บทที่ 2 ลูกพี่ลูกน้องตีสองหน้า (รีไรต์)
เมืองเฟิงเป็เมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือ แต่เพราะที่นี่มีโรงงานเหมืองถ่านหินและโรงงานเหล็ก ในแง่เศรษฐกิจจึงไม่ถือว่าล้าหลัง
อวิ๋นซานลงจากรถไฟแล้วต่อรถประจำทางตรงไปยังบ้านพักที่โรงงานเหมืองถ่านหิน
“ดูสิ เด็กหญิงคนนี้ชื่อเพราะสมชื่อจริง ๆ ยิ้มสวยจังเลย”
“เหมือนกับแม่ของเธอตอนเด็ก ๆ เลย อนาคตต้องเป็สาวสวยแน่ ๆ ว่าแต่ ทำไมไม่เห็นอวิ๋นซานมาหลายวันแล้วล่ะ?”
เพิ่งจะยิ้มดีใจที่หลานสาวถูกชม แต่สีหน้าของพานหงเสียก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“แม่คะ!”
อวิ๋นซานะโเรียกที่หน้าประตูบ้านพักคนงาน
พานหงเสียที่กำลังอุ้มเด็กไว้ในอ้อมแขนหันกลับมา พร้อมกับดวงตาเบิกกว้าง เห็นลูกสาวที่ดูสดใสร่าเริงยืนอยู่หน้าประตูก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองตาฝาดหรือเปล่า
“ยังจำทางกลับบ้านได้อยู่อีกเหรอ?” พออวิ๋นซานเดินเข้ามาใกล้ พานหงเสียก็เหน็บแนมเบา ๆ แต่พอพูดจบตาของเธอก็แดงก่ำขึ้นมา
อวิ๋นซานเองก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน แม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่ ยืนอยู่หน้าเธอจริง ๆ แค่เอื้อมมือออกไปก็ได้ััแล้ว…นี่มันดีจริง ๆ…
ทันใดนั้นอวิ๋นซานก็รู้สึกว่ามีคนดึงเสื้อผ้าของตน เธอจึงหันกลับไปมองก็เห็นใบหน้าเล็ก ๆ ที่งดงามราวกับถูกแกะสลักมา แก้มยุ้ย ปากแดงระเรื่อ ดวงตากลมโตราวกับองุ่นดำ กำลังจ้องมองเธอพร้อมกับกางแขนน้อย ๆ ของเธอออกเหมือนรอให้อวิ๋นซานอุ้ม
หัวใจของอวิ๋นซานแทบจะละลาย เธอเอื้อมมือออกอุ้มลูกสาวทันที พอเด็กหญิงเข้ามาในอ้อมกอด เด็กหญิงก็ซบหน้าลงบนไหล่ของเธอ ราวกับรู้ว่าเธอจากไปสองวัน แล้วกำลังแสดงความคิดถึงออกมา อวิ๋นซานกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ปล่อยให้น้ำตาค่อย ๆ ไหลรินอาบแก้ม
ชีวิตที่แล้วเธอช่างโง่เง่าเหลือเกิน มีพ่อแม่ที่เข้าใจ มีลูกสาวที่น่ารักและฉลาดขนาดนี้ แต่กลับไปไล่ตามความฝันที่แสนจะเลือนลาง
“ไอหยา พวกเธอสามคนทำเหมือนไม่ได้เจอกันมานานเลย” อาหญิงข้างบ้านเอ่ยแซว
พานหงเสียรีบพูดว่า “ไม่มีอะไรหรอก ก็เั้แ่เด็กจนโตไม่เคยห่างจากพวกเรา ไปข้างนอกแค่สองวันคงทนไม่ไหว… เดี๋ยวเย็น ๆ เธอแวะมากินขนมถั่วลิสงที่บ้านฉันนะ หลานสาวฉันเพิ่งเอามาจากชนบทเมื่อวานซืน”
“หลานสาวเธอมีแฟนหรือยัง? ดูท่าทางเป็เด็กดีนะ เห็นขยันขันแข็งมากเลย” อาหญิงข้างบ้านถาม
พอพูดถึงหลานสาว ‘อวิ๋นเจิน’ พานหงเสียก็พอใจมาก “ยังเลย เด็กคนนั้นน่ะนิสัยดีมาก ่นี้ฉันปวดหลัง ซานซานกับพ่อของเธอก็ต้องทำงาน เธอช่วยฉันไว้เยอะเลย ถ้ามีคนดี ๆ ก็ช่วยแนะนำให้หลานสาวฉันหน่อยนะ”
อวิ๋นเจินงั้นเหรอ? ดวงตาของอวิ๋นซานฉายแววเย้ยหยันออกมา
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น อวิ๋นเจินก็วิ่งหน้าตาตื่นมาแต่ไกลร้องะโั้แ่ยังวิ่งมาไม่ถึงพวกเธอ “แย่แล้ว ๆ อาสะใภ้รอง พี่ซานซานหาย...”
