้น
‘สร้างครอบครัวเหรอไม่จำเป็กับคนอย่างเราหรอก’
จากการที่เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว ทั้งที่เห็นคนอื่นๆมีครอบครัวอยู่พร้อมหน้าเห็นความมุ่งหวังของพ่อแม่คนอื่นๆเวลาที่มองไปยังลูกๆของตนนั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกสับสนกับชีวิตของตนเองและเกิดข้อสงสัยที่ว่าตัวเขานั้นเกิดมาเพื่ออะไรแต่ความรู้สึกนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่ตลอดเวลาผู้ดูแลหญิงวัยกลางคนของสถานสงเคราะห์ที่คอยดูแลเขาอยู่เสมอในวัยเด็กถึงแม้ตอนแรกเขาจะไม่ได้สนใจและชอบเก็บตัว แต่ก็ไม่ทำให้ผู้ดูแลคนนั้นลดความสำคัญในการเอาใจใส่เขาลงเลยนานวันเข้าจึงทำให้เขาเริ่มเปิดใจและได้รับความอบอุ่นเข้ามาในหัวใจทำให้เขารู้สึกได้ถึงการมีความสุขครั้งแรกในชีวิตแต่่เวลาแห่งความสุขนั้นก็ไม่ได้คงอยู่ตลอดไปในตอนที่เขากำลังศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและใกล้จะจบการศึกษานั้น ก็เป็่เวลาในวาระสุดท้ายของเธอ
“มนัส สัญญากับฉันนะว่าจะต้องใช้ชีวิตให้ดีและมีความสุข ไม่ว่าอุปสรรคจะมากแค่ไหนเธอต้องฝ่าไปให้ได้นะจ๊ะ”
นั่นคือถ้อยคำสุดท้ายพร้อมกับรอยยิ้มก่อนที่เธอจะจากไปตลอดกาลที่เขาจะไม่มีวันลืมเลือน และเป็เหตุการณ์เดียวในชีวิตที่ทำให้เขาเสียน้ำตา
จากนั้นมาเขาจึงตั้งเป้าหมายในการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขแต่สิ่งเดียวที่เขาจะไม่ยอมทำเด็ดขาดนั่นคือการมีครอบครัวเพราะเขาตระหนักได้ว่าโลกใบนี้ไม่มีอะไรแน่นอนไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับโลกใบนี้ กับประเทศนี้ กับสังคมแห่งนี้หรือกับตัวเขาเองเขาไม่อยากให้ลูกหลานที่เกิดมาต้องมาเจอกับอะไรต่างๆที่เป็สิ่งโสมมที่เหล่าบรรพบุรุษของตนได้ทิ้งเอาไว้บนโลกใบนี้ทั้งสภาวะอากาศ ทั้งความเจริญของวัตถุที่ก้าวหน้าแต่จิตใจที่เสื่อมทรามลงของมนุษย์และที่สำคัญที่สุด หากวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นกับเขา แล้วคนข้างหลังจะอยู่กันอย่างไร นั่นจึงเป็สาเหตุที่เขาจะไม่ยอมยุ่งกับผู้หญิงหากไม่ใช่เื่สำคัญเพราะเขากลัวว่าหากพลาดพลั้งขึ้นมาแค่เพียงครั้งเดียวนั่นอาจเป็หายนะในชีวิตเลยทีเดียวเขาจึงครองตัวเป็หนุ่มโสดซิงจนถึงปัจจุบัน
‘การอยู่อย่างโดดเดี่ยวนี่แหละที่ทำให้เขามีความสุขกับการใช้ชีวิตไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว’
คิดได้ดังนั้นเขาก็อมยิ้มขึ้นมาพร้อมกับเดินมาถึงทางม้าลายข้ามถนนซึ่งเขาใช้ข้ามเป็ประจำเพื่อไปยังป้ายรถประจำทางที่ฝั่งตรงข้าม ในขณะที่กำลังรอสัญญาณไปจราจรนั้นเองเขาก็เห็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างข้างๆเขาดูจากการแต่งกายแล้วน่าจะอยู่ใน่มัธยมปลาย
‘น่าคิดถึงจังเลยนะสมัยเรียนอยู่มอปลายต้องติวหนังสืออย่างหนักเพื่อจะได้สอบชิงทุนเข้ามหาลัยเป้าหมายให้ได้ไม่อย่างนั้นทุนการศึกษาที่เคยได้รับมาจะกลายเป็หนี้สินทันทีถ้าตอนนั้นมัวแต่ละเลยแล้วละก็ป่านนี้คงต้องทำอาชีพใช้แรงงานอยู่แน่’
ในขณะที่เขาคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้นเอง สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้
‘แต่เดี๋ยวก่อน นี่ไม่ใช้เวลามามัวย้อนความหลังสักหน่อยว่าแต่ปกติแถวนี้ไม่มีโรงเรียนอยู่ใกล้บริเวณนี้เลยนี่นา แถมแถวนี้ก็ไม่ใช่แหล่งที่อยู่อาศัยเลยด้วย’
