“จะหมดแรง ยากมากเลยอ่ะ” เสียงของณัฐนรีบ่นกระปอดกระแปดหลังผ่านสมรภูมิรบที่ชื่อว่าสอบย่อยผ่านพ้นไป ตอนนี้พลับพลึงและเพื่อนในกลุ่มอีกสามคนกำลังเดินมานั่งพักที่สวนสาธารณะเพื่อรอเข้าเรียนในวิชาถัดไป
“โอ๊ย ทำเป็บ่น แต่ฉันก็เห็นว่าหล่อนทำได้ทุกที” เพื่อนชายหัวใจหญิงในกลุ่มเอ่ยประชดเพื่อนสาวด้วยความหมั่นเขี้ยว
พวกเธอทั้งสี่คนเป็เพื่อนสนิทกันมาั้แ่ปีหนึ่ง ณัฐนรีหรือนัท นั้นเป็คนต่างจังหวัดเหมือนกันกับเธอเลยได้อยู่เป็รูมเมทด้วยกัน
ณัฐนรีหรอณัฐเป็คนจังหวัดเพชรบุรี พ่อกับแม่เปิดร้านเป็พวกขายของชำแถวละแวกบ้าน หญิงสวเป็คนนิ่ง ๆ เงียบ โลกส่วนตัวสูงแต่เรียนเก่งมาก ส่วนกวินหรือวินนี่ อาศัยอยู่ในกรุงเทพอยู่แล้ว อาศัยอยู่กับบิดา บ้านของกวินค่อนข้างมีฐานะ เธอได้ยินมาว่าบิดาของกวินทำงานด้านการเมืองแต่เธอก็ไม่ทราบรายละเอียด
จันทร์เ้าเพื่อนสาวคนสุดท้าย หน้าตาสวยราวกับเทพธิดา ปากนิด ปลายจมูกเชิดรั้นราวกับหยดน้ำ ผิวพรรณขาวเนียนละเอียด ตัวเล็ก น่าทนุถนอมผิดกับตัวเธอ จันทร์เ้าถูกเลี้ยงมาอย่างกับไข่ในหิน อาเคลวินนั้นดุและหวงค่อนข้างมาก พวกเธอมาสนิทกันได้เพราะ่รับน้องนั้นพวกเธอมักจะถูกจับกลุ่มทำกิจกรรมด้วยกันเลยกลายมาเป็เพื่อนสนิทกันนับั้แ่นั้น
“อ้าว...แล้วนี่ ยัยพลับแกเป็อะไรเห็นทำหน้าเซ็งั้แ่เช้า” กวินหันมาถามพลับพลึงเพราะเห็นเพื่อนสาวนั่งถอนหายใจเป็รอบที่สามของวัน
“ยังไม่หายเซ็งอีกเหรอ” เสียงหวานของจันทร์เ้าเพื่อนสนิทอีกคนของพลับพลึงเอ่ยถามขึ้นเพราะท่าทางของพลับพลึงตอนนี้เอาแต่นั่งถอนหายใจอยู่หลายรอบ
“อื้อ คาเฟ่ร้านนี้เงินดีด้วยอ่ะ เสียดาย”
“เอาน่า เป็ถึงลูกเ้าของสวนทุเรียนยังต้องทำงานอีกเหรอ” จันทร์เ้าแซวยิ้ม ๆ
“ก็มันไม่อยากอยู่เฉย ๆ นี่นา อะไรที่พอจะลดรายจ่ายให้ที่บ้านได้เราก็อยากจะช่วย”
“น่าอิจฉาจัง” จันทร์เ้าหน้าเจื่อนลง พึมพำน้ำเสียงเศร้า พลับพลึงจึงเริ่มรู้สึกตัวลืมไปว่าเพื่อนสาวถูกอาหนุ่มเลี้ยงมาแบบไข่ในหิน แล้วก็หวงอย่างกับจงอางหวงไข่
“เราขอโทษ”
“ไม่เป็ไร ๆ พลับพลึงไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” จันทร์เ้ายิ้มเป็การบ่งบอกว่าเธอไม่เป็อะไรจริง ๆ
“น้องพลับพลึง!!! อยู่นี่เองพี่ตามหาตัวตั้งนาน” จีจี้รุ่นพี่หนุ่มปี 4 หัวใจหญิงะโเรียก โบกมือให้พลับพลึงสีหน้าตื่นเต้น
“โหว ซิสจีจี้วิ่งหน้าตื่นมาเชียว สงสัยจะมาให้แกทำอะไรอีกแน่ ยัยพลับ” กวินหันมากระซิบกระซาบกับกลุ่มเพื่อนเบา ๆ
