ใครบ้างมิหวาดกลัว ใครบ้างมิถูกการลงมือของนางข่มขวัญทั้งกลุ่มโจรทั้งพวกของเหล่าจางไม่มีผู้ใดหายใจได้ทั่วท้อง ยิ่งคำสั่งที่นางกล่าวออกมาไม่ต่างจากประกาศิตสั่งตายตัดสินชีวิตของพวกโจรร้ายเกือบสามสิบคนในเสี้ยวลมหายใจเดียว
ในโลกแห่งการฝึกตน ตันเถียนคือรากฐานเมื่อตันเถียนถูกทำลายลง คนผู้นั้นก็มิต่างจากคนพิการชั่วชีวิตหากไม่ได้พบประสบการณ์พิสดารล้ำลึก ก็ไม่อาจกลับคืนสู่เส้นทางการฝึกตนได้อีก
เดิมพวกสำนักคุ้มภัยเป็นกังวลอยู่มาก ที่จะให้เสียวจิ่วรับมือพวกโจรหลายสิบคนตรงหน้าหากทันทีที่ร่างในชุดขาวกระโดดขึ้นจากพื้น ทั่วร่างของเสียวจิ่วก็มีขุมปราณมหาศาลสีเขียวกระจายออกมาปราณนี้บอกสังกัดว่าผู้ครอบครองมีปราณธาตุไม้เป็นธาตุประจำกายเมื่อปราณสีเขียวกระจายออกสู่ผืนดินก็บังเกิดรากไม้นับร้อยผุดขึ้นมาราวกับมีชีวิตมันคืบคลานว่องไวคล้ายหนอนปีศาจโดยมีเสียวจิ่วเป็นผู้ควบคุม
ยิ่งเสียวจิ่วเป็นผู้ฝึกตนระดับนภาขั้น๓ ด้วยแล้ว จึงสามารถแสดงพลังปราณธาตุออกมาได้รุนแรงดุดัน
อ๊ากกก เสียงกรีดร้องครวญครางดังเป็นระยะ ๆ จนเมื่อรากไม้อีกส่วนพุ่งกระซวกผ่านท้องน้อยพวกมันเข้าไปแล้วดูดกลืนพลังปราณในตันเถียนอย่างเอร็ดอร่อยเมื่อตันเถียนถูกดูดจนแห้งเหือด รากไม้ก็แปรเปลี่ยนเป็นคมมีดตวัดตัดผ่านจนตันเถียนถูกทำลายลง
ขณะโดนดูดเสียงพวกมันก็แหบแห้ง ไร้เรี่ยวแรงไม่ต่างจากถูกปลิดลมหายใจช้า ๆ เมื่อจบสิ้นลง พวกมันก็ถูกเขี่ยมารวมกันราวเศษขยะกองใหญ่ได้แต่ทอดกายนอนครวญครางอย่างเจ็บปวดแสนสาหัส
การขโมยไก่ผู้อื่นครานี้ มิได้สิ่งใดติดมือกลับไปทั้งยังกลับกลายว่าพวกมันต้องเป็นฝ่ายเสียข้าวสารกระสอบใหญ่
ผลตอบแทนที่ต้องจ่ายมีราคาสูงและโหดร้ายเกินกว่าพวกมันจะทำใจรับ
ฝูอวี้ฉยงที่กลับไปนั่งเดินพลังปราณในกระโจมตัดขาดการรับรู้ภายนอกชั่วขณะเพราะนางไว้ใจบ่าวรับใช้ของตนอย่างมาก หากขณะที่กำลังเข้าสู่สภาวะความว่างเปล่าอยู่นั้นกลางดวงจิตกลับบังเกิดสัญญาณเตือนภัยซึ่งส่งมาจากเสี่ยวปานั่นเอง
เสี่ยวปาซึ่งเป็นชนชั้นนภาระดับกลางยังมิอาจรับมือเชียวรึเห็นทีเรื่องราวคงไม่ง่ายดายอย่างที่นางคิดไว้แล้วเมื่อรู้ดังนั้นฝูอวี้ฉยงก็เดินออกมาจากกระโจม พวกโจรที่ถูกกองรวมกันที่พื้นเห็นหญิงสาวเดินออกมาก็หวาดกลัวตัวสั่นจนถึงกับปัสสาวะราดออกมา หากนางกลับมิได้ใส่ใจพวกมันแม้แต่น้อย พลางสืบเท้าเข้าไปหาเสียวจิ่วที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่กับพวกของเหล่าจาง
“คุณหนู” เสียวจิ่วรีบลุกขึ้นยืนบรรดาคนสำนักคุ้มภัยเองก็ยืนขึ้นแถมยังค้อมกายลงพวกเขาเป็นชาวยุทธ์ไหนเลยมิรู้จักธรรมเนียมยุทธจักร แม้แม่นางสวี่ผู้นี้มิได้แสดงความสามารถออกมาจนประจักษ์ว่าอยู่ในระดับใดแต่เพียงหนึ่งฝ่าเท้าที่แตะลงบนหลังชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ก็สามารถทำลายตันเถียนได้ก็พอคาดเดาได้ว่านางคงมีระดับสูงส่งอย่างมาก
