เด็กหนุ่มพยายามพยุงตัวเองจากการถูกพุ่งโจมตีจากอะไรบางอย่างที่เขานั้นไม่ทันได้เห็นตัวตนเลยแม้แต่น้อย
เงาร่างดำๆค่อยเคลื่อนภาพประตูหน้าร้านเข้ามา อย่างช้าๆ พร้อมกับกลิ่นเหม็นเน่าโชยมาแตะจมูกอย่างรุนแรงเกินจะรับได้ ถึงกับต้องรีบเอามือปิดในทันที
เมื่อเด็กหนุ่มเงยหน้าเพื่อจะจ้องมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่เกิน 5 เมตร ท่ามกลางแสงไฟที่สว่างไสวไปทั่วบริเวณในร้าน ทำให้เขาเห็นเงาร่างนั้นอย่างชัดเจนที่สุด
ความผิดรูปของร่างกาย เนื้อหนังที่หุ้มกระดูก ปากกว้างผิดปกติ เขี้ยวอันแหลมคมยิ่งกว่าเสือ แถมเวลาอ้าปากก็เหมือนมีควันแก๊สสีเขียวลอยออกมาด้วย นั้นอาจจะเป็ต้นต่อของกลิ่นเหม็นที่เขาได้ัั ทำให้ตอนนี้เขารู้สึกขนพองสยองเกล้าเป็อย่างมาก
แล้วร่างนั้นค่อยๆขยับเขยื้อนอย่างๆช้าๆ หันซ้ายหันขวาพร้อมกับส่งเสียงขู่คำราม เหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่าง
เด็กหนุ่มครุ่นคิดมองหาทางหนีออกจากสถานที่นี้ให้ได้ แต่ร่างกายเขาตอนนี้แข็งไปหมดทั่วร่าง ราวกับถูกมนต์สะกดให้มองภาพเบื้องหน้า
ทันใดนั้นเองจู่ๆก็มีเสียงของขวดบนชั้นวางด้านซ้ายมือร่วงหล่นลงกับพื้น
"ตึกกกก!!!"
ด้วยความเงียบของบรรยากาศ ทำเอาหัวใจของเด็กหนุ่มแทบหล่นไปถึงตาตุ่ม เ้าร่างนั้นัักับเสียงแล้วกระโจนเข้าใส่อย่างรวดเร็วโดยไม่สนสิ่งของที่ขีดขวาง เสียงโครมครามของชั้นวางและสิ่งของที่ล้มทับกันเกลื่อนกลาด ร่างนั้นหันไปมาร้องครวญครางเหมือนผิดหวังว่านี่ไม่ใช่เสียงของมนุษย์
"คว้ากกกกก!!!"
เด็กหนุ่มสะดุ้งแล้วดึงสติกลับมาอีกครั้ง เขาจึงตัดสินใจวิ่งออกหน้าร้านอย่างไม่คิดชีวิต
"ตึก...ตึก...ตึก.."
เสียงฝีเท้าของเขาดังกระทบกับหูของร่างนั้น ทันใดนั้นมันจึงกระโจนเข้าใส่อีกครั้ง แต่โชคดีที่คราวนี้เขาวิ่งออกจากร้านได้ทัน กรงเล็บอันแหลมคมของมันเฉียดหลังไปไม่กี่เิเ
เด็กหนุ่มวิ่งลงสู่ถนนไม่เหลียวหลัง ตอนนี้เพียงแสงสลัวๆจากดวงจันทร์ที่เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างเพราะมีก้อนเมฆหนาในบางจังหวะ รถที่จอดเกลื่อนกลาด ขีดขวางเต็มไปหมดทำให้เป็อุปสรรค์ในการบดบังทัศนียภาพ เขาต้องค่อยมองหาช่องระกว่างรถที่พอจะนำพาตัวเองไปผ่านไปได้ โดยการวิ่งซิกแซ็ก
ในขณะที่เขาวิ่งหนีอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงของเ้าร่างนั้นที่ทั้งคำรามและเสียงโครมครามในเวลาเดียวกัน เหมือนน่าจะกำลังตามมาโดยการะโตามเสียงที่ได้ยิน
เมื่อวิ่งไปได้สักพักใหญ่ๆ ความเร็วก็เริ่มช้าลง ความเหนื่อยล้ากลับมาอีกครั้ง ทำให้เ้าร่างนั้นเริ่มเข้ามาใกล้จะตามทันทุกทีๆ
สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ข้างหน้ามีรถจอดขวางติดกันจนไม่มีช่องให้เขาวิ่งผ่านไปได้ เข้าจึงต้องตัดสินในเสี้ยววินาทีโดยเลือกะโขึ้นบนกระโปรงรถทันที ส่วนเ้าร่างนั้นก็กระโจนเข้าใส่เช่นกัน!!!