“พี่จีอาจจะมีเื่เดือดร้อนก็ได้นะ” เสียงจันทร์เ้าพูดขึ้น
“นี่ก็คนดีเกิ๊น” กวินทำหน้าหน่ายกับความมองโลกในแง่ดีของเพื่อนสาว
รุ่นพี่หนุ่มหัวใจหญิงที่กำลังเข้ามาใกล้ มีชื่อว่า จีจี้ มีชื่อเล่นจริง ๆ ว่าจี ตอนแรกที่เธอเข้ามาอยู่ปี 1 รุ่นพี่หนุ่มอยู่ปี 2 เป็พี่ว้ากที่ดุและเข้มมาก แต่พอขึ้นชั้นปีที่ 3 กลับกลายเป็ว่าพี่จีนั้นเปิดเผยมากขึ้นและให้รุ่นน้องเรียกตนเองว่า จีจี้ นับั้แ่นั้น
"มีอะไรหรือเปล่าคะพี่จี” พลับพลึงรีบทำสัญญาณให้ทุกคนหยุดบทสนทนาก่อน แล้วหันไปยิ้มหวานสอบถามธุระกับรุ่นพี่ทันที
“ว้าย!! ตาเถรเดี๋ยวฉันตีปาก เดี๋ยวให้ตกนรกอเวจีปอยเปต บอกให้เรียกว่าไง”
“ค่า ๆ เจ๊จีจี้” พลับพลึงยอมจำนน
“ดีมากจ้ะ”
“ว่าแต่เจ๊จีจี้ตามหาตัวหนูอยู่มีอะไรหรือเปล่าคะ” พลับพลึงถามอย่างแปลกใจเพราะปกติเธอไม่ค่อยได้คุยกับรุ่นพี่หนุ่มสักเท่าไหร่นอกจากมีเื่งานของคณะมาเกี่ยวรุ่นพี่หนุ่มถึงจะนึกถึงเธอ
“ฉันลืมไปเลย ได้ข่าวว่าตกงานอยู่ใช่มั้ยจ๊ะ” จีจี้จีบปากจีบคอถาม
“ข่าวไวจังเลยอ่ะ”
“แน่สิยะหล่อน จีจี้ซะอย่าง ฉันรู้อะไรมากกว่านั้นด้วยล่ะ” ชายหนุ่มมองซ้ายทีขวาทีกลัวคนจะได้ยินเื่ที่กำลังจะพูด
“อะไรเหรอคะพี่จีจี้” จันทร์เ้าเอ่ยถามออกมาก่อนด้วยความอยากรู้
“ก็ร้านคาเฟ่นั้นน่ะ ถูกซื้อทันทีหลังจากที่เธอถูกไล่ออก แถมผู้จัดการร้านกับเด็กที่เขาบอกว่าถูกลวนลามแต่ไม่ยอมพูดน่ะ พอเปลี่ยนเ้าของปุ๊บก็ถูกไล่ออกปั๊ป”
ั์ตาสวยคมถึงกับเบิกกว้างในสิ่งที่เพิ่งรับรู้
“ขนาดนั้นเลยเหรอเจ้”
พลับพลึงไม่รู้จะสงสารหรือสมน้ำหน้าดีกับคนแบบนั้นแต่มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอแล้วนี่นาถึงผู้จัดการจะโดนไล่ออกไปแต่ก็เปลี่ยนความจริงที่ว่าเธอตกงานแล้วไม่ได้อยู่ดี
“แต่ยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับหนูแล้วล่ะเจ้”
“ทำไมจะไม่เกี่ยวล่ะ เพราะที่ฉันมาหาเธอวันนี้ก็เพราะเื่ที่เธอว่างงานนี่ล่ะ” จีจี้ถือโอกาสนั่งลงที่โต๊ะ จ้องหน้าของพลับพลึงนิ่งจนหญิงสาวทำตัวไม่ถูกหันไปมองทุกคนในโต๊ะเพื่อขอความเห็นแต่เพื่อนสนิทก็ส่ายศีรษะ
“เจ้มองหน้าหนูขนาดนี้ มีอะไรหรือเปล่า”
“พลับพลึง...เจ้มีเื่รบกวน” จีจี้กุมมือหญิงสาวพร้อมกับมองพลับพลึงด้วยสายตาอ้อนวอน
“อะไรอ่ะ ถ้าช่วยได้ก็จะช่วย” หญิงสาวเริ่มมีสีหน้าไม่ไว้ใจ