“เจ้าเฝ้าทางนี้ไว้ให้ดีทางเสี่ยวปาดูท่าจะตึงมือนัก หากยามเหม่า[1]ผ่านไปพวกข้ายังไม่กลับมาให้เจ้ากับคนที่เหลือย้อนกลับไปตำบลชิงลู่รอคอยข้าอยู่ที่นั่น”
“ขอรับ คุณหนูระวังตัวด้วย”ใจจริงเสียวจิ่วย่อมอยากติดตามคุณหนูไปด้วย แต่ขนาดพี่สาวของเขาซึ่งมีฝีมือสูงส่งกว่าเขายังไม่อาจรับมือติดตามไปก็กลัวจะเป็นภาระให้คุณหนูเปล่า ๆเมื่อรับคำสั่งเขาย่อมรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยผู้เป็นนายและพี่สาวยิ่งนัก
“อย่าห่วงไปเลยเพียงเท่านี้มิคณนามือข้าหรอก” นายหญิงเอ่ยคำ พลางยื่นมือบอบบางลูบศีรษะคนที่สูงกว่าตนอย่างอ่อนโยนนึกเอ็นดูเสียวจิ่วที่ต่อให้โตเป็นหนุ่มแต่ก็ยังเป็นเด็กน้อยในสายตาของนางเสมอยามถูกคุณหนูลูบหัวเจ้าตัวดีรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกแถมยังย่อกายลงเพื่อให้คุณหนูลูบหัวได้ถนัด ๆ
พวกโจรที่นอนเกลือกกลิ้งด้วยความทรมานจ้องมองภาพนั้นอย่างตาลีตาเหลือกนี่คือหญิงอำมหิตลงมือโดยไม่กะพริบตาผู้นั้นหรือ เหตุไฉนจึงดูแตกต่างกันเช่นนี้ด้วยสตรีผู้นั้นจิตใจดุดันอำมหิตราวนางปีศาจ ขณะที่คนผู้นี้อ่อนโยนนุ่มนวลดุจนางเซียน
“อยู่ทางนี้ระวังตัวให้ดีอย่าประมาทเด็ดขาด”
นางผละมือข้างนั้นออก เมื่อสั่งความเสร็จสิ้นร่างชุดเหลืองก็ก้าวย่างสู่แผ่นฟ้าเบื้องบน ราวมีบันไดเมฆรองรับมิทันครบหนึ่งลมหายใจร่างนั้นก็ลับหายไปราวหมอกควัน
ด้วยฝูอวี้ฉยงนั้นประทับยันต์เวทติดตามไว้ที่ร่างของเสี่ยวปาการเดินทางผ่านท้องนภายามราตรีจึงง่ายดายราวพลิกฝ่ามือแค่นางเชื่อมความคิดกับสภาวะแห่งยันต์ ร่างของนางก็มาปรากฏอยู่กลางท้องฟ้าเหนือหุบเขากลางป่า
ราตรีนี้ไม่เงียบงัน วนาสัณฑ์แตกตระหนกเหล่าวิหคบินแตกตื่น
เป็นภาพที่ไม่ควรเกิด แต่ก็เกิดยิ่งยามราตรีเช่นนี้ มีนกตัวน้อย ตัวใหญ่ บินแตกตื่นเป็นฝูงไร้กระบวนไม่ต่างจากภาพสยดสยอง เมื่อหญิงมองลงไปเบื้องล่างก็พบว่าตนมาลอยอยู่เหนือค่ายโจรเข้าให้แล้วและสาเหตุที่ทำให้ราตรีนี้ผิดแปลกมาจากพลังชั่วร้ายที่ปลดปล่อยออกมาจากค่ายแห่งนี้ แต่ก็น่าแปลกที่นางกลับไม่เห็นพวกโจรเลยได้แม้แต่คนเดียวเห็นเพียงพวกที่ถูกล่อเข้ามาในค่ายกลด้านล่าง
พวกของสำนักฝึกตน สำนักคุ้มภัย ยามนี้ถูกเล่นงานจนสลบไสลกันไปเกือบหมดที่เห็นมีเพียง คุณชายตระกูลฮั่ว เหล่าจาง องครักษ์สองคน ชายวัยกลางคนสองคน และเสี่ยวปาเท่านั้นที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ส่วนพวกที่เหลือต่างหมดท่าล้มกายแผ่หลากับพื้นไม่เว้นสองแม่นางตระกูลโต้วที่ทิ้งกายหมดมาดคุณหนูใหญ่
