Seek A Star : ดาวนำทาง

    บทที่ 2 เกล็ดหิมะที่หลงเหลือ [Re]

    บทที่ 2 เกล็ดหิมะที่หลงเหลือ







            รู้ตัวอีกที ชื่อของเฉินอิ๋งอิ๋งและมู่เสวี่ยก็ถูกบันทึกลงเป็นลำดับที่ 1 และ 2 บนกระดาษที่มีหัวข้อว่า ‘นักแสดงตัวประกอบมือสมัครเล่น - ลำนำพงไพร’ เป็นที่เรียบร้อย
    “พรุ่งนี้วันเสาร์ตอน 6 โมงเช้าเจอกันที่หน้าโรงยิมของโรงเรียนนะ คิวถ่ายงานช่วงกลางวันของพวกเธอประมาณ 8 ชั่วโมง ถ้าหากต้องขยายเวลาทำงานก็ไม่เกิน 12 ชั่วโมง ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในกองถ่ายภาพยนตร์ พวกเธอไม่ติดธุระอะไรใช่ไหม”
    ไม่ปล่อยให้เพื่อนตนคัดค้าน เฉินอิ๋งอิ๋งแทรก “ไม่มีปัญหาค่ะ ว่างเสียยิ่งกว่าว่าง”
    “โอเค งั้นพบกันครับ” ผู้ช่วยแซ่เจียงยิ้มอย่างเป็นมืออาชีพ ผายมือเชิญออก
    ถัดจากนั้น สองสาวก็ต้องมุดตัวลอดผ่านฝูงชนนับร้อยชีวิตซึ่งเบียดกรูเข้ามาลงชื่อก่อนโควต้านักแสดงตัวประกอบห้าสิบคนจะหมดลง สภาพทั้งคู่ตอนที่หลุดออกมาจากคลื่นผู้คนนับว่ากระเซอะกระเซิง มู่เสวี่ยมองเฉินอิ๋งอิ๋งอย่างอัศจรรย์ใจ ปกติเพื่อนสาวคนนี้แค่วิ่งห้าร้อยเมตรในวิชาพละแทบเป็นลมแดด วันนี้กลับขุดพลังภายในจากที่ใดไม่ทราบจนสามารถฟันฝ่าลงชื่อเป็นอันดับแรกได้
    มู่เสวี่ยก้มลงมองกองหนังสือในมือตนขณะคิดถึงวันพรุ่งนี้อย่างจนใจ
    “อิ๋งอิ๋ง...”
    “ไม่! ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น! และไม่ให้ปฏิเสธด้วย!” เฉินอิ๋งอิ๋งขัดจังหวะอย่างรู้ทัน เท้าสะเอวบอก “นี่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตเชียวนะ ยังไงเธอก็ต้องไปกับฉัน เธอทำตามนี้แหละ”
    “ฉัน...”
    “ไม่ก็คือไม่!” เฉินอิ๋งอิ๋งกล่าวเสียงแข็ง “ฉันรอคอยเวลานี้มาทั้งชีวิต  ฉันอยากเป็นดารา อยากโด่งดัง อยากมีชื่อเสียง อยากให้ทุกคนรู้จักฉัน อยากไปเมืองหลวง อยากออกจากหมู่บ้านชนบทแสนเฮงซวยนี่ใจจะขาด ตอนนี้อุตส่าห์มีคนหยิบยื่นโอกาสมาให้ถึงที่ ฉันก็อยากคว้าไว้ให้แน่น เธอจะสนับสนุนฉันหน่อยไม่ได้หรือ”
    “คือว่า...”
    “มู่มู่ อีกเดี๋ยวพอจบมัธยมปลาย เราก็แยกย้ายไปใช้ชีวิตของแต่ละคนแล้วใช่ไหมล่ะ ถ้าเธอสอบมหา’ลัยติดก็คงเข้าเมืองหลวงไปเรียนหนังสือ เธอก็สบายแล้วนี่ แต่เธอดูฉันสิ เรียนฉันก็ไม่ชอบเรียน การสอบคราวนี้ไม่ได้หวังผลลัพธ์ดี ๆ สักนิด ถ้าปีนี้ฉันสอบไม่ติดมหา’ลัยขึ้นมา ดีไม่ดีที่บ้านอาจจับฉันแต่งงานกับผู้ชายหมู่บ้านข้าง ๆ เหมือนเด็กสาวคนอื่น ๆ ก็ได้
    “ต้องมาแต่งงาน เลี้ยงลูก รับใช้สามี ดูแลพ่อแม่สามีตั้งแต่ยังสาว ฉันไม่เอาด้วยหรอก!” เฉินอิ๋งอิ๋งยิ่งพูดยิ่งอัดอั้นใจ “เธอไม่รู้อะไร เมื่อวันก่อน จู่ ๆ แม่ฉันก็พูดเรื่องกำหนดการหมั้นของฉันซะงั้น ผู้ชายเป็นใคร อายุเท่าไหร่ หน้าตาเป็นยังไง ฉันยังไม่รู้เลย ต้องมาถูกจับคลุมถุงชนเพราะบ้านเขามีที่ดินเยอะ มีทองเงินมากมาย เกี่ยวดองกันแล้วเขาจะช่วยขยายธุรกิจที่บ้าน
    “แต่แล้วยังไงเล่า ปากบอกเป็นห่วงว่าฉันจะได้มีที่พึ่งในอนาคต แต่ไม่เห็นสนใจความรู้สึกของฉันสักนิด คิดถึงแต่เรื่องธุรกิจที่บ้าน ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่มีชีวิต มีความคิด และมีจิตใจนะ ฝันไปเถอะว่าฉันคนนี้จะยอม”
    เฉินอิ๋งอิ๋งเปลี่ยนมาเขย่าแขนมู่เสวี่ย ตะล่อมเพื่อน “มู่มู่ ไม่แน่ว่าการได้เป็นนักแสดงตัวประกอบคราวนี้ ผู้กำกับเจิ้งหรือเอเจนซี่อาจถูกตาต้องใจฉันและเป็นใบเบิกทางสู่วงการบันเทิงในอนาคต เธอก็รู้ดีนี่นาว่าฉันอยากเป็นดารานักแสดงแค่ไหน แต่ไปกองถ่ายภาพยนตร์ตัวคนเดียวฉันก็ไม่มั่นใจ เธอมาเป็นเพื่อนฉันหน่อยไม่ได้เหรอ แค่หยุดอ่านหนังสือสักวันสองวันไม่เห็นตายนี่ นะ นะ?”
    รอเพื่อนหยุดพักหอบหายใจเพราะพูดไม่หยุด ในที่สุดมู่เสวี่ยก็มีโอกาสพูดบ้าง
    “อิ๋งอิ๋ง ที่จริงฉันแค่จะบอกว่าฉันอยากรีบกลับบ้านเร็วหน่อย จะได้ไปอ่านหนังสือกับจัดการงานที่บ้านให้เสร็จไว ๆ พรุ่งนี้จะได้มีเวลาไปเป็นเพื่อนเธอ”
    “อ้าว? ก็แล้วทำไมไม่บอกเล่า ยัยเต่านี่”
    “เธอชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร ทำไมฉันจะไม่รู้” มู่เสวี่ยสบตาเพื่อนสาวนิ่ง เอ่ยอย่างจริงใจ “เรื่องแต่งงานถ้าเธอไม่ชอบก็บอกคุณอาไปตรง ๆ เถอะ พวกท่านถนอมเธอมาก คุยกันด้วยเหตุและผลท่านต้องเข้าใจแน่ ส่วนเรื่องการแสดงก็ถือว่าเป็นงานพาร์ทไทม์งานหนึ่ง ฉันจะมา”
    “เหอะ พ่อแม่ไม่เข้าใจฉันหรอก” เฉินอิ๋งอิ๋งเบ้ปาก รวบแขนมู่มู่มากอดแล้วยิ้มกว้าง “มู่มู่ แต่เธอเข้าใจฉันที่สุด งั้นฉันไปอวดเรื่องได้แสดงหนังกับเพื่อนคนอื่นก่อนนะ ทุกคนต้องอิจฉาฉันตาเป็นมันแน่ ไว้เจอกัน”
    “ได้สิ ไว้พรุ่งนี้พบกันนะ”
    มองเพื่อนสาวกระโดดโลดเต้นหายไปในฝูงชนจนลับตา เป็นเวลาเดียวกันกับดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า รอยยิ้มของมู่เสวี่ยจืดจางลง
    อย่างน้อยการ ‘มี’ คนในครอบครัวให้เข้าใจไม่ตรงกัน ก็ยังดีกว่าการ ‘ไม่มี’ ใครสักคน