“วันนี้ช่วยไปเป็เด็กเชียร์เบียร์แทนเพื่อนเจ๊หน่อยได้มั๊ย เพื่อนเจ้มันท้องเสียเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน”
“อะไรนะ ยัยพลับนี่นะจะไปเป็เด็กเชียร์เบียร์!!” กวินถามเสียงดังขึ้นมาเป็คนแรกก่อนที่จะพยายามเอามือปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะ ส่วนณัฐนรีก็ยิ้มแห้ง ๆ เกือบจะหลุดขำแต่ก็เกรงใจเพื่อนสนิท พลับพลึงส่งสายตาค้อนขวับใหทุกคนไปหนึ่งที
“เจ๊ช่วยดูสภาพหนูก่อนให้หนูไปเป็เด็กเชียร์เบียร์” จีจี้ทำตามที่หญิงสาวพูดสำรวจใบหน้าของหญิงสาว
พลับพลึงไม่ใช่คนสวยจัด ผิวไม่ได้ขาวเนียนละเอียดเหมือนจันทร์เ้าเพื่อนสนิท แต่หญิงสาวออกไปทางต้องมองนาน ๆ ยิ่งมีเสน่ห์แต่ติดที่ชอบทำตัวห้าว ๆ เหมือนผู้ชายในบางครั้ง ดูได้จากการแต่งชุดนักศึกษาที่ชอบสวมเสื้อตัวใหญ่กับกระโปรงพลีทยาวคลุมเข่า ผมยาวดำขลับถูกมวยเป็ทรงโดนัทอยู่ตรงกลางบริเวณศีรษะ
ใบหน้านวลปราศจากสีสันเครื่องสำอาง แต่ด้วยความที่เป็ผู้หญิงที่มีคิ้วหนาเรียงตัวสวย ผิวพรรณเป็แบบผิวสีน้ำผึ้ง ดวงตาเรียวคม ปากเล็กได้รูป โดยรวมทำให้หญิงสาวยิ่งมองยิ่งดูสวยคมโดยที่หญิงสาวไม่จำเป็ต้องเติมสีสันของเครื่องสำอางบนใบหน้า หุ่นที่ไม่ถึงกับเพรียวบางแต่เป็ลักษณะของหุ่นผู้หญิงเ้าเนื้อแต่โชคดีที่พลับพลึงเป็คนสูง หุ่นจึงค่อนข้างดูสมส่วน
“มั่นใจเข้าไว้ว่าเธอก็สวย ฉันยืนยันให้”
“มันไม่ใช่แค่เื่ความสวยอย่างเดียวอ่ะเจ๊ ให้ไปพูดจาฉอเลาะอะไรแบบนั้นมันไม่ใช่ทางอ่ะ” พลับพลึงบ่นกระปอดกระแปด จนเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่บนโต๊ะขำ เป็ครั้งแรกที่เธอเห็นว่าพลับพลึงนั้นเกี่ยงงานที่ได้เงิน
“ไม่คุยกับเจ๊แล้ว ไปกันเถอะทุกคน” พลับพลึงพยายามฉุดเพื่อน ๆ ให้ลุกขึ้นยืนกำลังจะหมุนตัวออกจากบริเวณนั้น
“คลับที่เจ้ให้ไปทำ เงินดีนะ”
กึก
พลับพลึงหยุดชะงัก เงี่ยหูฟัง จีจี้อมยิ้มที่คนขี้งกเริ่มหยุดฟังข้อเสนอ
“มีค่าคอมมิชชั่นจากราคาที่ขายได้ด้วยน้า” จีจี้ยังคงพูดลอย ๆ ต่อไป
เพื่อนทั้งสามเหล่มองดูเพื่อนตัวเองที่ตอนนี้หูผึ่งแล้วก็อมยิ้ม
“แต่ถ้าพลับพลึงไม่สนใจก็ไม่เป็ไรนะ เดี๋ยวเจ้ไปหาคนอื่น” จีจี้กำลังจะลุกออกจากโต๊ะแต่แล้ว..
“เดี๋ยวก่อนค่ะเจ้..”
พลับพลึงรีบหมุนตัวกลับไปดึงชายเสื้อของจีจี้เอาไว้ จนรุ่นพี่อมยิ้ม
“ว่าไงจ้ะ...”
“คือ...เจ้ช่วยบอกรายละเอียดงานให้หน่อยได้มั้ยคะ”