เมื่อโม่ชิงเฉิงเห็นข้อความที่เด็กชายเขียนดวงตาของเขาก็เป็ประกายขึ้นมาทันที บนกระดาษเยื่อไผ่มีอักษรเขียนเอาไว้ด้วยลายมือที่อ่านง่ายว่า“หากรู้จริง พึงบอกว่ารู้ หากไม่รู้ พึงบอกว่าไม่รู้ นั่นแหละคือวิถีของปัญญาชน”
ถึงแม้ว่าลายมือของเด็กน้อยจะไม่สวยงามมากนักแต่การที่เขาสามารถเขียนคำสอนที่ยากของขงจื๊อได้เช่นนี้ทำให้โม่ชิงเฉิงประหลาดใจมาก จนต้องถามว่า “ใครสอนให้เ้าเขียนประโยคนี้หรือ”
เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะอายๆ“ข้าเห็นจากหนังสือของอาจารย์ ก็เลยลองเขียนตามครับ”
“เ้าเข้าใจความหมายของคำสอนนี้หรือไม่”โม่ชิงเฉิงถามต่อทันที
“ข้ารู้ว่าเป็คำสอนของท่านขงจื๊อสำหรับความหมายนั้น ข้าไม่แน่ใจนัก แต่ข้าคิดเอาเองว่า..” เขาหยุดคิดสักพักและเงยหน้าตอบอย่างมั่นใจว่า “เราไม่ควรโกหก ถ้าเราไม่รู้เื่นั้นจริงเพราะมันอาจจะส่งผลเสียหายต่อชีวิตได้ โดยเฉพาะการเป็หมอครับ!”
โม่ชิงเฉิงหัวเราะเสียงดังในขณะที่เฟิงหลี่เฉียงมองอย่างไม่เข้าใจว่า เขาตีความผิดหรืออย่างไร แต่แล้วบัณฑิตโม่ก็ถามต่อด้วยแววตาประหลาดว่า“แล้วถ้าเป็บัณฑิตล่ะ จะยอมรับว่าไม่รู้ในสิ่งที่เ้ากำลังเรียนมาได้หรือไม่!”
เฟิงหลี่เฉียงทำหน้ายุ่งเขายังเป็เด็กอายุ 6 ขวบ และไม่รู้ด้วยว่า บัณฑิตควรเป็อย่างไรแต่เขาก็พยายามตอบด้วยน้ำเสียงแบบเด็กๆ ว่า “เรียนใต้เท้าครับข้าไม่รู้ว่าบัณฑิตควรจะเป็อย่างไร ข้ารู้จักบัณฑิตอยู่ท่านเดียวและเขาเป็อาจารย์สอนหนังสือที่หมู่บ้านของข้าครับ”
แล้วเขาก็พูดต่อหลังจากหยุดคิดไปนาน“ข้าเคยเห็นว่า เวลาอาจารย์ถามพวกเรา ถ้าตอบได้ ท่านก็จะชมเชย แต่ถ้าเราตอบไม่ได้ท่านก็จะถามต่อจนกว่าพวกเราจะตอบออกมา แต่ข้าก็ไม่ทราบหรอกครับว่าสิ่งที่พวกเราตอบไปนั้นถูกหรือผิด เพราะคนที่รู้คำตอบ คืออาจารย์ท่านเดียวครับ”
โม่ชิงเฉิงหรี่ตาลงและถามต่อด้วยเสียงต่ำว่า“เ้าหมายความว่า อาจารย์ก็อาจจะรู้หรือไม่รู้คำตอบที่แท้จริงก็ได้ใช่หรือไม่”
เด็กชายหน้าแดงเขารู้ว่าวิธีคิดของเขานั้นอาจจะไม่เคารพต่อครูบาอาจารย์ แต่เขาก็ยังพูดตามตรงว่า“ข้าก็ไม่ทราบเช่นกันครับ ในตอนนั้น ข้าคิดว่าสิ่งที่อาจารย์อธิบายก็ดูน่าเชื่อถือ”
โม่ชิงเฉิงหัวเราะลั่นด้วยความชอบใจ“เ้านี่มันสำคัญนักนะ! ฮ่าๆๆ”
โม่ชิงเฉิงมองดูเด็กชายด้วยความพิศวงเขารู้ดีว่า คนที่เป็ครูบางคน ไม่ชอบเด็กที่รู้จักตั้งคำถาม แต่เด็กคนนี้กลับรู้จักสงสัยในคำสอนั้แ่ยังอายุเท่านี้ถึงแม้ว่าจะตอบคำถามที่โม่ชิงเฉิงถามไม่ได้ชัดเจน แต่เขาพยายามอธิบาย โดยยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงและยังมีวิธีการพูดแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น
บัณฑิตหนุ่มจึงพยักหน้าช้าๆและถามคำถามที่เด็กชายเองก็อยากรู้เช่นกันว่า “เ้ารู้ไหมว่า เหตุใดท่านหมอต้วนถึงให้เ้านำยาบำรุงมามอบให้ข้า”
“ข้าไม่ทราบครับ”เด็กชายตอบตามจริง
“ท่านหมอต้วนอยากให้ข้าเห็นเ้าด้วยตัวของข้าเอง”
เมื่อเห็นเด็กชายไม่เข้าใจเขาก็ไม่อธิบายเพิ่มเติม แต่กลับถามเด็กชายว่า “เ้าอยากจะเรียนหนังสือกับข้าไหม”
เฟิงหลี่เฉียงตาโตเขาถามด้วยความตื่นเต้น “ท่านยินดีจะสอนข้าหรือครับ!”
