ภายในห้องมิติกาลเวลา หลังจากที่จ้าวหลงหวนรำลึกถึงเรื่องราวครั้งอดีต ความทรงจำเก่าก่อนที่ลืมเลือนก็พลันพรั่งพลูออกมาอีกครั่ง
เมื่อนึกถึงเหตุการเมื่อที่สูญเสียญาติผู้ใหญ่ที่มีเพียงคนเดียวเป็นความสูญเสียที่เด็กหนุ่มไม่อาจรับไว้ได้ ทำให้จิตใจของเด็กหนุ่มพังทลาย
พลังงานทางสายเลือดในจิตใจของเด็กหนุ่มตื่นขึ้น พลังงานสายนี้กับให้จิตใจของเด็กหนุ่มมีอารมณ์ที่เงียบสงบเหมือนดังน้ำเย็นใต้ทะเลลึกที่มองไม่เห็นที่สิ้นสุดของพื้นผิวดินก้นทะเลในสายตาของเด็กหนุ่มหากมีผู้ใดมองเข้าไปจะเหมือนกับมองเข้าไปยังความว่างเปล่าเวิ้งว้างอันกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด ตอนนี่ไม่มีอีกแล้วเด็กหนุ่มที่สนุกกับการใช้ชีวิตเยียงชาวประมง สนุกกับการใช้ชีวิตเฉกเช่นปุถุชนธรรมดา
จ้าวหลงในตอนนี้ผู้มีในตาสีฟา กำลังฝึกขวบคุมพลังงานสีฟ้านี้ จ้าวหลงเรียกพลังงานนี้ว่า
พลังวิญญาณฟ้า เพราะเมื่อเขาเปิดใช้พลังวิญญาณฟ้า พลังวิญญาณของเขาจะไต่ระดับ ข้ามขั้นไปถึงสองช่วงชั้นเลยทีเดียวไปอยู่ในที่ระดับเดียวกับพื้นฐานขั้นสาม
ดวงจิตของเขาจากที่มีสีขาวเปลี่ยนไปเป็นสีฟ้า พลังที่ถูกปล่อยออกมาอยู่ในระดับเดียวกับพื้นฐานขั้นสาม
จากตำราการฝึกยุทธของจ้าวหลงรูปแบบพลังของผู้ฝึกบนโลกใบเล็กนี้จะเป็นก้อนพลังมีลัษณะกลมเหมือนกันเป็นผลมาจากที่ผู้ฝึกบนโลกใบเล็กนี้ใช้ฝึกโดยดึงพลังวิญญาณจากธรรมชาติมาใช้
การบงบอกถึงขอบเขตของพลังบนโลกใบเล็กนี้จะถูกแบ่งจาก ระดับพลังที่ปล่อยออกมา
เหนือขั้นดวงจิตขึ้นไปดวงจิตจะเปลี่ยนไปตามรูปร่างหน้าตาของทักษะวิชาผู้ใช้
ต่างจากของจ้าวหลงถึงจะอยู่ระดับพื้นฐานขั้นสามแต่ก็ยังเป็นดวงจิตเป็นผลมาจากพลังหลักของเขายังอยู่ในขั้นสร้างดวงจิต
ในตอนนี้เขาใช้เวลาฝึกอยู่ในห้วงมิติเวลา ทำให้เขาไม่ต้องหวงเรื่องเวลาภายนอก
ผ่านไปสามวัน
ในมิติหวงเวลาเขาเปิดใช้พลังวิญญาณฟ้าได้ถึงขั้นสร้างพื้นฐานขั้นห้าโดยที่ดวงตาไม่เป็นสีฟ้า
พลังงานในร่างต้นของจ้าวหลงมีเพียงสามดวงจิต ทำให้อยู่ในห้องมิติแห่งเวลา
ได้เพียงสามสิบวันระยะเวลาในการอยู่ในห้องมิติจะขึ้นอยู่กับพลังของจ้าวหลง เวลาภาในสิบวันจะเท่ากับด้านนอกหนึ่งชั่วยามเขาใช้เวลาที่เหลืออีกยี่สิบกว่าวันศึกษาตำรา
จ้าวหลงเปิดศึกษาตำรา ' ผู้ผนึกอสูร ' เขาเริ่มทำการเรียนรู้การสร้างวงเวทย์ระดับพื้นฐาน
ตราผู้ผนึกที่จ้าวหลงฝึกอยู่นั้นหาก ลูตงเหลย หรือ ชาวยุทธพบเห็นตำราวงเวทย์เล่มนี้สามรถทำให้เกิดสงครามแย่งชิงตำรา ในระดับมหาสงครามจักวรรดิได้เลยทีเดียว