พอวิ่งมาถึงเห็นอวิ๋นซานที่กำลังมองเธอด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ คำพูดที่เหลือของอวิ๋นเจินก็ถูกกลืนหายไป สีหน้าของเธอตอนนี้ราวกับกำลังเห็นผี
“อะไรหาย เธอหมายถึงหายตัวเหรอ?” อวิ๋นซานถาม
ใบหน้าของอวิ๋นเจินซีดเผือด เหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผาก “พี่ซานซาน พี่กลับมาแล้วเหรอ?”
“ทำไม ฉันกลับมาเธอผิดหวังมากหรือไง?”
“มะ ไม่ ไม่ใช่ ทำไมฉันต้องผิดหวังด้วยล่ะ?"
“เพียะ!”
อวิ๋นซานส่งลูกให้พานหงเสียอุ้ม จากนั้นก็ตบหน้าอวิ๋นเจินไปหนึ่งฉาด เพียงนึกถึงชีวิตที่แล้วที่อวิ๋นเจินเอาแต่พร่ำบอกพ่อแม่ว่าเธอหายตัวไป จนทำให้พ่อแม่ของเธอสติแตกอย่างน่าสงสาร พ่อของเธอถึงขั้นเหม่อลอยจนพลัดตกบันได พอคิดถึงมันเธอก็ระงับความโกรธไว้ไม่อยู่จริง ๆ ตอนนี้แม้อยากจะฉีกร่างอีกฝ่ายเป็ชิ้น ๆ ก็คงยังไม่รู้สึกหายแค้น
“ซานซาน!” พานหงเสียใ อาหญิงข้างบ้านก็ตกตะลึงเช่นกัน
“นี่มันเื่อะไรกัน?!”
ฝ่ามือนี้ทำให้ใบหน้าของอวิ๋นเจินแดงก่ำ เธอเบิกตากว้างด้วยความใก่อนจะกรีดร้องออกมา “พี่ซานซาน พี่ทำอะไร!”
หลังจากได้ระบายออกไปความคับข้องในใจก็หายไปบ้าง “ทำอะไรเหรอ? ก็ตอบแทนความห่วงใยของเธอน่ะสิ!”
ทันทีที่อวิ๋นเจินพูดจบ อวิ๋นซานก็ตบเข้าไปอีกฉาด อวิ๋นเจินกรีดร้องออกมา “อวิ๋นซาน! พี่บ้าไปแล้วหรือไง!”
อาหญิงข้างบ้านก็รีบมาดึงตัวไว้ “อวิ๋นซาน เธอทำอะไร? มีเื่อะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันสิ”
ปกติแล้วอวิ๋นซานเป็คนอ่อนหวาน ใครจะไปรู้ว่าเธอจะมีด้านแบบนี้ด้วย
พานหงเสียก็ใเช่นกัน ลูกสาวของตนเป็อะไรไป เธอไปเจอเื่อะไรมางั้นเหรอ?
“ซานซาน…”
“ใช่ ฉันบ้าไปแล้ว ถ้าไม่ฉันบ้าฉันจะไปเชื่อคำพูดของเธอได้ยังไง! เธอร่วมมือกับพี่สะใภ้ตัวดีของเธอวางแผนหลอกฉันไป ทั้งยังให้คนมาลักพาตัวฉันอีก เพื่อที่ครอบครัวของลุงจะได้ยึดบ้านนี้ใช่ไหม!”