๗ คนที่เหลือเว้นเสี่ยวปาล้วนแต่อยู่ระดับปฐพีกันทั้งสิ้นผู้มีฝีมือสูงสุดเป็นชายวัยกลางคนสองคน พวกเขาสวมชุดมาตรฐานของสำนักฝึกตนแบบเดียวกับพวกของคุณชายฮั่วคนหนึ่งเป็นถึงขั้น ๘ ส่วนอีกคนขั้น ๖ แต่คนที่ระดับสูงกว่ากลับมีอาการบาดเจ็บจนต้องนั่งพักอยู่บนก้อนหินใหญ่
นี่มันเกิดเรื่องอะไรกันแน่ ลำพังพวกที่บุกไปจุดพักแรมริมบึงใหญ่นางก็สงสัยมากพอแล้วเพราะระดับของพวกมันค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนทั่วไปในแคว้นหนึ่งดาวระดับเช่นนี้ไม่มีความจำเป็นต้องเป็นโจรร้ายด้วยซ้ำพวกมันสามารถเหยียบยืนใช้ชีวิตได้เต็มภาคภูมิในฐานะผู้ฝึกตน แต่คนกลุ่มใหญ่กลับหลงผิดเข้าสู่ทางสายอธรรมยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นความประหลาดนี้ กลุ่มคนทั้ง ๗ ที่มีฝีมือระดับแนวหน้าของแคว้นหนึ่งดาวกลับติดอยู่ในค่ายกลประหลาดไร้ทางออก
เห็นทีฝูอวี้ฉยงคงต้องลงมืออีกคราหนึ่งแล้วทว่าก่อนที่นางจะลงไปเบื้องล่างก็เคลื่อนจิตเข้าไปในแหวนหยกเขียวหยิบแหวนลวงตาอีกวงออกมาด้วยมิรู้ว่าการปรากฏตัวครั้งนี้จะนำพาสิ่งใดมาบ้าง หญิงสาวเลือกจะไม่ทำลายฐานะของ‘สวี่หรง’ ลงจนกว่าจะได้พบน้าชายเหตุนี้ยามที่นางสวมแหวนหินอ่อนเหลืองวงเล็กที่นิ้วชี้ยันต์เวทที่ประทับจนทำให้แหวนกลายเป็นแหวนลวงตาเช่นต่างหูที่นางสวมใส่จึงได้แสดงพลังของมันอีกครา ฝูอวี้ฉยงจึงเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ซ้อนไปอีกชั้น
ขณะที่เบื้องล่างคนที่เหลือกำลังเผชิญหน้ากับการจู่โจมครั้งใหม่ค่ายกลลวงตาถูกกระตุ้นจนเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม กำแพงปราณสีดำทมิฬที่กางกั้นมีความร้ายกาจมากขึ้นกว่าเก่า ยามที่แตะสัมผัสปราณของผู้ฝึกตนก็คล้ายถูกระงับไว้จนไม่อาจแสดงฝีมือออกได้ตามใจปรารถนา
วี้ด วิ้ว
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นทั่วทิศทาง ธนูเพลิงนับพันพวยพุ่งโจมตีเข้าใส่คนทั้งเจ็ดหมายเอาชีวิต
พวกเขาต่างช่วยกันสร้างปราการป้องกันอย่างพร้อมใจด้วยบนพื้นดินยังมีผู้คนเกือบร้อยที่นอนหมดสติไม่รู้ความหากต้องคมธนูคงมิอาจรักษาชีวิตไว้ได้ สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าคนทั้งเจ็ดไม่อาจทำอะไรได้นอกจากตั้งรับจะตีฝ่าออกไปก็ไม่รู้จะได้ผลลัพธ์เช่นไร เพราะกำแพงปราณทมิฬเหล่านี้ไม่อาจสัมผัส
“พวกโจรชั่วต้องเล่นเล่ห์บางอย่างซ่อนไว้ไม่เช่นนั้นพวกเราไหนเลยเพลี่ยงพล้ำง่ายดายเพียงนี้”อาวุโสฮั่วที่ยังนั่งพักบนก้อนหินเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบแห้งยามพูดก็รู้สึกปวดร้าวบริเวณลิ้นปี่ย้อนขึ้นมา ก่อนหน้าที่พวกคุณชายฮั่วจะมาถึง เขาและคนอื่นๆ ติดอยู่ในกับดักเขาวงกตประหลาด ที่มีสัตว์เวทชั้นต่ำคอยก่อกวนจนเสียพลังไปเกือบหมดเมื่อคุณชายปรากฏตัวขึ้นมาเขาวงกตนั้นก็ถูกทำลายลง