ไม่รู้ว่าโชคดีหรือร้ายแทนที่เขาจะวิ่งข้ามผ่านไปได้ แต่ดันลื่นร่างกายกระแทกกับกระจกหน้ารถแล้วไหลลงกองกับพื้น
เ้าร่างนั้นที่กระโจนตามมากระแทกเข้ากับกระจกเต็มๆ จนทะลุเข้าไปในรถ ทำให้เด็กหนุ่มรอดไปอย่างหวุดหวิด แล้วดูเหมือนกับว่าตอนนี้มันจะโมโหหนักกว่าเดิม มันร้องคำรามกึกก้องอย่างช้ำใจ
เด็กหนุ่มที่นอนหมอบกับพื้นพยายามชะเง้อหน้ามองหาที่หลบภัย ทันใดนั้นเองก็มีเสียงใครบางคนะโลอยมา
“ทางนี้ ตึกสีเขียวว!!!!”
เด็กหนุ่มพยายามหรี่ตามองไปที่ต้นเสียงนั้น ก็พบไฟสลัวสีส้มจากบนชั้นสองของตึกตรงหน้าทำให้เขาเจอเข้ากับเงาร่างคน ที่กำลังโบกมือเหมือนกำลังส่งสัญญาณ บอกให้เขาไปทางตึกสีเขียวทางขวาอีก 2 หลัง เขามองหาตึกเป้าหมายจนพบ แล้วจึงพยายามรีบดันตัวเองคลานออกมาให้เร็วที่สุด
“คว้ากกกกก!!!!” เ้าร่างนั้นก็ส่งเสียงคำรามอีกครั้ง พร้อมกับตะเกียกตะกายออกจากตัวรถให้ได้
เด็กหนุ่มสังเกตเห็นเช่นนั้น เขาจึงหันกลับไปที่ร่างคนบนชั้นสองอีกครั้ง ก็เหลือเพียงความมืดเพียงลำพัง เมื่อเขาคลานออกมาได้ระยะห่างจึงดันตัวเองลุกด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่มี วิ่งพุ่งไปที่ยังตึกสีเขียวอย่างทุลักทุเล เ้าร่างนั้นก็เอาตัวเองหลุดออกมาจากรถได้
“ไม่ยอมแพ้แกหรอกก!!” เด็กหนุ่มะโกระตุ้นตัวเองด้วยความหวังสุดท้าย
เมื่อเขาวิ่งไปได้ครึ่งทางเขาก็พบประตูที่เปิดอยู่พร้อมกับแสงสว่างอยู่ภายใน และได้ยินคนส่งเสียงคอยเชียร์ให้เขาวิ่ง ถึงแม้เขาจะหกล้มคลุกคลานก็ตาม กล้ากัดฟันวิ่งพร้อมกับเ้าร่างครึ่งคนครึ่งปีศาจที่ตามมาติดๆ
“อย่าหยุดดด!!!! เร็วอีกๆ!!!! เร็ววววว!!!”