“ใช่”โม่ชิงเฉิงพยักหน้า แต่ก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า“ข้าไม่รับปากว่าจะสอนไปนานแค่ไหน ทั้งหมดนั้น ขึ้นอยู่กับความพอใจของข้าเป็หลัก”
ครั้งนี้เด็กชายเข้าใจดีว่า ถ้าอีกฝ่ายไม่พอใจในตัวเขา ก็อาจจะยุติการสอนได้เมื่อรู้ว่าเป็เช่นนี้ หัวใจของเด็กชายก็เต้นแรงขึ้น เขาจะพิสูจน์ให้ได้ว่าเขาเป็เด็กที่ตั้งใจเรียน และท่านบัณฑิตโม่จะต้องอยากสอนเขาต่อไปแน่ เด็กชายจึงรีบลุกขึ้นยืนและก้มลงคำนับอีกฝ่ายอย่างเคารพ“ขอบพระคุณใต้เท้ามากครับ”
แต่แล้วเขาก็นึกได้จึงรีบถามอย่างเกรงใจว่า “ข้ายังต้องเรียนการแพทย์กับท่านอาจารย์ต้วนอยู่ครับข้าขอบังอาจถามท่านว่า ่เวลาไหนจึงจะสะดวกกับการเรียนครับ”
โม่ชิงเฉิงจึงถามเขาว่าเขาเรียนอะไรกับต้วนเจี่ยซินบ้าง และเรียน่ไหนเวลาใด เมื่อรู้เช่นนั้นแล้วเขาจึงบอกกับเด็กชายว่า “ให้เ้ามาที่นี่ในวันจันทร์หน้า ่ยามเฉิน[1]”จากนั้น โม่ชิงเฉิงก็บอกให้เด็กชายกลับไปได้แล้ว เพราะเขาจะเขียนหนังสือต่อ
เด็กชายเดินกลับบ้านและคิดด้วยความดีใจว่าเมื่อได้รับโอกาสแล้ว เขาจะฉวยโอกาสนี้เอาไว้และจะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดถึงในภายหลัง โม่ชิงเฉิงจะไม่อยากสอนเขาอีกต่อไป แต่อย่างน้อยเขาก็ได้มีโอกาสเรียนรู้จากบัณฑิตที่มีความรู้ล้ำลึกคนนี้
หากถามว่าเด็กน้อยรู้ได้อย่างไรว่าโม่ชิงเฉิงเป็คนที่มีความรู้ความสามารถสูง เขาก็ตอบไม่ได้ชัดเจน เขารู้แค่ว่าหากอาจารย์ต้วนเจี่ยซินของเขาเคยเป็ถึงอดีตหัวหน้าสำนักแพทย์หลวง ก็ย่อมแสดงว่าคนรอบตัวเขาก็ย่อมมีความรู้ความสามารถที่โดดเด่นเช่นกันและการที่ท่านอาจารย์ให้เขามาพบบัณฑิตโม่ด้วยตนเอง แสดงว่าเขาต้องมีความฉลาดล้ำลึกจนอาจารย์ต้วนยังยอมรับ
เมื่อเฟิงหลี่เฉียงเล่าเื่นี้ให้ต้วนเจี่ยซินฟังในขณะที่พวกเขากำลังเรียนวิธีการกดจุดและฝังเข็มอยู่นั้นหมอต้วนหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ “เ้าควรจะดีใจนะ ปกติแล้ว โม่ชิงเฉิงไม่สนทนากับใครง่ายๆแต่เขากลับเรียกให้เ้าไปพบ และยังเสนอตัวสอนหนังสือให้ ถึงแม้จะแค่วันเดียวก็ตามที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความพยายามของเ้ากับโชคชะตาแล้วละนะ เฟิงหลี่เฉียง!”