มิคาดว่าเขตวงกตหายไปกับมีวงล้อมปราณทมิฬขึ้นแทนที่แถมยังร้ายกาจกว่าเขาวงกตเสียอีก ผู้ฝึกตนระดับต้นหลายคนถูกปราณทมิฬโจมตีก็สิ้นสติลงอย่างง่ายดายส่วนระดับกลางขึ้นมาหน่อย ยามแตะต้องไอปราณนั้นก็จะถูกดูดปราณในกายไป จนพลังปราณลดน้อยลงเรื่อยๆ
แล้วการกระตุ้นปราณทมิฬระลอกใหม่เมื่อครู่ก็ทำให้ค่ายกลลวงตาเพิ่มพิษสงและความรุนแรงมากกว่าเดิมเป็นสองเท่าตัว
ยามนี้พวกเขาทำได้เพียงกางปราการเวทป้องกันภัยจำต้องใช้ปราณในการส่งไปหนุนเนื่องตลอดเวลา ฮั่วซีกังวลว่าปราการนี้อาจอยู่ได้ไม่นานหากเป็นสถานการณ์ปกติพวกเขา ๗ คนร่วมมือกันคงสามารถรักษาปราการได้หลายชั่วยามแต่ค่ายกลลวงตามีอานุภาพร้ายกาจ ปราณทมิฬก็ค่อยจู่โจมทำให้ปราณในกายลดลง เหตุนี้สิ่งที่กังวลจึงเกิดขึ้นในไม่กี่อึดใจต่อมา
เมื่อปราการเวทขาดพลังปราณหนุนเนื่องจึงเกิดรอยโหว่ขึ้นหลายจุด ลูกธนูเพลิงจึงแทรกซึมเข้ามาโจมตีคนด้านในได้ มันเป็นสถานการณ์ที่แสนบีบคั้นคิดจะถอยหลังหนีก็ทำไม่ได้ ต่อให้กัดฟันสู้ตายแต่ด้วยเล่ห์เพทุบายที่พวกโจรใช้พวกเขาไม่มีทางต่อกรพวกมันได้เลย
อันว่าทวนเปิดเผยง่ายรับมือ เกาทัณฑ์ลับยากหลบหลีก
พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังต่อกรกับสิ่งใดอยู่
ขณะที่ปราการเวทเริ่มฉีกขาดกว้างขึ้น ๆจนสุดท้ายก็พังทลายลง เป็นเหตุให้ห่าธนูเพลิงมุ่งหน้าจู่โจมอย่างบ้าคลั่งเสี่ยวปาหมุนกายแตะเหยียบอากาศกระโจนร่างไปข้างหน้า เพียงร่างลอยอยู่กลางอากาศด้านหน้าของกลุ่มคนก็มีเสาหินนับร้อยผุดแทรกขึ้นมาเป็นปราการตั้งรับลูกธนูส่วนเจ้าตัวกระโจนฝ่าอากาศ มือขวาสะบัดแผ่วเบาก็บังเกิดกระบี่หินเล่มใหญ่สร้างขึ้นจากปราณประจำตัวของหญิงสาว นางซัดขว้างปราณสังหารจู่โจมเข้าใส่อาคารสามชั้นสุดปลายทาง
แม้หญิงสาวไม่อาจอ่านกระบวนกลที่ซ่อนอยู่ได้แต่กลับรับรู้ว่าอาคารสูงหนึ่งเดียวในค่ายโจรแห่งนี้น่าจะเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานชั่วร้ายที่ทำให้ค่ายกลทำงาน
“นี่นาง” พวกฮั่วซีถึงกับตกตะลึงมิคาดว่าแม่นางน้อยผู้หนึ่ง กลับสามารถสร้างปราการศิลาได้สูงกว่าหนึ่งจั้ง ทั้งยังแข็งแรงราวกำแพงเหล็ก
“แม่นางผู้นั้นเป็นผู้ใดกันคุณชาย” อาวุโสฮั่วแม้บาดเจ็บแต่ถึงกับลุกจากที่พลางเอ่ยถามคุณชายของตนด้วยความร้อนใจ แม้เขาจะมีระดับสูงถึงปฐพีขั้น๘ แต่กลับยังไม่สามารถทำได้ครึ่งหนึ่งของหญิงสาวรุ่นลูกผู้นี้