ใช่แล้วเพราะย่านนี้เป็แหล่งของสถานที่ประกอบธุรกิจและห้างสรรพสินค้าแหล่งรวมความบันเทิงต่างๆที่เหล่าเด็กวัยรุ่นมักจะมาเที่ยวในวันหยุดและได้รับความนิยมจากคนทั่วไปที่จะออกมาเที่ยวที่นี่
‘ต่างคนต่างก็มีปัญหาเป็ของตัวเองละนะแต่ใส่หูฟังพร้อมกับเปิดเสียงเพลงดังออกมาจนคนยืนข้างๆได้ยินแบบนี้ไม่กลัวว่าในอนาคตหูอาจมีปัญหารึไง แต่ดูจากอารมณ์แล้วคงไม่ได้มีปัญหาชีวิตละมั้งคงอยากมีอิสระบ้างสินะ เห็นว่าเด็กสมัยนี้เรียนหนักซะด้วยสิ’
เมื่อคิดดังนั้นชายหนุ่มก็ไม่สนใจอีก พอดีกับไฟจราจรสำหรับข้ามทางม้าลายบอกสัญญาณไฟเขียวเขาที่กำลังมองซ้ายขวาเพื่อความแน่ใจว่าจะไม่มีรถคนไหนฝ่าไฟสัญญาณจราจรซึ่งเป็นิสัยของคนใช้รถใช้ถนนส่วนใหญ่มักจะเป็กัน ในตอนนั้นเองเด็กนักเรียนที่ยืนอยู่ข้างเขาก็เดินออกไปทันทีที่สัญญาณไฟบอกว่าสามารถข้ามถนนได้
“เฮ้ย! เ้าหนูเดี๋ยวก่อน ดูรถให้มันดีๆก่อน!” ‘อ๊ะ คงไม่ได้ยินเราสินะ’
ในขณะที่เขาะโบอกเด็กนักเรียนคนนั้นซึ่งแน่นอนไม่มีประโยชน์เพราะเด็กนักเรียนไม่ได้ยินเสียงของเขาเด็กคนนั้นก็เดินไปถึงกลางเลนถนนแล้ว เป็เวลาเดียวกับที่มีเสียงแตรดังมาแต่ไกลแต่ด้วยความเร็วของรถที่กำลังวิ่งมานั้นดูจะเร็วจนผิดปกติและไม่มีเสียงล้อที่เสียดสีกับถนนเลย ซึ่งมนัสที่เห็นเหตุการณ์ก็เห็นว่ารถบรรทุกคันนี้วิ่งมาเร็วผิดปกติ
‘ไม่เหยียบเบรคสักหน่อยรึไงแต่เดี๋ยวก่อน! หรือว่าเบรคแตก...’
เมื่อคนขับรถบรรทุกเห็นว่าบีบแตรไปแล้วคนที่กำลังข้ามถนนไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองเสียงแตรรถของตนจึงรีบเปิดไฟหน้ารถเป็สัญญาณกระพริบสลับสูงต่ำไปแทน ซึ่งความจริงเขาสามารถหักหลบได้แต่ว่าย่านนี้ในเวลานี้มีคนพลุกพล่านเต็มสองข้างทางซึ่งนั่นจะยิ่งสร้างความเสียหายอย่างที่ไม่สามารถคิดคำนวณได้จึงตัดสินใจที่จะประครองให้รถวิ่งอยู่ในเลนจนกว่าความเร็วจะลดลงไปเองซึ่งความจริงเขาสามารถที่จะค่อยๆปลดเกียร์ลงมาใช้เกียร์ต่ำเพื่อช่วยชะลอความเร็วได้แต่เห็นการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นกระชั้นจนเกินไปการคิดคำนวณต่างๆในอาการตื่นตระหนกยากที่ควบคุมได้
เมื่อเด็กนักเรียนคนนั้นเห็นว่ามีแสงแยงตาเข้ามาจึงหันไปตามแสงไฟก็ถึงกับตัวแข็งทื่อไปทันทีเป็เวลาเดียวกับที่มนัสเห็นว่าเด็กคนนั้นเห็นสัญญาณไฟจากรถบรรทุกแล้วจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาแต่ก็เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นเพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นแบบกระชั้นชิดจนเกินไปจนเด็กนักเรียนคนนั้นตามเหตุการณ์ไม่ทัน ได้แต่ยืนนิ่งเบิกตาค้างอยู่อย่างนั้น
“เวรเอ้ย!!!” ‘ขอให้ทันทีเถอะ’
พร้อมกับเสียงสบถดังลั่นชายหนุ่มก็ทิ้งกระเป๋าเอกสารในมือแล้ววิ่งออกไปทันที ขณะที่วิ่งออกไปนั้นเขาได้แต่ภาวนาขอให้ตนถึงตัวเด็กคนนั้นก่อนรถบบรรทุกทีเถอะในขณะที่คิดว่าคงไม่ทันแน่แล้ว เพราะจากการกะด้วยสายตาของเขาเป็ไปได้ว่าด้วยความเร็วของเขาในตอนนี้อาจจะไปถึงตัวเด็กคนนั้นพร้อมๆกับรถบรรทุกคันนั้นที่กำลังวิ่งมาและเหมือน์จะได้ยินเสียงของเขาเขารู้สึกได้เลยว่ามีแรงบางอย่างช่วยเสริมอยู่ด้านหลังของเขาจนทำให้เขาเข้าถึงตัวได้ก่อนพร้อมกับยื่นมือออกไปผลักเด็กคนนั้นทันที
‘เด็กสมัยโตไวรึไงฟะ!!’