    ในอดีตกาล ต้นกำเนิดตระกูลซุนเป็นตระกูลขุนนางในเมืองหลวง แต่บรรพบุรุษสายรองเหนื่อยหน่ายกับการแก่งแย่งชิงดีทางการเมือง พวกเขาจึงออกเดินทางเพื่อเสาะแสวงหาความสงบในชนบท ท้ายสุดก็มาลงหลักปักฐานในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ ใช้ทรัพย์สมบัติที่นำติดตัวมาซื้อที่ดินละแวกหนึ่งและปลูกบ้านตามรูปแบบเรือน 4 ประสาน[1] ใจกลางขุนเขาสูงตระหง่านเสียดฟ้าและตัดขาดกับโลกภายนอกอย่างสมปรารถนา
    แม้มากสัมบัติพัสถาน แต่กาลเวลาไม่เคยปรานีใคร
    ตระกูลซุนเป็นตระกูลข้าราชการทหารที่ไม่สันทัดด้านการค้าขาย พวกเขาไม่มีธุรกิจเป็นชิ้นเป็นอัน ต่อมาบรรพบุรุษสนใจการแสวงหาธรรมควบคู่กับการประยุกต์ใช้ศาสตร์และศิลปะการต่อสู้ ต่อมาพวกเขาตัดสินใจเปิดสำนักฝึกที่เน้นเคล็ดวิชาการสงบจิตใจและทำสมาธิ ทว่าสำนักฝึกนั้นมีลูกศิษย์ไม่มาก ทั้งไม่คิดสร้างชื่อเสียงเพราะปฏิบัติตามอุดมการณ์อันสมถะและเรียบง่าย
    ผลสุดท้าย หลายศตวรรษผ่านไป ความยิ่งใหญ่อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของบรรพบุรุษก็หลงเหลือเพียงโฉนดที่ดินซึ่งไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกกับบ้านหลังโบราณแสนทรุดโทรม
    มู่เสวี่ยผลักบานประตูหน้าบ้าน เสียงไม้ลั่นดังเปรี๊ยะ ค่อยฝืดเลื่อนได้
    “ลูกรัก?” เสียงหนึ่งแว่วมาจากในห้องครัว
    “คุณป้า หนูเองค่ะ”
    “อ้อ เธอเองรึ” น้ำเสียงหวานเพราะพริ้งพลันตัดฉับ
    เด็กสาวเม้มปากกับปฏิกิริยาตอบรับของป้าสะใภ้ตน ครู่หนึ่งจึงวางสัมภาระไว้บริเวณระเบียงทางเดินค่อยเข้าไปหาหญิงวัยกลางคนเงียบ ๆ
    “คุณป้า หนูช่วยล้างจานนะคะ”
    กัวเจียเหม่ยเพิกเฉยต่อหลานสาว หล่อนเพียงเตรียมสำรับอาหารส่วนของครอบครัวตนโดยไม่คิดสนทนาให้เปลืองน้ำลายสักคำ บรรยากาศแสนอึดอัดแผ่ปกคลุมตลอดระยะเวลาที่เด็กสาวยืนเคียงข้างป้าสะใภ้
    กัวซื่อ[2] เป็นป้าสะใภ้ของมู่เสวี่ย หล่อนมาจากหมู่บ้านข้าง ๆ แต่งให้กับลุงใหญ่ซุนเหว่ยและย้ายเข้ามาอยู่ตระกูลซุนนับแต่นั้น ซุนเหว่ยกับกัวเจียเหม่ยมีลูกชายหนึ่งและลูกสาวสอง ลูกสาวคนโตแต่งงานแล้ว ลูกชายจบมัธยมปลายก็ไปทำงานในโรงไม้กับเพื่อนเก่าของซุนเหว่ย ส่วนลูกสาวคนเล็กชื่อซุนซูลี่ เป็นลูกพี่ลูกน้องหญิงที่มีอายุเท่ามู่เสวี่ยและเรียนมัธยมปลายปีสามห้องเดียวกันในปัจจุบัน
    ทว่าความสัมพันธ์ของมู่เสวี่ยกับซุนซูลี่มีระยะห่างต่อกันและกัน
    ไม่สิ ไม่เพียงเธอกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้ มู่เสวี่ยและครอบครัวลุงใหญ่ไม่เคยสนิทกันมาก่อนต่างหาก
    เหตุผลต้องเท้าความกลับไปตั้งแต่สมัยคุณพ่อกับคุณลุง ซุนหวนกับซุนเหว่ย พวกเขาสองพี่น้องเป็นเสมือนน้ำกับไฟ ต่างคนต่างความคิด ดื้อดึงเหมือนลา ไม่มีวันไหนที่จะลงรอยกัน โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่สองพี่น้องมักทะเลาะวิวาทและห้ำหั่นอย่างเอาเป็นเอาตายทุกเมื่อเชื่อวัน สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าแก่คุณปู่และคุณย่าเป็นอย่างมาก
    ความสัมพันธ์อันตึงเครียดในครอบครัวดำเนินต่อไปแม้ว่าสองพี่น้องจะแยกบ้านกันในช่วงวัยกลางคน มู่เสวี่ยคิดว่าคุณพ่อและลุงใหญ่ไม่น่าจากลากันด้วยดี ลุงใหญ่เป็นฝ่ายย้ายออกจากบ้านหลักเพื่อไปทำงานต่างเมือง นานทีปีหนจึงกลับมาเยี่ยมคุณปู่และคุณย่าสักครา
    จนกระทั่งคุณพ่อและคุณแม่มู่เสวี่ยเสียชีวิตเมื่อ 8 ปีก่อน ไม่กี่ปีหลังจากนั้น ลุงใหญ่ซุนเหว่ยจึงย้ายกลับบ้านหลักเพื่อมาดูแลคุณปู่ผู้แก่ชรากับหลานสาวผู้เยาว์วัยตามหน้าที่ของลูกชาย ผู้สืบทอดตระกูลซุนเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่
    มู่เสวี่ยไม่ทราบเหตุการณ์เบื้องลึกเบื้องหลังในการทะเลาะเบาะแว้งของพวกผู้ใหญ่ รู้เพียงว่าเห็นความตะขิดตะขวงใจระหว่างคุณปู่และลุงใหญ่อย่างชัดแจ้ง ฉะนั้น นับประสาอะไรกับเธอผู้เป็นลูกสาวของน้องชายที่เขาเหม็นขี้หน้ากันมาตลอด ยิ่งพอเสียคุณปู่ผู้ซึ่งเป็นคนกลางไป ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและครอบครัวของลุงใหญ่ยิ่งแข็งกระด้าง
    โดยเฉพาะกับกัวซื่อ ป้าสะใภ้คนนี้สะสมความไม่พอใจที่มีต่อครอบครัวน้องชายสามีมานาน เมื่อก่อนต้องซุกซ่อนความไม่เป็นมิตรไว้เพราะสถานะสะใภ้ค้ำคอ บัดนี้ไม่ต้องเกรงใจพ่อสามีเพราะเขาไม่อยู่แล้ว หล่อนจึงไม่จำเป็นต้องแยแสหลานสาวคนนี้อีก
    ความเงียบดำเนินต่อไปอย่างยาวนาน จนกระทั่งหน้าบ้านเกิดเสียงย่ำฝ่าเท้าดังตึงตังมาพร้อมกับเสียงแก่นแก้วของเด็กสาวคนหนึ่ง
    “แม่ แม่! หนูได้รับเลือกเป็นนักแสดงประกอบของหนัง ‘ลำนำพงไพร’ ในวันพรุ่งนี้ด้วยแหละ”



