ตุ๊กตานางรำ

    ตอนที่ 4 บทส่งท้าย การแก้แค้นที่รอคอย

            สิ้นเสียงการสนทนา ผ่องที่กลัวว่ารินรดาจะมาเอาคืนเหมือนกับเก่งที่ตนเพิ่งทราบข่าวไม่กี่นาทีก่อนหน้า จึงตัดสินใจจะหนีไปอยู่ที่วัด เพื่อให้หลวงพ่อช่วยเพื่อหลบหนีความผิดที่ตนรู้อยู่แก่ใจและอยากไปให้พ้นรินรดาก็รีบขับรถมาที่วัดทั้งกลางดึกนั้น พอผ่องมาถึงก็รีบจดรถไว้ที่หน้าวัดแล้ววิ่งตรงเข้ามายังโบสถ์ แต่หารู้ไหมว่าภาพประตูโบสถ์ที่ผ่องเห็นและวิ่งเข้ามากลับกลายเป็๲ศาลาสวดศพที่มีโลงศพตั้งอยู่ 2 โลง 

            หนึ่งในนั้นก็คือเก่งที่นอนขยับตัวไม่ได้นอนร้องขอชีวิตอย่างเวทนา รินรดาก็ปรากฏตัวให้ทั้งสองเห็นและหลอกผ่องจนคล้ายคนเป็๞บ้าสติฟั่นเฟือน  ส่วนโลงศพที่เก่งนอนอยู่นั้นก็ค่อย ๆ ไหลเข้าไปเมรุ ฝาเมรุก็ได้ปิดพร้อมกับไฟ ค่อย ๆ จุดขึ้นเผาให้เก่งตายทั้งเป็๞อย่างน่าสงสาร 

            ขณะเดียวกันหลวงพ่อที่ได้นั่งสมาธิเข้าฌานอยู่ได้รับรู้ถึงเ๱ื่๵๹ราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด หลวงพ่อที่ได้เห็นภาพนั้นด้วยความน่าเวทนาแล้วพูดขึ้นว่า

            “กัมมุนาวัตตะตีโลโก สัตว์โลกย่อมเป็๞ไปตามกรรม กรรมใดใครก่อ คนนั้นก็ต้องรับผลแห่งกรรม...”

            ผ่องที่เห็นไฟกำลังไหม้โลงศพของเก่ง ก็พนมมือไหว้ร้องขอชีวิตกับรินรดาทั้งน้ำตา

            “รินเราผิดไปแล้ว เราไม่นึกเลยว่าเ๹ื่๪๫มันจะเลยเถิดขนาดนี้”

            “แล้วถ้าเป็๲แกล่ะ! จะยอมไหม”

            “ปล่อยฉันไปเถิดนะ เห็นแก่ที่เราเป็๞เพื่อนกัน”

            “ฮ่าฮ่าฮ่า แกนะเหรอที่เห็นฉันเป็๲เพื่อน! ฉันว่าแกไปเป็๲เพื่อนกับไอ้เก่งเถอะ”

            “อย่านะริน ไม่!”

            จากนั้นเสียงคนแก่ที่แหบแห้งของลุงคมก็พูดขึ้นว่า

            “เป็๞ไงล่ะไอ้จ้อย”

            “โห่ลุงขนลุกเลย งั้นผมขอให้ลุงเอาหุ่นไปไว้ที่อื่นได้ไหม ผมมองทีไรขนลุกทุกทีเหมือนมีสายตาจ้องมองผมอยู่”

            “ฮ่า ๆ ได้สิ”

            “แต่ลุง สถานที่ที่ลุงเล่าผมว่ามันคุ้น ๆ นะเหมือนวัดเราเลยใช่ไหม”

            จากคนแก่ที่ชื่อลุงคมก็ค่อย ๆ กลายร่างเป็๞นางรำคนนั้นพร้อมกับพูดขึ้นว่า

            “จะไม่คุ้นได้ยังไงล่ะ ในเมรุนั่นก็คือไอ้เก่ง”

             ไอ้จ้อยได้เห็นดังนั้นก็สะดุ้งโหยงดวงตาเบิกโพลง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ตะกุกตะกักว่า 

            “ละ...ลุงก็คือพี่รินรดาเองเหรอ แล้วอีกโลงที่ตั้งอยู่นั่นละคือใคร”

            รินรดาก็พูดขึ้นด้วยความสะใจว่า

             “ฮะฮะฮ่า อีกโลงก็อีผ่องยังไงล่ะ!”

            ไอ้จ้อยที่ได้ฟังคำตอบดังนั้นก็กลัวจนสุดขีดถึงกับสลบไป

            ตอนรุ่งเช้าลุงคมที่เป็๲สัปเหร่อตัวจริงก็กลับมาที่วัด เดินหน้ามุ่งไปยังที่พักข้าง ๆ ศาลา ก็ได้เหลือบไปเห็นร่างของเด็กวัดคนหนึ่งที่มีรูปร่างผอมแห้งนอนสลบอยู่ จึงรีบเดินเข้าไปเรียกให้มีสติ ไอ้จ้อยที่เห็นลุงคมอีกครั้งก็สะดุ้งด้วยความหวาดกลัวแล้วพูดขอร้อง

            “พี่ปล่อยผมไปเถอะ! ผมกลัวแล้ว”

            “เอ็งเป็๲อะไรของเอ็งไอ้หนู! นี่ลุงเอง”

            ไอ้จ้อยขยี้ตาแล้วใช้มือแตะที่ตัวของลุงคม

            “นี้ใช่ลุงคมตัวจริงหรือเปล่าครับ”

            “เออ! แล้วนี้เอ็งเป็๞อะไร”

            ไอ้จ้อยก็ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ลุงคมฟัง ลุงคมก็หัวเราะ

            “ฮ่าฮ่าฮ่า เอ็งเจอของดีเข้าแล้วล่ะ เดี๋ยวเอ็งก็ชินไปเอง”

            จากนั้นลุงคมก็พาไอ้จ้อยไปหาหลวงพ่อพร้อมกับเครื่องสังฆทานที่จะทำบุญอุทิศไปให้รินรดา จู่ ๆ ก็ได้มีเสียงดังขึ้นใกล้หูว่า 

            “ขอบใจมากนะจ้อย อยากฟังพี่เล่าต่อไหมล่ะ    ยังไม่จบเลย อีผ่องมันยังไม่ตายมันยังนอนหายใจอยู่ในโลง”