“นางเป็นสาวใช้ของคุณหนูสกุลสวี่ก็คนที่เถ้าแก่มาขอให้พวกเรารับเข้าขบวนเดินทางกลับเมืองหลวงอย่างไรเล่า” ฮั่วเฉินตอบคำดวงตากลับจับจ้องไปยังร่างโปร่งที่เคลื่อนกายราวหมอกควันยามนางเรียกกระบี่หินฟาดฟันโจมตีก็แข็งแกร่งรวดเร็วบอกชัดว่าผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี
“สาวใช้ ?” อาวุโสฮั่วกับอาวุโสอีกท่านแทบไม่อยากเชื่อสาวใช้ผู้หนึ่งกลับมีฝีมือระดับนี้ มิอยากคิดว่าผู้เป็นนายความสามารถจะลึกล้ำถึงขั้นใด
ครืน โครม
พลังสายหนึ่งระเบิดออกกระบี่หินในมือเสี่ยวปาจู่โจมเข้าใส่หัวใจค่ายกล ทำให้พลังทั้งมวลสลายสิ้นในอากาศ กำแพงปราณทมิฬที่คุกคามพวกเขามานานกว่า๑ เค่อ บัดนี้ได้สิ้นฤทธิ์ลงแล้ว
“ดีจริง” เหล่าจางและคนอื่น ๆถึงกับร่ำร้องยินดี หากมิคาดว่าเพียงพริบตาต่อมา อาคารสามชั้นหน้าแคบแปลกตากลับปล่อยพลังงานที่เข้มข้นกว่าเดิมออกมาหลายเท่าหากครั้งนี้มิใช่ค่ายกลหรือม่านทอนกำลัง แต่เป็นร่างของสามบุรุษตัวสูงใหญ่ที่มีไอชั่วร้ายแผ่ออกมาชัดเจน
หนึ่งในพวกมันยกกระบองใหญ่ขึ้นแล้วฟาดใส่เสี่ยวปาปราณธาตุลมหนักแน่นราวค้อนจึงพุ่งเข้ามา แต่หญิงสาวขยับกายเคลื่อนไหวหลบวูบอย่างคล่องแคล่วพลางผนึกปราณลงสู่พื้นก็เกิดเสียงลั่นเกรียวกราวของปฐพี ปลายทางจุดที่ชายถือกระบองยืนอยู่มีเสาหินแหลมคมพุ่งขึ้นหากคนข้างกายของมันก็สกัดเสาหินนั้นด้วยพลังคุกคามระดับสูง
โครม
เสาหินถูกทำลายอย่างง่ายดายจนเสี่ยวปาถึงกับหน้าถอดสี
มันแปลความหมายได้อย่างเดียวคือชายผู้นั้นระดับสูงกว่านางเสาหินที่นางสร้างคือใช้ปราณเต็มกำลังหากจะทำลายต้องใช้ปราณระดับเดียวกันหรือสูงกว่า
หญิงสาวไหนเลยไม่ตกใจที่นี่คือแดนเบื้องล่างทั้งยังเป็นเพียงแคว้นระดับหนึ่งดาว กลับมีโจรป่าระดับอย่างน้อยคือนภาขั้น ๖ ฐานะเช่นนี้มิจำเป็นต้องเป็นเพียงโจรต่ำช้าเลยด้วยซ้ำ
“แม่นางระวัง !!!” เสียงร้องเตือนของคุณชายฮั่วดังขึ้นเมื่อเห็นว่าชายคนกลางที่น่าจะเป็นหัวหน้าใหญ่สุดของค่ายโจรชกหมัดปราณที่แฝงด้วยอานุภาพทำลายล้างระดับสูงตรงมาที่หญิงสาวผู้นั้น
ร่างบางยกมือซ้ายของตนขึ้นกรีดนิ้วเพียงหนึ่งรอบก็เกิดกำแพงหินแทรกผุดขึ้นมาจากพื้น หมัดปราณพุ่งกระแทกใส่กำแพงหินอย่างรวดเร็วซ้ำแล้วซ้ำเล่า หมัดนั้นเต็มไปด้วยพลังชั่วร้ายรุนแรงเกินกว่าที่หญิงสาวจะคาดไว้เพียงไม่นานกำแพงหินก็เกิดรูโหว่ เสี่ยวปาพลิกกายหมุนหลบด้วยสัญชาตญาณมิคาดว่าเสี้ยวหนึ่งของพลังยังจี้ตามมาถึงจนทำให้นางถูกโจมตีเข้าจนได้
ยังดีที่อาการไม่บาดเจ็บนัก มีเพียงโลหิตสายหนึ่งไหลออกจากมุมปาก
ฝูอวี้ฉยงที่กำลังประเมินสถานการณ์อยู่บนฟ้าถึงกับใจหายวาบนี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ขนาดเสี่ยวปามีระดับสูงถึงเพียงนี้ยังพลาดท่ารับมือไม่ได้เชียวรึเมื่อใจนางพะวงร่างก็เคลื่อนไหวฉับพลันทันใด ครู่เดียวก็มายืนอยู่ด้านหลังเสี่ยวปาที่ซวนเซ