    “แม่ แม่! หนูได้รับเลือกเป็นนักแสดงประกอบของหนัง ‘ลำนำพงไพร’ ในวันพรุ่งนี้ด้วยแหละ”
    เห็นซุนซูลี่ ลูกสาวของตนพรวดพราดเข้ามาในครัว กัวเจียเหม่ยฉีกยิ้มกว้าง ราวกับคนมีสีหน้าเย็นชาเมื่อครู่ไม่มีอยู่จริง
    “ลี่เอ๋อร์ ลูกวิ่งมาจนพื้นบ้านจะพังแล้วนะ อะไรจะตื่นเต้นขนาดนั้นน่ะ หืม?”
    “โธ่แม่ ก็กองถ่ายภาพยนตร์ที่มาหมู่บ้านเราวันนี้ ที่แท้คือกองถ่ายภาพยนตร์ ‘ลำนำพงไพร’ ที่มีพระเอกชื่อดังอย่างหมิงฮ่าวนำแสดงไง ดาราหล่อ ๆ คนนั้นที่เมื่อหลายวันก่อนแม่ยังบ่นอยู่เลยว่าทำไมเขาไม่ค่อยมาแสดงละครวัยรุ่นให้แฟน ๆ ชื่นใจบ้างคนนั้นอ่ะ”
    “อาหมิงคนนั้นน่ะรึ ไม่จริงน่า”
    “จริงสิแม่ เนี่ย หนูได้ยินมากับหู ไม่แน่พรุ่งนี้หนูอาจเจอเขาก็ได้นะ” ซุนซูลี่เพิ่งสังเกตว่ามีใครอีกคนหนึ่งอยู่ในห้องด้วย เธอโผล่ออกมาจากอ้อมแขนมารดาแล้วยักคิ้วใส่มู่เสวี่ย “โอ๊ะโอ นี่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไง ทำไมวันนี้กลับบ้านตั้งแต่หัววันได้ล่ะยะ ยัยหนอนหนังสือ”
    “วันนี้คนมาออกันเต็มหน้าโรงเรียน อาจารย์เลยให้กลับมาบ้านเร็วหน่อยน่ะ”
    “ที่พูดเนี่ยไม่ใช่ประโยคคำถามที่ต้องการคำตอบ เขาเรียกว่าประโยคบอกเล่าต่างหากล่ะยะ เธอนี่เข้าใจคำว่าประชดประชันมั้ย”
    แม้สองสาวมีความละม้ายคล้ายคลึงกัน เป็นต้นว่าเสี้ยวหน้าบางส่วน ผิวขาวเนียน และความสูงชะลูดอันเป็นเอกลักษณ์ของสมาชิกตระกูลซุน แต่ว่ากันตามตรงซุนซูลี่ก็ยังด้อยกว่าญาติผู้พี่ ผู้สืบทอดนัยน์ตาหวานซึ้งและเค้าโครงหน้าพริ้มเพราจากฝั่งมารดา
    เพราะเหตุนี้ ทุกครั้งที่เจอซุนมู่เสวี่ย ความหงุดหงิดที่ถูกคนภายนอกเปรียบเทียบเรื่องหน้าตา นิสัย และผลการเรียนก็มักผุดพรายในใจเสมอ กอปรกับท่าทีเย็นชาของมารดาที่มีต่อญาติผู้พี่ ซุนซูลี่พาลปฏิบัติตัวต่อมู่เสวี่ยดุจดั่งคู่ต่อสู้ที่ต้องเอาชนะคะคานให้ได้
    แง่มุมเหล่านี้ มู่เสวี่ยทราบไหม? ซุนซูลี่คิดว่าไม่
    สามารถเห็นได้จากคำตอบของญาติผู้พี่ที่ตอบว่า “อ้อ...”
    ‘อ้อ’ ทำบ้าอะไรล่ะยะ!
    “เธอนี่มัน...” ซุนซูลี่อยากผรุสวาทแต่ก็ไม่อยากเสวนากับคนความรู้สึกช้า จึงเบือนหน้ามาคุยกับมารดาแทน “แม่ พ่อกลับมาแล้วหรือยังคะ เมื่อเช้าพ่อบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับหนูใช่ไหม เรื่องอะไรหรือ”
    “น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานของลูกหลังเรียนจบมัธยมปลาย เห็นว่าพ่อเขาจะฝากงานให้ลูกทำงานที่โรงไม้น่ะ ตำแหน่งพนักงานบัญชีหรือฝ่ายจัดการสินค้าอะไรสักอย่าง แม่ไม่แน่ใจ”
    “เอ๋ หนูไม่อยากทำงานที่เดียวกับพี่ชายนี่!”
    “ไปคุยกับพ่อเอาเองสิ เรื่องนี้แม่ไม่มีอำนาจตัดสินใจหรอก” กัวเจียเหม่ยดุลูกสาว พูดขึ้นลอย ๆ “เธอก็ด้วย มู่เสวี่ย”
    มู่เสวี่ยพลันนิ่งงัน