เด็กชายมีสีหน้าเคร่งขรึมเขารับปากและขอบคุณอาจารย์อย่างจริงจัง และสัญญาว่าเขาจะไม่ทำให้อาจารย์ต้องเสียชื่อเด็ดขาด และยิ่งมารู้ในภายหลังว่าโม่ชิงเฉิงเป็บัณฑิตอันดับหนึ่งและเคยรับราชการมาก่อน แต่ไม่พอใจระบบการทำงานจึงเลือกมาอยู่ที่นี่เพื่อเขียนหนังสือเพื่อให้ความรู้และวิจารณ์สังคมแทนเด็กชายจึงยิ่งนับถือในอุดมการณ์ของอาจารย์โม่มากยิ่งขึ้น
แต่ก่อนจะถึงวันเรียนหนังสือเขายังพอจะมีเวลาอีก 4-5 วัน เฟิงหลี่เฉียงจึงกลับไปเยี่ยมแม่และน้องที่บ้านต้วนเจี่ยซินมอบยาและอาหารบำรุงสุขภาพให้แม่กับลูกในขณะที่พ่อบ้านและป้าเฟยมอบเสื้อกันหนาวและรองเท้าที่พวกเขาเย็บเอง เพื่อให้เด็กชายนำไปฝากคนที่บ้านด้วย
ก่อนที่จะขึ้นรถลากออกไปนั้นต้วนเจี่ยซินมอบถุงเงินให้เขา เด็กชายรีบปฏิเสธทันที “ที่ท่านเมตตารับข้ามาอยู่ที่นี่ช่วยถ่ายทอดความรู้ให้ และยังมีของฝากกลับไปให้แม่กับน้อง ก็มากมายเกินพอแล้วครับ!”
แต่ชายชรากลับพูดว่า“เ้ายังเด็ก ยังหาเงินไม่ได้ แต่แม่กับน้องของเ้ายัง้าเงินไว้ใช้จ่ายถ้าเ้ารู้สึกว่าเป็หนี้บุญคุณก็ตั้งใจเรียนและประสบความสำเร็จเพื่อตอบแทนข้าสิ!”
เฟิงหลี่เฉียงตะลึงกับคำพูดของอาจารย์จริงสินะ ในอนาคตข้างหน้า เขายังมีโอกาสตอบแทนอาจารย์ได้อีก เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงรับถุงเงินและก้มลงคำนับอาจารย์เพื่อขอบคุณอย่างจริงจัง จากนั้นก็นั่งเกวียนโดยมีคนขับรถคือ ลู่ปู่ อายุ 27-28 ปี เป็คนขับให้ พวกเขาใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งวัน ก็มาถึงหมู่บ้านในตอนบ่าย
เมื่อมาถึงบ้านเขาเชิญลู่ปู่เข้าไปกินน้ำชาและอาหารในบ้านก่อนกลับ แต่ชายหนุ่มปฏิเสธ เพราะจะต้องเข้าไปในอำเภอเพื่อซื้อของกินของใช้เมื่อช่วยเด็กชายขนของเข้าบ้านแล้ว เขาก็ขี่เกวียนออกไป
เฟิงหลี่เฉียงใช้เวลาอยู่กับแม่และน้องเป็เวลา3 วัน ในระหว่างนี้ อันเฟยจูหายจากอาการป่วยแล้ว ร่างกายของเธอแข็งแรงขึ้นสามารถทำงานได้เอง และยังมีความสุขมากขึ้น เมื่อเห็นลูกชายคนโตได้รับความรักความเอ็นดูจากอาจารย์ยิ่งได้รู้ว่าเขาจะได้ไปเรียนกับบัณฑิตอีกคนหนึ่งที่น่าจะเป็คนใหญ่คนโตเธอก็น้ำตาคลอ
“แม่หวังให้ลูกสอบเข้ารับราชการให้ได้ตอนแรกที่เ้าจะไปเรียนหมอ แม่ก็เสียดาย แต่ก็คิดว่าเป็หมอก็เลี้ยงตัวเองได้และถ้าเ้าสอบเข้าเป็แพทย์หลวงได้ก็น่าจะดี แต่เมื่อรู้ท่านบัณฑิตโม่จะสอนวิชาให้ แม่ก็ยิ่งดีใจเผื่อว่าในอนาคตเ้าอาจจะได้ไปสอบเข้ารับราชการด้วย”