“อาหญิง! อย่ามาห้ามฉัน ถ้าฉันไม่ระวัง ฉันก็คงไม่ได้กลับมาที่นี่อีก คงไม่ได้เจอพ่อแม่กับช่านช่านด้วย…”
ขณะที่อวิ๋นซานกำลังพูด เธอก็ตบหน้าอวิ๋นเจินไปอีกฉาดหนึ่ง ดึงผมของเธอพร้อมกับจับเธอกดลงกับพื้น อวิ๋นเจินกรีดร้องออกมาและพยายามขัดขืนสุดกำลัง
อวิ๋นเจินโตมากับการทำงานหนักในชนบทเธอจึงมีเรี่ยวแรงเยอะ ส่วนอวิ๋นซานนั้นเรี่ยวแรงสู้เธอไม่ได้ แต่ก็เคยถูกสอนจากใครบางคน เลยทำให้อวิ๋นซานพอจะรู้จักใช้กำลังบ้าง ทำให้ตอนนี้ทั้งสองคนสูสีกัน
ช่านช่านใร้องไห้ พานหงเสียไม่มีเวลาดูแลหลานสาวเพราะกลัวว่าลูกสาวจะเสียเปรียบจึงรีบเรียกคนอื่นมาช่วยแยกทั้งคู่ออก
ตอนนี้ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว คนในบ้านพักก็วิ่งออกมาดูเหตุการณ์ เพราะทุกคนรู้จักกัน จึงไม่มีใครยืนเฉย ใช้เวลาไม่นานก็แยกทั้งสองคนออกจากกันได้
ใบหน้าของทั้งสองต่างมีรอยขีดข่วน ทว่าอวิ๋นซานไม่ได้รู้สึกเจ็บเลยแต่กลับรู้สึกโล่งใจมากกว่า
อวิ๋นเจินปล่อยโฮออกมา เอาแต่พร่ำบอกว่าไม่รู้ว่าทำไมพี่สาวถึงทำตัวเองแบบนี้
อวิ๋นซานไม่ยอมให้อวิ๋นเจินเสแสร้งเล่นละคร เธอเล่าเื่ที่ตนหลงเชื่ออีกฝ่ายและพี่สะใภ้หลอกให้ไปเป็นักแสดงที่เมืองเอสและเกือบจะถูกลักพาตัว
“พ่อแม่ฉันมีลูกสาวแค่คนเดียว ครอบครัวลุงคงคิดว่าบ้านฉันจะไม่มีใครสืบสกุล เลยอยากได้ทุกอย่างของบ้านฉันไป แต่เื่แบบนี้คงพูดตรง ๆ ไม่ได้ เลยใช้วิธีสกปรก แรก ๆ ก็หลอกฉันออกไป จากนั้นก็จัดฉากให้คนลักพาตัวฉัน แล้วก็ไปเป่าหูพ่อแม่ฉัน เอาทั้งงาน ทั้งบ้านไป…”
“มะ ไม่ใช่นะ พวกเราไม่ได้…” อวิ๋นเจินเผชิญกับสายตาสงสัยและดูถูกของทุกคน ทั้งใและสับสน อวิ๋นซานรู้ได้ยังไง? เธอหนีกลับมาได้ยังไงกัน?
“คิดไม่ถึงเลย ญาติพี่น้องกันแท้ ๆ ยังทำเื่เลวร้ายแบบนี้ได้ ต่อให้เป็คนแปลกหน้าก็ไม่ควรทำแบบนี้”
“ร้ายกาจเกินไปแล้ว อวิ๋นซาน หงเสีย พวกเธอไปแจ้งตำรวจเถอะ ต้องไปแจ้งตำรวจ จับคนใจดำพวกนี้ไปให้หมด”
“นั่นสิ ทำไมถึงรังแกกันแบบนี้ได้ เด็กสาวดี ๆ คนหนึ่งโดนหลอกลวงไป จะมีจุดจบอะไรที่ดีได้ ครอบครัวนั้นไม่รู้เลยหรือไง?”
พนักงานและครอบครัวในโรงงานต่างรู้จักกับอวิ๋นซานเป็อย่างดี หลายคนเห็นเธอรวมถึงครอบครัวเติบโตขึ้นมา ดังนั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรือความรู้สึก พวกเขาจึงยืนหยัดเคียงข้างอวิ๋นซาน สายตาที่มองไปยังอวิ๋นเจินนั้นเต็มไปด้วยความรังเกียจ คำประณามมากมายราวกับจะท่วมท้นตัวเธอให้จมหายไปในพริบตา
อวิ๋นเจินทนไม่ไหว จึงหันหลังวิ่งออกจากบ้านพักคนไป
จากนั้นอวิ๋นซานก็ขอบคุณทุกคน บอกว่าถ้ามีโอกาสจะเลี้ยงข้าว จากนั้นจึงพาพานหงเสียที่ยังไม่หายใกลับเข้าไปในบ้าน
ครอบครัวของพวกเขาทั้งหมดเป็พนักงานในโรงงานเหมืองถ่านหิน ทั้งอวิ๋นโหย่วฝูบิดาของเธอและพานหงเสียผู้เป็มารดา ทั้งคู่ทำงานในโรงงานมาเกือบยี่สิบปีแล้ว โรงงานจึงจัดสรรห้องชุดสองห้องนอนให้ครอบครัวเล็ก ๆ นี้ ตั้งอยู่บนชั้นสองของอาคารซ้ายสุด
เมื่อเข้าไปในบ้านพานหงเสียก็เอ่ยถามอย่างร้อนรนใจ “ซานซาน ลูกบอกว่าเกือบถูกหลอกไปงั้นเหรอ อวิ๋นเจินกับพี่สะใภ้เป็คนทำงั้นเหรอ?”
อวิ๋นซานรู้ว่ามารดาของเธอกลัวมากจึงกอดแขนของเธอไว้ “แม่คะ ตอนนี้ไม่เป็ไรแล้ว หนูรู้ตัวก่อนเลยโทรแจ้งตำรวจแล้วก็หนีกลับมา ต่อไปนี้หนูจะไม่ทิ้งพ่อกับแม่อีกแล้ว รวมถึงช่านช่านด้วย”