    ซุนซูลี่ประหลาดใจ “อ้าว ไม่ใช่ว่ามู่เสวี่ยจะเรียนต่อมหา’ลัยเหรอ”
    “บอกว่าอยากเรียนต่อแล้วก็จะได้เรียนต่อง่าย ๆ งั้นสิ?” ป้าสะใภ้ไม่แม้แต่หันมาพูดกับเจ้าตัว หล่อนบ่นกับลูกสาวไป เร่งไฟบนเตาเพื่อทำอาหารไป “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสอบว่าจะได้หรือไม่ได้ ต่อให้สอบติดแต่แล้วยังไงล่ะ เงินที่จะเอาไปเรียนต่อน่ะมีไหม ใครไม่รู้บ้างว่าค่าเทอมมหาวิทยาลัยแพงแค่ไหน ลำพังลูกชายของครอบครัวเรายังไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย พวกเราจะมีปัญญาไปส่งเสียคนอื่นหรือ ถ้าอยากเรียนต่อก็ลองไปดูสิว่าพ่อแม่เธอได้ทิ้งเงินให้เธอไว้ต่างหากไหม แม่เธอเองก็แต่งมาตัวเปล่า สมบัติพัสถานก็ไม่เห็นจะมี เธอก็รู้นี่ว่าการงานบ้านตระกูลซุนเป็นไง จะมาขอเงินจากครอบครัวฉันก็มากไปหน่อยมั้ง?”
    มู่เสวี่ยก้มหน้าลง อึดอัดใจเหลือคณา
    “จริง ๆ เลย มู่เสวี่ย ตอนนี้เธอยังไม่รู้สถานะตัวเองอีกหรือ ลุงใหญ่ของเธอคิดเผื่อเธอแค่นี้ก็ถือว่าใจดีมากพอแล้ว คิดแต่จะเรียกร้องเอารัดเอาเปรียบเขาเหมือนพ่อเธอไม่มีผิด เธอนี่มันคนยังไงกัน? เอะอะจะทำตามใจตัวเองโดยไม่คำนึงถึงโลกแห่งความเป็นจริงใช้ได้ที่ไหน โต ๆ กันแล้วก็ต้องหัดตื่นจากโลกแห่งฝันมั่งนะ”
    ฟังคำพูดพาดพิงถึงบิดาตน ฟองน้ำล้างจานในมือมู่เสวี่ยถูกขยำจนบี้แบนอย่างอดทนอดกลั้น
    บรรยากาศเงียบสงัดอย่างน่ากดดัน ซุนซูลี่แทรกบทสนทนา เอ่ยปากไล่ใส่ญาติผู้พี่ “มู่เสวี่ย เธอยังไม่รีบไปอีก ไปทำธุระของเธอสิ อย่ามาทำให้แม่ฉันเสียอารมณ์แถวนี้”
    “...อืม”
    ละมือจากจานชามซึ่งถูกล้างจนสะอาด มู่เสวี่ยผละตัวจากมาเงียบ ๆ เพื่อกลับห้องนอนตน ระหว่างนั้นได้ยินเสียงพูดคุยกันเบา ๆ ของสองแม่ลูกลอดผ่านผนังห้องครัว
    “แม่ ไม่เอาน่า แม่จะมาโมโหกับเรื่องนี้ทำไม เดี๋ยวก็อกแตกตายกันพอดี” ซุนซูลี่พาเปลี่ยนเรื่อง “เอางี้ดีกว่า แม่มาช่วยเลือกชุดใส่ไปกองถ่ายหนังวันพรุ่งนี้ให้หนูหน่อยสิ เลือกชุดสวย ๆ เลยนะ เผื่อลูกสาวแม่จะได้เป็นนางฟ้าแห่งวงการบันเทิงเหมือนใครเขามั่ง”
    “เฮ้อ ก็ได้ เด็กคนนี้นี่” กัวเจียเหม่ยอารมณ์ดีขึ้นนิดหน่อย “พวกคนในวงการตาถึงไม่เบา ความสวยของลูกต้องถูกตาต้องใจพวกเขาแน่ ๆ ไหนเราไปเลือกชุดกัน ลี่เอ๋อร์ชอบชุดกระโปรงสีขาวไม่ใช่หรือ ให้แม่เอาไปรีดให้อีกรอบไหม ระหว่างนั้นลูกก็เล่าให้แม่ฟังหน่อยสิ ได้เจออาหมิงไหม เขาหล่อไหม ลูกรัก พรุ่งนี้ถ้าลูกได้เจอเขาลูกอย่าลืมขอลายเซ็นเขามาให้แม่ด้วยนะ”
    “เดี๋ยวถ้าพ่อได้ยินเข้าบ้านก็แตกหรอก” ซุนซูลี่หัวเราะ “ถ้าหนูเจออาหมิงของแม่ หนูจะไม่ลืมขอลายเซ็นแน่นอน ดีไม่ดีเขาอาจหลงเสน่ห์หนูจนตามกลับมาบ้านเลยก็ได้นะ”
    “ดีสิ ได้เป็นลูกเขยก็ยังดี” กัวเจียเหม่ยหยอกลูกสาว
    “แม่อ่ะ”
    สองแม่ลูกหัวเราะเสียงใสปานกระดิ่งลม