“คุณหนู” เสี่ยวปาแม้บาดเจ็บแต่เพียงถูกสัมผัสที่แขนนางก็ได้กลิ่นหอมประจำตัวของผู้เป็นนาย เมื่อหันกลับไปก็พบว่าหญิงสาวที่มาช่วยพยุงตนไว้มีหน้าตาผิดแผกไปจากคุณหนูทว่าเสี่ยวปาอยู่กับคุณหนูของนางมากี่ปีกันเล่า ทำไมนางจะไม่รู้ว่าหญิงสาวผู้นี้ใช่คุณหนูของนางหรือไม่
“ทำไมหน้าท่าน...” เสี่ยวปาคิดถามแต่ก็หยุดคำไว้ก่อนที่คุณหนูทำเช่นนี้ก็คงเพราะไม่อยากแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา ด้วยความสามารถของคุณหนูการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมคงเป็นหนึ่งในศาสตร์วิชาที่ถือครอง
“นี่เจ้า...เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้า” ฝูอวี้ฉยงรีบกระซิบเสียงเบา นางอุตส่าห์คิดว่าตนเองวางแผนรอบคอบใช้แหวนลวงตาอำพรางรูปลักษณ์ไว้อีกชั้น นี่อะไรกัน...นางเผยตัวต่อหน้าเสี่ยวปาไม่ทันถึงครึ่งลมหายใจอีกฝ่ายก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นนางปลอมแปลงตนมา
“คุณหนู...”
“หรือว่าหน้าข้า”
“มิใช่เจ้าค่ะ แต่กลิ่นหอมจากกายคุณหนูเป็นเอกลักษณ์เสื้อผ้าที่สวมก็แปลกตากว่าที่คนผีโจวทั่วไปสวมใส่กัน” กลิ่นที่ว่าคือกลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดหนึ่งซึ่งแม้แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยสังเกต ยามเด็กร่างกายของฝูอวี้ฉยงมีกลิ่นกำยานและม่อเย่าเช่นคนอื่นๆ ในเรือนอวี้ย่วนหากหลังจากที่นางประทับโลหิตเหนือประตูฉยงหรงในแหวนหยกเขียวที่มารดาทิ้งเอาไว้กลิ่นกายของนางก็แปรเปลี่ยนไปนับแต่วันนั้น
“จริงด้วย”ฝูอวี้ฉยงถึงกับตบหน้าผากตัวเองทีหนึ่ง นางคิดว่าตนฉลาดรอบคอบ มิคาดว่าจะพลาดเรื่องง่ายดายเช่นนี้
แบบชุดที่นางใส่เป็นแบบประยุกต์ที่นำกลิ่นอายของแบบดั้งเดิมมาตัดเย็บให้สวมใส่ได้ง่าย ถ้าดูผ่าน ๆ ก็คล้ายแบบชุดครึ่งแขนของผีโจวแต่แบบของผีโจวนั้นตัวเสื้อจะยาวคลุมครึ่งสะโพก มีผ้ารัดเสื้อไว้ตรงสะเอวขณะที่ชุดที่นางสวมเพียงดูคล้ายแต่ไม่ใช่ เพราะนางใส่เสื้อป้ายกระดุมข้างครึ่งแขน ชายเสื้อยาวเลยสะเอวเพียงเล็กน้อยมิได้มีสายรัดเอวด้านนอกเสื้อ ทั้งยังสวมกับกระโปรงบานจับจีบ ซึ่งทั่วไปกระโปรงจับจีบเช่นนี้นิยมสวมเป็นเกาะอกแล้วทับด้วยเสื้อด้านนอกอีกชั้น
“แม่นางสวี่...” ฮั่วเฉินซึ่งเป็นห่วงเสี่ยวปาเพราะเห็นว่าถูกหมัดปราณที่ทะลุกำแพงโจมตีใส่ยามเข้ามาใกล้กลับตะลึงอยู่บ้าง เพราะแม่นางสวี่ผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นในเวลาพริบตาเดียวทั้งที่เขาจับจ้องแม่นางเสี่ยวปาอยู่ตลอด ไหนเลยจะคลาดสายตานานพอให้อีกคนปรากฏขึ้นโดยที่เขาไม่รับรู้