แต่โชคร้ายกลุมคนเหลานั้นตรงที่ตำราในห้องมิติเป็นเพียงตำราที่ถูกสร้างขึ้นจากพลังวิญญาณมันไม่มีอยู่ในโลกความเป็นจริง ไม่สามารถนำออกไปด้านนอกได้และหากมีผู้ใดหมายจะเข้ามาแย่งชิงในมิติแห่งนี้ก็ไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นได้
เนื่องมาจากมิติแห่งนี้ยังถูกปกป้องด้วยม้านพลังงานบางๆ แต่แข็งแรงถึงขนาดที่แม้แต่ผู้ที่มีปราณขั้นผลึกยังไม่อาจทำให้มันเกิดได้แม้แต่ร้อยขีดข่วน
และที่จ้าวหลงกำลังฝึกถึงจะเป็นเพียงระดับพื้นฐาน แต่ก็เป็นระดับพื้นฐ้านสมบูรณ์สิบส่วน เมื่อเทียบกับของที่ตระกูลหูมี ต่างกันราวฟ้ากับเหว เพราะที่ตะกูลหูมีเป็นเพียงหนึ่งส่วนของพื้นฐานสมบูรณ์สิบส่วนเท่านั้นเอง
ผนึกอสูรขั้นพื้นฐานที่จ้าวหลงฝึกอยู่นั้นมีความซับซ่อนเป็นอย่างมาก หัวใจของตราผนึกนี้จะต่างจากที่มีอยู่แพร่หลายในโลกยุทธภพนั้น จะไม่มีพลังงานธาตุเขาไปเกี่ยวข้อง
เคยมีผู้ผนึกที่ต้องการจะพัฒนาวงเวทย์ทำให้มีพลังเพิ่มมากขึ้นแต่ก็ลมเหลวความสมดุลในการสร้างผนึกธาตุพูดเหมือนง่ายแต่ยากยิ่งกว่า ต่างจากของจ้าวหลงที่มีส่วนเพิ่มเติมธาตุลงไปหากผู้ผนึกเหลานั้นมาพบเห้นการกระทำของจ้าวหลงคงไม่ต่างจากการเห็นผู้ชี้ทางสว่างแห่งวงการผู้ผนึกเป็นแน้แท้ ไม่ว่าจะมีรูปทรง สามเหลียม สี่เหรียม ดาวสี่แฉก จ้าวหลงก็ไส่ธาตุลงไปทั้งสิ้น
วงเวทย์ของจ้าวหลงจะมีพลังงานธาตุ เป็นตัวเกื้อหนุน เป็นตัวควบคุมพลังของสัตว์อสูรวิญญาณที่ทำการผนึกลงไปทำให้สัตว์อสูรที่มีพลังธาตุ เพิ่มพลังโจมตีได้หลายเท่า
จ้าวหลงวาด วงเวทย์ เป็นรูปอักขระวงกลมโดยใช้ ชิงหลง จูเชว่ ไป๋หู่ เสวียนอู่ ( ตัวแทนธาตุทั้งสี ดิน น้ำ ลม ไฟ ) อยู่ด้านนอก มีรูปสามเหลี่ยมอยู่ตรงกลาง แต่ละมุมของสามเหลียม แต่ละตัวอักษรจะมีสายพลังเวทเชื่อมต่อวางทับกันเป็นชั้นๆ
จ้าวหลงใช้ตัวอักษร ปราณ จิต ร่างกาย มาแทนร่างกายเดิมของสัตว์อสูรวิญญาณอยู่ตามมุมสามเหลียม จะมีคำว่า 'ผนึก ' อยู่ใจกลางสามเหลียมเมื่อทำการผนึกวิญญาณสัตว์อสูร สัตว์อสูรจะถูกผนึกไว้ใจกลางวงเวทย์ยิ่งมีตัวอักษรแทนสื่อมากเท่าไหรพลังศาตราที่สำแดงออกมาจะมากตามตัวอักษร
จ้าวหลงฝึกวาดวงเวทย์ นับแสนครั้ง มีความชำนาญไม่ต่างจากคนที่ฝึกมาหลายปี
ผู้ผนึกอสูรระดับ หนึ่งดาว สองดาว ถ้ามาเห็นจ้าวหลง วาดวงเวทย์ ในขณะนี้คงไม่ต่างจากเห็นเทพเซียนลงมาวาดวงเวทย์ผนึกเป็นแน้แท้