    มู่เสวี่ยยืนพิงผนัง หลับตา ยังเห็นภาพชัดเจน
    เมื่อวัยเยาว์ บ้านหลังนี้เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น ณ ลานกว้างกลางบ้านเห็นภาพคุณปู่กับคุณพ่อประมือกันเพื่อทบทวนวิชา บ้างเคร่งขรึม บ้างสงบนิ่ง บ้างขำขัน เพราะคุณพ่อชอบถูกคุณปู่จัดการจนลงไปนอนกับพื้นด้วยท่วงท่าประหลาดชวนหัวเราะ ส่วนคุณแม่นั่งอยู่ที่ริมระเบียงทางเดินใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ มองสองพ่อลูกวาดลวดลายอวดโอ่กันพลางถักเสื้อไหมพรมให้ลูกสาว
    มู่เสวี่ยจำได้ว่า ยามเหนื่อยล้าจากการฝึกฝน ตนชอบนั่งอิงแอบซบต้นแขนมารดา มองคุณแม่ถักไหมพรมไป ส่งเสียงเจื้อยแจ้วสร้างความขบขันให้เธอไป รอยยิ้มของคุณแม่อ่อนโยนมาก เป็นรอยยิ้มที่สวยที่สุดในโลก
    หากความสุขไม่จีรัง ไม่นานนัก คุณพ่อและคุณแม่ของมู่เสวี่ยก็เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ บ้านก็เงียบเหงาลง ทว่าตอนนั้นคุณปู่กอดเธอไว้ไม่ยอมปล่อย ใช้อ้อมแขนอันใหญ่กว้าง อบอุ่น และแก่ชราของเขาคุ้มครองเธอ มอบที่พักพิงให้แก่เธอ
    จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีก่อนคุณปู่ก็ถูกความหนาวเย็นของหิมะกัดกินและเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมอย่างไม่คาดฝัน
    เป็นครั้งแรกที่มู่เสวี่ยเกลียด ‘หิมะ (เสวี่ย)’ ของตนเหลือเกิน
    แล้วหลังจากนั้น หลังจากนั้น…
    ก็ไม่มี ‘หลังจากนั้น’ แล้ว
    ลืมตาขึ้นมา บ้านหลังนี้ก็ยังเป็นบ้านหลังเดิม หลังจากครอบครัวของคุณลุงย้ายเข้ามาพำนัก พวกเขาไม่ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของบ้าน เพียงแต่ ‘คน’ เปลี่ยน ‘บ้าน’ ก็เปลี่ยน
    ครอบครัวของลุงใหญ่ไม่ได้ปฏิบัติต่อมู่เสวี่ยไม่ดี หน้าที่ของผู้ปกครองที่สมควรกระทำ พวกเขาก็กระทำ ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามหน้าที่ ไม่ให้ใจและไม่ใส่ใจ เย็นชาและห่างเหิน
    พวกเขาปฏิบัติต่อเธอเหมือน ‘คนนอก’
    ...เรื่องมันก็แค่นั้นเอง
    มู่เสวี่ยรู้ดี รู้ทุกเรื่องดี รู้ทุกความคิดของพวกเขาที่มีต่อตนดี
    ท้องฟ้ามืดแล้ว เด็กสาวเหม่อมองเกล็ดหิมะสุดท้ายที่หลงเหลือของฤดูหนาวซึ่งร่วงหล่นลงมาจากยอดกิ่งไม้แห้งยามสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน ข้างในห้องครัวอบอุ่นและสว่างไสวด้วยแสงไฟกับเสียงหัวเราะอย่างสุขสันต์ของคนในครอบครัว
    ทว่าข้างคนนอกบ้านยังหนาวอยู่เลย