“ท่าน ?” แค่เสี่ยวปาคนเดียวนางยังพอทำใจรับเพราะเสี่ยวปาคือคนที่ฝูอวี้ฉยงเลี้ยงดูมา แต่นี่คุณชายฮั่วที่รู้จักกันผิวเผินกลับมองออกด้วยอีกคนดูท่าแผนอำพรางกายของนางจะล้มเหลวสิ้นดี
หากฝูอวี้ฉยงไม่ทันได้ตอบรับหรือปฏิเสธก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากหลังกำแพงหินสูงใหญ่
“แม่นางน้อย เจ้าอย่าเปลืองแรงเลยมิสู้อยู่กับพวกข้าสามพี่น้องเสพสุขกับเงินทองมิดีกว่าหรือ เจ้างามเพียงนี้เก่งกาจเพียงนี้ มิสู้เป็นชายาของพวกข้าสามพี่น้อง” เพราะมีกำแพงหินขวางกั้น หัวหน้าโจรผู้ตั้งตนเป็นราชาพงไพรจึงไม่รู้ว่าหลังกำแพงเกิดอะไรขึ้นบ้าง
นัยน์ตาของฝูอวี้ฉยงจากที่งุนงงปนระอาตนเองยามนี้กลับทอประกายสังหารขึ้นทันทีทันใด พวกมันคงไม่รู้ว่าแตะถูกเกล็ดย้อนของนางเข้าจนได้
“พวกเดรัจฉาน”
พวกมันสามคนเดินขยับมาอีกฟากจึงมองเห็นว่าหลังกำแพงนอกจากแม่นางผู้งดงามคนก่อน ยังมีหญิงสาวแปลกหน้ายืนเคียงข้างเพิ่มมาอีกคน
“วาจาเผ็ดร้อนเช่นนี้มิทราบว่ายามอยู่ใต้ร่างพวกข้าเจ้าจะร้อนแรงเพียงใด พยศ ๆ เช่นนี้พวกข้าปราบด้วยลีลาเผ็ดร้อนมานักต่อนักแล้วหากเจ้ายอมโอนอ่อน ไหนเลยพวกข้าจะรุนแรงหักหาญ แต่หากยังหยิ่งทะนงปากดีไม่รู้ความก็อย่าหาว่าพวกข้าสามคนแล้งน้ำใจ” ชายร่างสูงหนา เอ่ยวาจาหยาบโลนจาบจ้วงอย่างหื่นกระหายแค่ประกายวาววับในตาของมันก็ดูน่าขยะแขยงเต็มทนแล้ว
“งั้นรึ ?” หญิงสาวยกยิ้มเพียงเล็กน้อย หากกลับเป็นยิ้มที่เย็นเฉียบไปถึงขั้วหัวใจ
ฉับพลันทันใดเจ้าโจรร่างสูงหนาก็รู้สึกปวดแสบปวดร้อนในลำคอคล้ายว่ามีเหล็กร้อนนาบภายในมันร้อนจัดจนทรมานมิอาจฝืนยืนกับที่
อ๊ากกกก เสียงครวญครางแหกปากร้องอย่างเจ็บปวดปานสัตว์นรกสร้างความสยดสยองให้ผู้ฟังจนแทบขวัญเสีย
“เจ้าสาม ๆ” ชายอีกคนซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ถือกระบองเป็นอาวุธรีบรุดเข้าดูอาการก็พบว่าลำคอของเจ้าสามมีรอยดำคล้ายถูกเผาไหม้ ทั้งในปากของน้องร่วมสาบานก็ยังมีโลหิตทะลักไหลออกมาอย่างน่ากลัว
“นังปีศาจเจ้าทำอันใดน้องสามของข้า” ชายอีกคนที่น่าจะเป็นหัวหน้าใหญ่ที่สุดตวาดถามเสียงเกรี้ยวกราด มือขวาของมันปรากฏทวนเหล็กสูงหกฉื่อ สองตามองมาที่นางด้วยโทสะคุกรุ่นเพราะคาดเดาเอาได้ว่าต้องเป็นนางที่ลงมือ
อีกอย่างค่ายกลลวงตามีอานุภาพร้ายแรงเทียมฟ้าคนในมิอาจออก คนนอกมิอาจเขา อยู่ ๆ สตรีผู้นี้ก็ปรากฏตัวขึ้นโดยที่พวกมันไม่รู้ตัวย่อมเป็นคำเตือนได้ดีว่านางหาใช่ชนชั้นสามัญที่ง่ายต่อการรับมือ ในที่นี้หากจะมีใครมีความสามารถทำร้ายน้องสามของพวกมันได้รวดเร็วในชั่วพริบตาก็เห็นจะมีแต่หญิงผู้นี้ผู้เดียวเท่านั้น