ต้องรู้ว่าการวาดวงเวทย์ต้องใช้ เวลาในการวาดวงเวทย์ หลายชั่วยามต้องใช้ทั้งสมาธิ ต้องใช้ทั้งพลังวิญญาณเป็นอย่างมากหากเกิดพลาดขณะวาดวงเวทย์ จะต้องเริ่มใหม่หรือถึ่งขั้นระเบิดได้แต่เจ้าหลง ในตอนนี้กลับยกนิ้วมือวาด แกรกๆ เพียงสามลมหายใจก็เสร็จสิ้นกระบวนการผนึกแล้ว เช้ารุ่งอรุณของวันถัดมา
"พี่เฒ่าฮวย ท่านอยู่ใหม"
หนานกงหลัวมาหาจ้าวหลงแต่เช้า จ้าวหลงเปิดประตูออกมาก็พบกับหนานกงหลัว ใส่ชุดสีเขียวอ่อนเป็นชุดผู้ฝึกหัดเช่นเดียวกับตน เมื่อหนานกงหลัวเห็นใบหน้าของจ้าวหลง กับรู้สึกตกใจชั่วครู่แล้วกลับเป็นปกติเช่นเดิมเพราะสายตาและกลิ่นอายที่จ้าวหลงที่ปล่อยออกมาผิดแปลกไปจากเมื่อวานมีทั่งความเย็นเฉียบและสงบนิ่งดังน้ำใต้ทะเลลึก
"พี่เฒ่าฮวย วันนี้ข้าจะพาท่านไปชมการเรียนการสอนของสำนักตระกูลหู วันนี้มีท่านอาจารย์ไห่เกาเต๋อ จะแสดงฝีมือการผนึกสัตว์อสูรให้ชม "
หนานกงหลัวพาจ้าวหลงเดินลัดเลาะไปตามทางเดินที่ถูกปูเป็นแนวด้วยกระเบื้อง
" นั้นไม่ใช้หนานกงหลัวหลอกรึ ไม่คิดว่าเจ้ายังจะกล้าเข้าทดสอบปีนี้อีก เจ้าสอบตกการคัดเลือกจากตระกูลมาสามปีแล้ว เป็นข้าคงไม่กล้าโผลหน้ามาอีกหลอก ฮาๆ เจ้านี้ช่างกล้าจริงๆ "
หญิงสาวหน้าอ้วนกลมมีรูปร่างอวบเกือบจะอ้วนระยะสุดท้ายเดินออกมาจากเงาของต้นใม้โดยมีชายหนุ่งหน้าตาเงียบขึมเดินขวบคู่กันตรงมายั่ง จ้าวหลงและหนานกงหลัว
จ้าวหลงมองเพียงผ่านๆด้วยสายตาเมินเชย แล้วเดินต่อไปตามทางที่ปูด้วยกระเบื้องอิฐเขาไม่รู้จักสองคนนั้นแล้วใยเขาต้องมาเสวนาด้วย
"ข้าจะสอบตกกี่ครั้งมันก็เรื่องของข้าไม่ได้เกียวอะไรกับเจ้า ถึงเจ้าจะได้เป็นตัวแทนตระกูลแต่เจ้าก็สอบตกปีที่แล้วไม่ใช้รึ อื่ม....แล้วอีกอย่างนะ...ว่าแต่เจ้าเถอะเป็นถึงลูกสาวตระกูลหลักอายุปาเข้าไป สิบแปบปีแล้ว ยังไม่มีผู้ชายบ้านใดมาสู่ขอจนป่านนี้แล้วส่งสัยคงต้องแบกคานทองไปตลอดชีวิตกระมัง "
หนานกงหลัว พูดจบหัวเหราะร่าวิ่ง ตามหลังจ้าวหลงไป
"เจ้า เจ้า .." หญิงสาวร่างอ้วนได้แต่หน้าแดงด้วยความอาย
"สักวันข้า จะเฉดหัวเจ้าและตระกูลหนานของเจ้าออกไปจากตระกูลหู "
เด็กสาวร่างอ้วนได้แต่ด่าตามหลังอยู่ในใจถึงแม้นางจะเป็นจะเป็นคนของตระกูลหลักแต่ก็ไม่ได้มีอำนาจเหมือนดังคนอื่นเนื่องจากนางเป็นลูกเมียน้อยของผู้อาวุโสหูจ่านอี้ ซึ่งเป็นผู้มีตำแหน่งรองผู้คุมกฏตระกูลเท่านั้นเอง
"น้องพี่ เจ้าจะเดือดร้อนไปใย อย่างไรนางก็จะเป็นเหมือนปีก่อนๆ อยู่ดี "ชายหนุ่มมองด้านหลังของหนานกงหลัวขณะวิ่งไป เขายกยิ่มมุมปากด้วยความมั่นใจในแผนการ