    เชิงอรรถ บทที่ 2
    [1] เรือนสี่ประสาน (四合院) : หรือ ‘ซื่อเหอเยวี่ยน’ เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมบ้านแบบโบราณของประเทศจีน ซึ่งสร้างเป็นบ้านแต่ละเรือนในกำแพงสี่เหลี่ยมโดยมีลานบ้านอยู่ตรงกลาง
    error loaded
    พิมพ์คำอธิบายที่นี่(Picture credit to https://www.chinahighlights.com/travelguide/architecture/siheyuan.htm )
    [2] ซื่อ (氏) : เป็นคำเรียกต่อท้ายนามสกุลสำหรับใช้เรียกผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว[เช่น ‘กัวเจียเหม่ย’ ก็จะเรียกว่า ‘กัวซื่อ’ ในบางทีเพื่อให้เกียรติตระกูลของผู้ชาย จะนำสกุลของผู้ชายมานำหน้าอีกที เป็นต้นว่า นางกัวเจียเหม่ยแต่งงานกับสามีซุนเหว่ย ก็จะเรียกว่า ‘ซุนกัวซื่อ’  ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะตามธรรมเนียมและค่านิยมของคนจีน ต่อให้ผู้หญิงแต่งออกจากบ้านก็ไม่นิยมเปลี่ยนนามสกุล เพื่อให้เกียรติสกุลเก่าตน ส่วนลูกที่เกิดค่อยใช้นามสกุลฝั่งสามีจากคอมเมนท์เพิ่มเติมจากคุณ Izq หลังจากช่วงยุคสาธารณะรัฐ คำเรียก 'ซื่อ' ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวเมืองใหญ่ที่ค่อนข้างมีการศึกษา คำเรียกว่า 'ฟูเหริน' (หรือคำอ่านที่เราคุ้นเคยกันว่า 'ฮูหยิน' นั่นเอง) แต่จากข้อมูลค้นพบว่าตามแถบชนบทยังนิยมเรียก ‘ซื่อ’ อย่างแพร่หลายอในยุคปัจจุบัน)]