เด็กชายซึ่งกำลังนั่งเล่นกับน้องสาวของเขาก็ตอบยิ้มๆ ว่า “ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังครับ ต่อให้ไม่สามารถเรียนต่อกับท่านโม่ชิงเฉิงได้ข้าก็จะหาเงินไปเรียนที่โรงเรียนให้ได้ครับ”
เมื่อเห็นลูกชายมีความมุ่งมั่นและมีความหวังในชีวิตอันเฟยจูก็ยิ่งมีใจที่จะหาเงินมากขึ้น เฟิงหลี่เฉียงแนะนำเธอว่า“ท่านแม่ลองปลูกสมุนไพรขายไหมครับ ตอนนี้ข้าพอจะรู้วิธีแล้ว ก่อนกลับจะจดลงในสมุดเอาไว้ให้ท่านว่าสมุนไพรแบบไหนต้องปลูกอย่างไร”
อันเฟยจูเห็นด้วยตอนนี้เธอแค่ปลูกผักทั่วไปและเลี้ยงไก่เป็ดเพื่อยังชีพเท่านั้นแต่ไม่สามารถขายได้มากนัก เพราะบ้านนอกแบบนี้ใครๆก็ทำเช่นเดียวกัน เด็กชายจึงบอกอีกว่า“รอให้หน้าหนาวผ่านไปก่อน แล้วข้าจะขอแบ่งเมล็ดพันธุ์สมุนไพรจากอาจารย์มาให้ท่านด้วย”
เมื่อช่วยกันคิดได้แล้วว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตพวกเขาสามแม่ลูกก็ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข เธอสังเกตเห็นว่าเฟิงหลี่เฉียงเติบโตขึ้นมากไม่เพียงแต่ความคิดที่เป็ผู้ใหญ่มากขึ้น ร่างกายก็เริ่มสูงและแข็งแรงกว่าเดิมเพราะได้กินอาหารที่ดี จนเมื่อเวลาผ่านไปได้สามวัน ลู่ปู่ก็ขี่เกวียนมารับ เด็กชายบอกกับที่บ้านว่าเขาจะกลับมาอีกครั้งใน่วันหยุดปีใหม่นี้
ในระหว่างที่ออกจากหมู่บ้านลู่ปู่บอกว่า “ข้าจะแวะเข้าไปในตัวเมืองเพื่อซื้อของก่อนนะ”
เฟิงหลี่เฉียงได้ยินก็ดีใจเช่นกันเพราะเขาแทบจะไม่เคยได้ไปไหน ั้แ่แม่ล้มป่วยลง ชีวิตของเขาก็อยู่แต่ในหมู่บ้านเพราะต้องดูแลแม่กับน้องสาวและปลูกผักเลี้ยงไก่
ลู่ปู่ขี่เกวียนเข้าไปยังอำเภอภายในตัวอำเภอมีถนนสายหลักที่ปูด้วยหินและดิน บ้านเรือนสองฝั่งเป็ปูนและไม้สลับกันไปสำหรับย่านการค้าที่พวกเขามุ่งหน้าไปนั้น อยู่ใจกลางเมือง ที่มีอาคารเรียงติดกันริมถนนเป็แถวยาวบางร้านมีการตั้งแผงขายของยื่นออกมาหน้าร้าน และบางร้านก็ให้เช่าพื้นที่ด้านหน้าเพื่อขายของและอาหาร
ลู่ปู่จอดเกวียนที่ร้านขายสมุนไพรแห่งหนึ่ง เพื่อนำยาของหมอต้วนมาขายตามที่เ้าของร้านสั่งซื้อเอาไว้ เ้าของร้านทักทายเขาอย่างคุ้นเคยในขณะที่ลู่ปู่ก็ซื้อตัวยาบางอย่างกลับไปด้วย เมื่อซื้อขายสมุนไพรเสร็จแล้ว เขาก็บอกกับเ้าของร้านว่า“หมอลู่ ท่านพอจะมีเข็มขนาดพอเหมาะกับเด็กคนนี้ไหมครับ”