แน่นอนว่าเขาสามารถช่วยชีวิตเด็กคนนั้นเอาไว้ได้แน่แล้วแต่สิ่งที่เข้าคิดไม่ถึงคือน้ำหนักของเด็กคนนั้นแทบจะพอๆกับเขาเลยทีเดียวขนาดที่ว่ามีแรงจาก์หนุนเสริมเขาอยู่ก็ทำได้เพียงผลักเด็กชายให้กระเด็นได้เท่านั้นใช่แล้วมีเพียงเด็กคนนั้นเท่านั้นที่กระเด็นออกไปพ้นจะเส้นทางที่จะปะทะเข้ากับรถบรรทุกเพราะเป็อันว่าผู้ที่อยู่ในจุดที่เด็กคนนั้นยืนอยู่จนเดี๋ยวนี้กลับเป็ตัวเขาเองซึ่งเรี่ยวจากการพุ่งตัวมาจนผลักเด็กคนนั้นออกไปและได้หักล้างกับน้ำหนักตัวของเด็กคนนั้นอย่างสมบูรณ์แบบแล้วจะให้ออกตัววิ่งต่อจากตรงจุดนี้ ไม่ทันแล้ว...
‘เฮ้อ...ก็ยังดี…’
ในใจชายหนุ่มตอนนี้ไม่ได้รู้อะไรทั้งสิ้นนอกจากยินดีที่ช่วยเ้าเด็กคนนั้นเอาไว้ได้โชคดีจริงๆที่เป็เขาแทนถ้าหากเด็กคนนั้นเป็อะไรขึ้นมาผู้คนรอบข้างของเด็กคนนั้นคงเสียใจกันไม่น้อยทีเดียวไม่เหมือนกับเขาที่ไม่ใครที่เขาต้องเป็ห่วงและคงไม่มีใครที่เสียใจกับการจากไปของเขายกเว้นหัวหน้างานของเขาที่เขายังทำงานในส่วนที่รับผิดชอบให้ยังไม่เสร็จละนะ
วิ้งงง!!!.....
ความรู้สึกเจ็บแปลบไปทั่วร่างในเสี้ยววินาทีก่อนที่ทุกอย่างจะขาวโพลนสว่างวาบคล้ายแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปที่สว่างและดับลงสู่ความมืดมิดที่มองหาแสงสว่างไม่เจอแม้เพียงจุดเดียว
““ ขอแสดงความยินดี ท่านคือ...!#$%^&-””
‘ยินดี...ยินดีกับผีนะสิ! แล้วยินดีเื่อะไรฟะ?’
เสียงลึกลับที่ดังก้องเข้ามาในจิตใจของเขาแล้วหายไปอย่างรวดเร็วมนัสได้แต่งงงันกับสิ่งที่ได้ยิน และก่อนที่ความสงสัยจะก่อตัวในจิตใจของเขาทันใดนั้นก็ปรากฎจุดแสงเล็กๆมากมายเคลื่อนที่เข้ามาผ่านรอบข้างเขาไปทุกทิศทางไม่ใช่!เป็เขาต่างหากที่เคลื่อนที่ผ่านจุดแสงเล็กๆเ่าั้ด้วยความเร็วที่มากขึ้นเรื่อยๆจนจุดแสงที่เขาเห็นผ่านตาเริ่มมีความหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆและเริ่มหลอมรวมกันกลายเป็เส้นทางที่สว่างเจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิดรอบด้านก่อนที่แสงสว่างจะเต็มกรอบความรับรู้ของเขาอีกครั้ง
วาบ!!!...