    Talk: รีไรท์เนื้อหาบทนี้เกี่ยวกับพาร์ทครอบครัวตระกูลซุนโดยเฉพาะเลยล่ะค่ะ อย่างแรกเลยคือกล่าวถึงฐานะของคนตระกูลซุนในหมู่บ้านค่ะ จริง ๆ ตระกูลนี้เป็นตระกูลเก่าแก่และเป็นที่น่านับถือในหมู่บ้าน เรียกว่ามีฐานะมากเลยล่ะค่ะในสมัยก่อน แต่แล้วก็ไม่สามารถคงความรุ่งโรจน์ไว้ได้ จึงเสื่อมสภาพตามกาลเวลา อย่างที่สองคือแก้ไขในส่วนเนื้อหาส่วนความสัมพันธ์ระหว่างมู่มู่ ซุนซูลี่ กัวซื่อ และซุนเหว่ยค่ะ เพราะว่าต้นฉบับที่เขียนในตอนแรกกล่าวถึงความสัมพันธ์ของมู่มู่กับครอบครัวลุงใหญ่แค่ผิวเผิน คือมามีอีกทีก็บทที่ 15 - 20 เลย โดยเฉพาะกับป้าสะใภ้แซ่กัว มาเขียนคราวนี้เลยจัดเต็มเลยค่ะ มู่มู่น่าสงสารกว่าเดิมอีก TwT แงงงงง หลัก ๆ เลยก็คือเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติของครอบครัวลุงใหญ่ต่อมู่มู่ใหม่ จากเดิมที่เคยเขียนให้มู่ต้องเป็นคล้าย ๆ นางซินก้นครัวที่ถูกครอบครัวใหม่ใช้งานจนคล้ายคนรับใช้ เราคิดว่ามันไม่สมเหตุสมผลสำหรับการแสดงออกของนิสัยซุนเหว่ยที่ตั้งคาแรกเตอร์ไว้น่ะค่ะ สุดท้ายก็เปลี่ยนมาเป็นการปฏิบัติต่อมู่มู่อย่าง 'คนนอก' แทน จริงอยู่ว่าการถูกจิกหัวใช้ ระบายอารมณ์ใส่ และด่าทอเป็นอะไรที่เจ็บปวด แต่มันก็ยังมีอีกความเจ็บปวดหนึ่งที่แสดงออกคนละแบบ นั่นคือการถูกเพิกเฉย เย็นชา และมองข้ามตัวตนค่ะ อันแรกเป็นความใจร้ายกระทำแบบตรง ๆ อันที่สองเป็นการกระทำทางอ้อม ทว่าทั้งสองทางสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจได้เหมือน ๆ กัน บทนี้ก็จะอึดอัดหน่อยนะคะ เพราะว่านี่เป็นนิสัยและแนวคิดเวลาตอบสนองต่อคนรอบข้างในช่วงวัยนี้ของมู่มู่น่ะค่ะ อดทนอดกลั้น อดทนแล้วอดทนอีก อดทนและคิดอย่างง่าย ๆ ว่าเดี๋ยวทุกอย่างมันก็จะดีขึ้นเอง แค่ต้องพยายามให้มากกว่าเดิมและอดทนต่อความยากลำบากสักหน่อย จำต้องทน ทน ทน และทน ทว่าเธอก็อดทนซะจนไม่เห็นใจตัวเองเลย...