หมอลู่ก้มลงมองเด็กน้อยที่สูงยังไม่ถึงชั้นขายยาและหัวเราะออกมา “นี่ใครรึ อายุแค่นี้รู้จักการใช้เข็มแล้วหรือ”
ลู่ปู่ยิ้มเขายกเก้าอี้มาให้เด็กชายปีนขึ้นไปยืนเพื่อเลือกดูเข็ม และบอกว่า“นี่คือเสี่ยวเฉียง เป็ลูกศิษย์ของหมอต้วนครับ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้เ้าของร้านก็ตะลึง “เด็กคนนี้จะต้องเก่งมากถึงทำให้ท่านหมอต้วนรับเขาเป็ลูกศิษย์ได้!” เพราะทุกคนที่อยู่ในวงการรู้ดีว่าต้วนเจี่ยซินไม่ยอมรับใครเป็ลูกศิษย์มานับสิบปีแล้ว
เฟิงหลี่เฉียงรีบปฏิเสธด้วยความอาย“ไม่หรอกครับ อาจารย์สงสารข้า ก็เลยเมตตาช่วยเหลือ”
เ้าของร้านหัวเราะด้วยความเอ็นดูเขานำเข็มมาให้เด็กชายลองใช้ และเลือกซื้อมาได้ 2 ชุด จากนั้นลู่ปู่ก็จ่ายเงิน พวกเขาไปที่ร้านขายผ้าในเมืองต่อเพื่อซื้อเสื้อผ้าและรองเท้าให้เฟิงหลี่เฉียงต้วนเจี่ยซินรู้ว่าเด็กชายไม่มีเสื้อผ้าใส่มากนัก ถึงเสื้อผ้าที่ซื้อให้ครั้งนี้ จะไม่ใช่เสื้อผ้าหรูหราแบบคุณชายจากตระกูลสูงใส่แต่ก็เป็ผ้าฝ้ายเนื้อดี ซึ่งทำให้เฟิงหลี่เฉียงยิ่งรู้สึกซาบซึ้งใจกับความเมตตาของอาจารย์มากขึ้น
เมื่อซื้อของเสร็จก็ได้เวลาเกือบบ่ายแล้ว พวกเขาจึงพากันไปกินกินบะหมี่ที่ร้านข้างทางในระหว่างที่นั่งกินอยู่นั้น ชายคนหนึ่งเดินผ่านโต๊ะของพวกเขามา และทำถุงเงินหล่นลงพื้นใกล้กับที่ทั้งสองคนนั่งอยู่
เฟิงหลี่เฉียงจึงก้มลงเก็บถุงเงินขึ้นมาและะโเรียกชายคนนั้น “ท่านอา ท่านทำถุงเงินหล่นครับ!”
ชายคนดังกล่าวได้ยินก็หยุดเดินเอื้อมมือคลำข้างเอว เมื่อมองไปเห็นถุงเงินในมือของเด็กชาย เขาก็รีบเดินกลับมาเมื่อรับถุงเงินมา เขาก็รีบเปิดดูเงินข้างใน แล้วเขาก็ทำหน้าใ พูดด้วยเสียงดังว่า“เงินของข้าหายไปไหน!”
เฟิงหลี่เฉียงใชายคนดังกล่าวก็มองเขาด้วยความโกรธ และพูดเสียงดังลั่นถนนว่า “ไอ้หนู! เ้าขโมยเงินในถุงของข้าไปหรือ! รีบเอามาคืนซะดีๆ ไม่เช่นนั้นข้าจะจับเ้าไปส่งอำเภอ!” คนอื่นๆ ในร้านหยุดกิน และหันมามองด้วยความสนใจ
“ข้าไม่ได้เอาไปนะ!ท่านทำถุงเงินหล่น ข้าก็ช่วยเก็บให้ แล้วข้าก็ไม่ได้เปิดถุงเงินของท่านด้วยท่านมากล่าวหาข้าได้อย่างไร!” เด็กชายตอบด้วยความโมโห เขาอุตส่าห์เก็บถุงเงินคืนให้ดีๆแต่กลับถูกกล่าวหาเสียนี่!
[1] ยามเฉิน คือ 07.00 – 08.59 น.