สิ้นเสียงการสนทนา ผ่องที่กลัวว่ารินรดาจะมาเอาคืนเหมือนกับเก่งที่ตนเพิ่งทราบข่าวไม่กี่นาทีก่อนหน้า จึงตัดสินใจจะหนีไปอยู่ที่วัด เพื่อให้หลวงพ่อช่วยเพื่อหลบหนีความผิดที่ตนรู้อยู่แก่ใจและอยากไปให้พ้นรินรดาก็รีบขับรถมาที่วัดทั้งกลางดึกนั้น พอผ่องมาถึงก็รีบจดรถไว้ที่หน้าวัดแล้ววิ่งตรงเข้ามายังโบสถ์ แต่หารู้ไหมว่าภาพประตูโบสถ์ที่ผ่องเห็นและวิ่งเข้ามากลับกลายเป็ศาลาสวดศพที่มีโลงศพตั้งอยู่ 2 โลง
หนึ่งในนั้นก็คือเก่งที่นอนขยับตัวไม่ได้นอนร้องขอชีวิตอย่างเวทนา รินรดาก็ปรากฏตัวให้ทั้งสองเห็นและหลอกผ่องจนคล้ายคนเป็บ้าสติฟั่นเฟือน ส่วนโลงศพที่เก่งนอนอยู่นั้นก็ค่อย ๆ ไหลเข้าไปเมรุ ฝาเมรุก็ได้ปิดพร้อมกับไฟ ค่อย ๆ จุดขึ้นเผาให้เก่งตายทั้งเป็อย่างน่าสงสาร
ขณะเดียวกันหลวงพ่อที่ได้นั่งสมาธิเข้าฌานอยู่ได้รับรู้ถึงเื่ราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด หลวงพ่อที่ได้เห็นภาพนั้นด้วยความน่าเวทนาแล้วพูดขึ้นว่า
“กัมมุนาวัตตะตีโลโก สัตว์โลกย่อมเป็ไปตามกรรม กรรมใดใครก่อ คนนั้นก็ต้องรับผลแห่งกรรม...”
ผ่องที่เห็นไฟกำลังไหม้โลงศพของเก่ง ก็พนมมือไหว้ร้องขอชีวิตกับรินรดาทั้งน้ำตา
“รินเราผิดไปแล้ว เราไม่นึกเลยว่าเื่มันจะเลยเถิดขนาดนี้”
“แล้วถ้าเป็แกล่ะ! จะยอมไหม”
“ปล่อยฉันไปเถิดนะ เห็นแก่ที่เราเป็เพื่อนกัน”
“ฮ่าฮ่าฮ่า แกนะเหรอที่เห็นฉันเป็เพื่อน! ฉันว่าแกไปเป็เพื่อนกับไอ้เก่งเถอะ”
“อย่านะริน ไม่!”
จากนั้นเสียงคนแก่ที่แหบแห้งของลุงคมก็พูดขึ้นว่า
“เป็ไงล่ะไอ้จ้อย”
“โห่ลุงขนลุกเลย งั้นผมขอให้ลุงเอาหุ่นไปไว้ที่อื่นได้ไหม ผมมองทีไรขนลุกทุกทีเหมือนมีสายตาจ้องมองผมอยู่”
“ฮ่า ๆ ได้สิ”
“แต่ลุง สถานที่ที่ลุงเล่าผมว่ามันคุ้น ๆ นะเหมือนวัดเราเลยใช่ไหม”
จากคนแก่ที่ชื่อลุงคมก็ค่อย ๆ กลายร่างเป็นางรำคนนั้นพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“จะไม่คุ้นได้ยังไงล่ะ ในเมรุนั่นก็คือไอ้เก่ง”
ไอ้จ้อยได้เห็นดังนั้นก็สะดุ้งโหยงดวงตาเบิกโพลง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ตะกุกตะกักว่า
“ละ...ลุงก็คือพี่รินรดาเองเหรอ แล้วอีกโลงที่ตั้งอยู่นั่นละคือใคร”
รินรดาก็พูดขึ้นด้วยความสะใจว่า
“ฮะฮะฮ่า อีกโลงก็อีผ่องยังไงล่ะ!”
ไอ้จ้อยที่ได้ฟังคำตอบดังนั้นก็กลัวจนสุดขีดถึงกับสลบไป
ตอนรุ่งเช้าลุงคมที่เป็สัปเหร่อตัวจริงก็กลับมาที่วัด เดินหน้ามุ่งไปยังที่พักข้าง ๆ ศาลา ก็ได้เหลือบไปเห็นร่างของเด็กวัดคนหนึ่งที่มีรูปร่างผอมแห้งนอนสลบอยู่ จึงรีบเดินเข้าไปเรียกให้มีสติ ไอ้จ้อยที่เห็นลุงคมอีกครั้งก็สะดุ้งด้วยความหวาดกลัวแล้วพูดขอร้อง
“พี่ปล่อยผมไปเถอะ! ผมกลัวแล้ว”
“เอ็งเป็อะไรของเอ็งไอ้หนู! นี่ลุงเอง”
ไอ้จ้อยขยี้ตาแล้วใช้มือแตะที่ตัวของลุงคม
“นี้ใช่ลุงคมตัวจริงหรือเปล่าครับ”
“เออ! แล้วนี้เอ็งเป็อะไร”
ไอ้จ้อยก็ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ลุงคมฟัง ลุงคมก็หัวเราะ
“ฮ่าฮ่าฮ่า เอ็งเจอของดีเข้าแล้วล่ะ เดี๋ยวเอ็งก็ชินไปเอง”
จากนั้นลุงคมก็พาไอ้จ้อยไปหาหลวงพ่อพร้อมกับเครื่องสังฆทานที่จะทำบุญอุทิศไปให้รินรดา จู่ ๆ ก็ได้มีเสียงดังขึ้นใกล้หูว่า
“ขอบใจมากนะจ้อย อยากฟังพี่เล่าต่อไหมล่ะ ยังไม่จบเลย อีผ่องมันยังไม่ตายมันยังนอนหายใจอยู่ในโลง”