ไม่กี่อดใจเขาก็วิ่งเข้าประตู แล้วประตูนั้นก็ปิดลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชายวัยกลางคน รูปร่างใหญ่โตแข็งแรงกำลังพยายามดันประตูล็อคอยู่
“ไอ่หนูแกช่วยดันโต๊ะมาขวางหน่อย” ชายแปลกหน้านั้นะโบอกเด็กหนุ่มทันที
เด็กหนุ่มยังใไม่หายกับเหตุการณ์ะเืขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อชั่วครู่ เขาพยายามช่วยดันโต๊ะอย่างลุกลี้ลุกลนจนแ่าพอที่จะต้านเ้าร่างนั้นได้สำเร็จ
“ขอบคุณ…ขอบคุณครับบ…” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างเสียงสั่น
“ แกโดนกัดไหม? “
“ ไม่…ไม่…ไม่โดน ”
เด็กหนุ่มสำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งก็ไม่พบรอยอะไรนอกจาก รอยช้ำของการไปกระแทกกับสิ่งของในระหว่างหนีเท่านั้น
“ ลุงชื่ออะไรครับ?...เฮ้ออ.. ” เด็กหนุ่มเอ่ยถามเบาๆพร้อมนั่งลงกับพื้นช้าๆด้วยความเหนื่อย
ชายวัยกลางคนยืนมองนิ่งๆ ไม่ตอบคำถามของเด็กหนุ่ม แต่กลับถามสวนกลับไป
“ แล้วแกชื่ออะไร? “
อาจจะเป็เพราะเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกันเกิดขึ้น ก่อนที่เด็กหนุ่มจะตอบกลับไปอย่างสุภาพ
“ ผมชื่อกล้าครับ ”
ทุกอย่างหยุดนิ่งไปชั่วครู่ใหญ่ เสียงกระแทกประตูเงียบหายไป ชายวัยกลางคนเอ่ยบอกด้วยเสียงอันเข้มขรึม พร้อมกับเดินเข้ามาหา
“ ฉันชื่อเดช ยินดีที่ได้รู้จัก ” ลุงเดชเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นมือเพื่อเป็การทักทาย
"ครับ..เช่นกันครับ" กล้าจับมือทักทายตอบพร้อมกับเงยมองหน้าลุงเดชผู้เเข็งแกร่ง แล้วยิ้มให้อย่างเป็มิตร
เมื่อทั้งคู่ได้รู้จักกันบ้างแล้วลุงเดชก็กลับไปนั่งบนโต๊ะตรงข้าม การสนทนาก็เริ่มขึ้น กล้าเอ่ยถามถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น
แต่ลุงเดชไม่มีคำตอบอย่างชัดเจน ได้แต่เล่าถึงเื่ก่อนวันเกิดหายนะครั้งนี้เอาไว้ว่า
"ตอนเช้าของเมื่อ 3 วันก่อนแกกำลังนั่งดูข่าวตามปกติในโรงแรมที่แกมาพัก และมีข่าวทุกช่องเสนอเกี่ยวกับไวรัสชนิดใหม่ที่แพร่ระบาดหนักในต่างประเทศ ซึ่งดันมีคนไทยที่ไปเที่ยวแล้วนำเชื้อติดกลับมายังกรุงเทพ เ้าหน้าที่ตรวจพบจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที"
"ในเนื้อข่าวก็ไม่ได้มีการระบุว่าเป็ไวรัสแบบไหน สายพันธุ์อะไร เพราะนักไวรัสวิทยายังหาต้นตอของมันยังไม่พบ แต่รู้แค่ว่ามันสามารถแพร่กระจายได้ง่ายเหมือนไข้หวัดและคนที่ติดเชื้อก็จะมีไข้สูงผิดปกติ แถมเขายังบอกอีกว่ามันน่าจะกลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว"
"แต่ไม่นานประมาณครึ่งวันก็มีข่าวรายงานอีกว่าคนที่ติดเชื้อคนแรกมีอาการคลุ้มคลั่งแถมยังกัดหมอในขณะที่หมอกำลังตรวจอยู่ เลยทำให้หมอคนนั้นถึงกับเสียชีวิตในทันทีเพราะน่าจะเสียเืมาก ทำให้คนที่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นถึงกับตระหนกใ แตกตื่นกันทั้งโรงพยาบาลเลยละ"
"หลังจากนั้นที่ดูข่าวก็เหมือนว่าผู้ป่วยในโรงพยาบาลนั้นมีคนที่ติดเชื้อและมีอาการเหมือนคนแรกเต็มไปหมด แล้วก็พากันออกไปทำร้ายโดยการกัดคนด้านนอก อย่างสยดสยอง ให้ตายเถอะ!! เห็นภาพแล้วขนลุก"
พอพูดจบลุงเดชจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
" แล้วแกไม่ได้ดูข่าวบ้างหรอ ทุกวันนี้มีโทรศัพท์กันคนละเครื่องแล้วนิ ทำไมแกถึงไม่รู้เื่นี้? "
" ผมไม่ได้ติดตาม ผมไม่คิดด้วยซ้ำ ว่าสิ่งแบบนี้มันจะเกิดขึ้น" กล้าพูดด้วยนำเสียงสั่นเล็กน้อย
"ถึงตอนนี้ต่อให้ล็อกดาวน์ก็เอาไม่อยู่แล้วละ เพราะมันไม่ทันแล้ว...แต่โชคดีที่ตอนนี้เรายังรอดอยู่" ลุงเดชพูดเบาๆกับตัวเอง
สิ่งที่ได้ยินจากปากลุงเดช ทำให้กล้าหวนคิดถึงป้าแม่บ้านที่เขาเจอเป็คนแรกและลุงยามในลักษณะที่ได้ฟัง จนถึงตัวสุดท้ายที่วิ่งไล่เขามาจนถึงที่นี่ จึงถามออกไปอย่างซื่อๆ
" แล้วที่เราเจอตกลงมันคืออะไรกันแน่ครับ?"
