
คุณเชื่อเื่มนุษย์ที่มีพลังพิเศษไหม?
เมื่อแปดปีก่อนมีเด็กคนหนึ่งที่ได้ยินเสียงความคิดในหัวของคนอื่นและเด็กอีกคนที่สามารถสั่งให้ใครทำอะไรก็ได้ พวกเขาบังเอิญโคจรมาพบกันในวันที่ฝนตกหนัก เด็กที่ได้ยินเสียงความคิดคนอื่นหนีมาไกลแล้ว เสื้อผ้าที่ใส่เป็ชุดคนไข้ของโรงพยาบาล เมื่อวิ่งมาถึงสนามเด็กเล่นก็เปียกชุ่ม ผ้าเนื้อบางแนบติดไปกับลำตัวเผยให้เห็นร่างกายที่ผอมแห้ง เค้าโครงใบหน้าหล่อเหลาตอนนี้ขาวซีดเต็มไปด้วยอารมณ์หวาดผวา ระหว่างนั่งหลบฝนในอุโมงค์กระดานลื่นก็ได้ยินเสียงความคิดของผู้ใหญ่ที่กำลังตามหาเขาอยู่
‘หายไปไหนวะ’
‘เวรเอ๊ย! เดี๋ยวก็ได้มีปัญหาอีก น่าจะจับมัดให้ดีกว่านี้’
เด็กคนนั้นร้องไห้ ฝ่ามือเย็นเฉียบยกขึ้นปิดปากตัวเองแล้วซ่อนใบหน้ากับเข่าเล็ก ๆ ทั้งสองข้าง เสียงฝนตกด้านนอกช่วยกลบเสียงสะอื้นอ่อนแอ ตัวเขาเปียก ร่างกายหนาวสั่นและไม่มีทางหลีกหนี
“ออกมาเร็ว พี่ไม่ทำอะไรหรอก ฝนตกแล้วนะ”
‘อยู่ในอุโมงค์นั่นหรือเปล่า ถ้าอยู่ในนั้นแม่งจะกระชากหัวให้หลุด’
“ออกมาเร็ว”
“เจอไหม” เสียงผู้ชายถาม “เข้าไปหาในนั้นสิ”
เด็กน้อยขยับถอยหนี เมื่อฝีเท้าใกล้เข้ามาเขาก็ได้ยินเสียงจากด้านหลัง
‘อย่า’ ความคิดนั้นสะท้อนในอุโมงค์ เด็กชายเงยหน้าขึ้น ‘ทิ้งร่มไว้แล้วกลับไป’
แสงสีเหลืองส่องเข้ามาจากด้านนอก ร่มที่ควรอยู่ในมือคนใจร้ายตอนนี้นอนเอียงกระเท่เร่บนพื้น ใครบางคนชันตัวลุกขึ้นจากด้านหลังของเขา เด็กที่อ่านความคิดคนอื่นได้ขยับถอยออก มีเด็กชายอีกคนอยู่ในอุโมงค์เดียวกัน ความมืดด้านในทำให้มองเห็นใบหน้าไม่ชัดแต่ถึงอย่างนั้นเสียงความคิดที่ได้ยินก็ทำให้เดาอายุได้
‘หนีออกจากโรงพยาบาล?’
เขาเพิ่งเคยได้ยินความคิดของเด็กที่สงบนิ่งแบบผู้ใหญ่เป็ครั้งแรก
‘ป่วย?’
“ไม่ได้ป่วย” เขาเผลอตะเบ็งเสียงดังปฏิเสธอย่างลืมตัว
‘ได้ยินเสียงความคิดเหรอ’
คราวนี้เม้มปากไม่ตอบ เมื่อไม่รู้จะทำยังไงต่อก็รีบคลานหนีออกไปด้านนอกอุโมงค์
สนามเด็กเล่นยังขาวโพลนไปด้วยสายฝนที่ตกหนัก กลุ่มคนใจร้ายไม่อยู่แล้ว ร่มหลากสีทั้งหมดห้าคันถูกทิ้งไว้ เขาหมุนตัวมองซ้ายขวาหวาดระแวง วินาทีที่สมองเริ่มคิดหาทางไปต่อ ร่มสีเหลืองก็ลอยขึ้นปกป้องเขาจากเม็ดฝน้า
เด็กชายในอุโมงค์เมื่อครู่ตามออกมา เสื้อผ้ากับเส้นผมบางส่วนเปียกชื้น ดวงตาโตกว่าเขา ใต้หางตาข้างซ้ายมีจุดสีดำเล็ก ๆ เดาว่าเป็ขี้แมลงวัน ทั้งจมูกและปากสมส่วน ผิวขาวแต่ไม่ขาวซีด เมื่อยืนข้างกันถึงรู้ว่าความสูงเท่ากัน เด็กคนนั้นจับมือเขาไปถือร่มไว้
“จะหนีต่อเหรอ กลัวโดนฉีดยา?”