“ข้าทำอันใด อย่าใส่ความกันนักเลยที่เกิดเรื่องขึ้นมาตรว่าสวรรค์คงมีตา จึงลงทัณฑ์เดรัจฉานชั่วช้าให้สาสมกับความเลวทราม”ปากนางไม่ยอมรับแต่ตานางฉายแวะเย้ยหยันอยู่เต็มปรี่ มีหรือที่ชายสองคนที่ยังยืนอยู่จะดูไม่ออก
“นังแพศยา กล่าววาจาล่วงเกินพวกข้าอย่างไม่กลัวตายหากเจ้าตกอยูในกำมือข้าเมื่อใด ข้าจะทำให้เจ้าทุกข์ทรมานเสียยิ่งกว่าตาย”เจ้าของกระบองยักษ์ตวาดเสียงขึงขัง ยิ่งเห็นท่าทีราวกับถูกใส่ความของอีกฝ่ายก็ยิ่งแค้นใจ
“ข้ากล่าวถึงเดรัจฉานชั่วช้ามิคาดว่าเจ้าจะรับว่าตนเป็นเดรัจฉาน”
“นังแพศยา วันนี้เจ้าไม่มีทางรอดมือพวกข้าไปได้”มิจำเป็นต้องต่อความอันใดกับลูกวัวแรกคลอดมิเกรงเสือเช่นนางอีกหัวหน้าใหญ่ชักอาวุธออกเตรียมโจมตีเพื่อสั่งสอนนังเด็กไม่กลัวตายผู้นี้
“พวกเดรัจฉานวันนี้พวกเจ้าไม่มีทางรอดมือข้าไปได้”นางจงใจเลียนแบบวาจาพวกมันตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว ว่าจบนางก็พลิกฝ่ามือ ซัดปราณสีน้ำเงินเข้มเข้าใส่กำแพงหินสูงใหญ่บังเกิดเสียงแตกหักเกรียวกราวสนั่นพิภพพนาสัณฑ์
กำแพงหินใหญ่กลายสภาพเป็นเศษหินเล็กหินน้อยนับร้อยนับพันทุกก้อนมีคมแหลมราวคมศัสตรา
“นี่เจ้า” สองโจรถึงกับตกตะลึง มิคาดว่าคนที่พวกมันดูถูกว่าเป็นเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมยามลงมือจะร้ายกาจและรวดเร็วเช่นนี้ ยิ่งเห็นหินนับพันลอยอยู่กลางอากาศทั้งหันปลายคมมาที่พวกมัน ก็ยิ่งตื่นตระหนก หากพวกมันเป็นชนชั้นใด ช่วงหลายเดือนมานี้ผ่านศึกมาก็หลายครั้งไหนเลยจะเป็นเป้านิ่งให้อีกฝ่ายจู่โจมฝ่ายเดียว ก่อนที่นางจะลงมือ มันก็ยกอาวุธเวทในมือขึ้นและซัดปราณสังหารเข้าโจมตีใส่ฝูอวี้ฉยงอย่างบ้าคลั่ง
“แม่นาง ...” เสียงของฮั่วเฉินและเหล่าจางที่ตามเข้ามาสมทบดังขึ้นหมายเตือนหากเสี่ยวปาเป็นฝ่ายยกมือขึ้นเพื่อบอกว่าไม่ต้องเป็นกังวล
บุรุษต่างวัยเผลอมองตากันอย่างตระหนกเพราะปราณที่พวกโจรร้ายซัดโจมตีมิใช่ระดับชั้นสามัญแม้แต่น้อย แต่แม่นางสวี่กลับยืนเฉยมิเคลื่อนกายหลบหนีส่วนแม่นางเสี่ยวปาก็ยกมือห้ามมิให้พวกเขารบกวนนายของนาง
เพียงเสี้ยวลมหายใจถัดมา พวกเขาก็ได้คำตอบว่าเหตุใดแม่นางเสี่ยวปาผู้นั้นจึงห้ามปรามไว้
ฝูอวี้ฉยงยกมือขวาของตนปัดออกเพียงเบา ๆ ปราณสังหารระดับนภาสองสายก็พุ่งย้อนกลับไปยังนายของพวกมันพร้อม ๆ หินแหลมคมนับพันที่พุ่งซัดเป็นกระบวนพยุหะศิลาสังหาร
อ๊ากกกกกกกกกก
************
** วันนี้มาดึกหน่อย ต้องขอโทษทีนะ
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ ทุกกำลัง และการมาเยี่ยมชม
ยังไงฝากเพจไว้ด้วยนะ
https://www.facebook.com/ZHMX-2339420609635046/
ขอบคุณจ้ะ
ZHMX
[1]ยามเหม่า ๐๕.๐๐-๐๗.๐๐ น.