"...ซอมบี้ยังไงละ.." ลุงเดชพูดด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น
กล้าถึงกับนิ่งไปชั่วขณะเพราะไม่คาดคิดว่าจะได้ยินและได้เจอกับสิ่งนี้บนโลกจริงๆ
สักพักลุงเดชก็พากล้าขึ้นไปที่พักหลบภัยของแกบนชั้นสอง ซึ่งมีเพียงเทียนเล่มเล็กๆที่ส่องแสงสลัวๆไปทั่วห้องให้พอมองเห็นลางๆ ด้านในห้องเล็กเหมือนห้องเช่าทั่วไป
ลุงเดชเดินไปเปิดตู้เล็กๆข้างประตูเพื่อหยิบกระเป๋าใบหนึ่งออกมาล้วงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นน้ำ ขนมปังและปลากระป๋องส่งมาให้กล้า
"ขอบคุณครับ" กล้ารับของพร้อมกล่าวขอบคุณจากใจจริง ก่อนที่จะเดินไปนั่งเก้าอี้ริมหน้าต่าง
กล้านั่งสังเกตุบริเวณรอบๆจึงพบว่าจากจุดที่เจอแกในตอนแรกกับจุดที่อยู่ตอนนี้มีทางที่สามารถข้ามถึงกันได้ จึงหายสงสัยในเื่นี้
ทั้งคู่นั่งกินอาหารอย่างเงียบ...
เมื่อกินอาหารจนหมด ลุงเดชกำชับให้กล้ารีบนอนพักเอาแรงไว้สำหรับวันพรุ้งนี้ กล้าทิ้งตัวลงนอนบนเสื่อผืนเก่าๆ ก่อนที่ลุงเดชจะดับเทียนลงแล้วทิ้งตัวลงนอนกันคนละมุม
ไม่มี...แม้แต่แสงไฟสลัวๆจากพระจันทร์ มีแต่ความมืดมิดปกคลุมไปหมด สิ่งที่ลุงบอกเมื่อสักครู่ทำให้กล้านอนไม่หลับเพราะอดที่จะถามคำถามนี้ไม่ได้ พอหันมองไปทางลุงเดชก็ไม่เห็นแม้แต่เงา ได้แต่มองบนเพดานห้องอยู่นานจึงตัดสิ้นใจเอ่ยขึ้น
"เราจะไปไหนกันครับลุง" กล้าถามด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
ลุงเดชไม่ตอบรับคำถามของเขา มีแต่เสียงความเงียบที่ดังที่สุดในตอนนี้ แต่ไม่กี่อึดใจลุงเดชก็เอ่ยขึ้นตอบมาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆเช่นกัน
"ค่ายกักกัน..."
"นอนเถอะ...พรุ้งนี้ต่อเดินทาง...เดี๋ยวก็รู้เอง" ลุงเดชพูดตัดบทด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม
เมื่อกล้าได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิดที่จะถามต่อ ตอนนี้ได้แต่พยายามข่มตาให้หลับ .....
ไม่นานด้วยความเงียบสงัดบวกกับความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันทำให้กล้าผล็อยหลับสนิทไปทั้งคืน....