“เปล่า” เขาตอบเสียงเบาลง
“เอาร่มไปด้วย พวกนั้นไม่กลับมาแล้ว”
“รู้ได้ไง”
“ก็เพิ่งสั่ง”
เขาไม่เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายพูด ตอนมือถูกจับบังคับให้รับร่ม ความอบอุ่นที่ััโดนช่วยคลายความวิตกกังวลบางส่วน
“ถ้าสั่งแล้วคนอื่นต้องทำตามเหรอ” เขาถาม
เด็กตรงหน้าตอบรับ เสียงไม่ดังและไม่เบา “อืม”
“งั้นนายก็ผิดปกติ”
“ทำไมผิดปกติ”
“ก็คนปกติทำแบบนั้นไม่ได้” ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนเป็สิ่งที่เขาเรียนรู้จากชีวิตตัวเอง เขาได้ยินเสียงความคิดในหัวคนอื่นและนั่นเป็สิ่งที่คนปกติทำไม่ได้ “คนที่ผิดปกติต้องไปอยู่โรงพยาบาล”
“งั้นฉันจะสั่งให้คนเผาโรงพยาบาล”
เขาเงยหน้าขึ้น ใกับคำตอบที่ได้รับ “ทำไม”
“ก็ไม่อยากไปอยู่โรงพยาบาล”
ระหว่างที่คิดว่าคนแบบนี้ก็มีด้วย อีกฝ่ายก็ถามกลับ
“ได้ยินเสียงแมวไหม” คำว่าเผาโรงพยาบาลยังติดพันในหัว เด็กชายที่ถือร่มส่ายหน้า “ไม่ได้ยินเสียงความคิดสัตว์เหรอ”
เขาส่ายหน้าอีกครั้ง “ไม่ได้ยินเสียงความคิดสัตว์”
“อ้อ” คนที่ถามหาแมวเหมือนจะผิดหวังเล็กน้อย “ฉันก็สั่งให้สัตว์ทำตามไม่ได้ เมื่อกี้มีลูกแมวสีส้มวิ่งอยู่แถวนี้แต่หายไปแล้ว”
“ลูกแมวเหรอ”
“มันก็หนีมา ไม่รู้เหมือนกันว่าหนีอะไร”
“ถ้าหาเจอแล้วจะทำไงต่อ”
เด็กที่มีพลังสั่งใครก็ได้เดินไปหยิบร่มอีกคัน จังหวะที่ก้าวออกไปจากร่มสีเหลือง เด็กที่ได้ยินเสียงความคิดในหัววิ่งถือร่มตามไปบังฝนให้
“เอากลับไปเลี้ยงที่บ้าน” ร่มสีฟ้ายกขึ้นเหนือศีรษะคนพูด “ถ้าเป็ตัวผู้จะเรียกว่าน้องชาย”
“น้องชาย?”
“ยังไม่ได้ดูว่าเป็ตัวผู้หรือตัวเมีย”
ตอนจบของเื่นั้นมีเพียงเด็กคนเดียวที่จำได้ พวกเขาไม่ได้เจอกันอีก แปดปีต่อมาพลังพิเศษของเด็กคนหนึ่งยังอยู่ ชายหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาวแต่ไม่ขาวซีด ใต้หางตาข้างซ้ายมีขี้แมลงวันสีดำเล็ก ๆ มือขวาหมุนควงปากกาแล้วเขียนการบ้านต่อ
ไรท์: เป็นิยายวายเื่แรกที่เขียนจบ ฝากทุกคนด้วยนะคะ