    error loaded
    พิมพ์คำอธิบายที่นี่(Picture Credit to https://www.reddit.com/r/aiyu/comments/avgr6u/through_the_night_4k_wallpaper_series_4/)
    ยังยกเพลง 'Through the night' ของ 'IU' มาเป็น Theme ในการเขียนบทนี้เช่นเคยค่ะความเหงาแบบภายนอกเข้มแข็ง ภายในเปล่าเปลี่ยว เรานี่หลงใหลมากเลยบางทีก็คิดนะคะว่า เอ๊ะ เขียนนิยายไป ๆ มา ๆ ทำไมกลายเป็นดราม่าสู้ชีวิตเฉยเลย ทั้งที่ตั้งใจจะให้เป็นฟีลกู้ด 555



    อรัณย์ ARUNNE

     






    นิยายแนะนำ

    ผู้ร่วงหล่น

    ผู้ร่วงหล่น

    นิยาย แฟนตาซี
    231K 1885
    ระบบกลบหลุมของตัวเอกชาย (นิยายแปลจีน) by ตำหนักไร้ต์รัก

    ระบบกลบหลุมของตัวเอกชาย (นิยายแปลจีน) by ตำหนักไร้ต์รัก

    นิยาย Y (Yaoi)
    19K 671
    บรรณาการเย้ารัก

    บรรณาการเย้ารัก

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2K 30
    จักรพรรดิเซียน

    จักรพรรดิเซียน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    31K 48
    ชายาหวนคืน: เกิดใหม่ชาตินี้ ข้าจะเป็นพระชายาผู้มั่งคั่ง   และมิขอรักท่านอ๋องใจดํา

    ชายาหวนคืน: เกิดใหม่ชาตินี้ ข้าจะเป็นพระชายาผู้มั่งคั่ง และมิขอรักท่านอ๋องใจดํา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    110 8
    พี่สะใภ้ ท่านนี่ช่างเร้าใจข้ายิ่ง

    พี่สะใภ้ ท่านนี่ช่างเร้าใจข้ายิ่ง

    นิยาย อีโรติก
    1K 6
    ฟ้าสั่งให้ข้ามาเป็นวายร้าย

    ฟ้าสั่งให้ข้ามาเป็นวายร้าย

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    106K 2087
    รัตติกาลเหมันต์ [จีนโบราณ] ทดลองอ่าน

    รัตติกาลเหมันต์ [จีนโบราณ] ทดลองอ่าน

    นิยาย Y (Yaoi)
    2K 11
    (จบแล้วอ่านฟรี) พนักงาน ‘นวด’ คนใหม่

    (จบแล้วอ่านฟรี) พนักงาน ‘นวด’ คนใหม่

    นิยาย อีโรติก
    954 4
    อ๋องร้ายพ่ายรัก

    อ๋องร้ายพ่ายรัก

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1K 24