หลังจากช่วยกันจัดการความเสียหายเสร็จสิ้น ก็เกือบถึงเวลาเลิกงานพอดี ริศต้องลากชีต้ากลับห้องทำงานเนื่องจากมีงานค้างเยอะจนต้องทำโอที ส่วนนัทก็ขอตัวกลับบ้านไปก่อน ภัทรพร้อมกับเ้าจิ๊ดริดจึงกลับมาที่ห้องพักของตนเช่นกัน ก่อนแยกกัน ริศได้กำชับให้เขาลองเรียนรู้ขั้นต้นของวิชาที่ได้รับมาดูก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้อะไรได้บ้าง
เมื่อมาถึงห้อง ภัทรจัดการล็อกประตูให้เรียบร้อย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งทำสมาธิเพื่อดึงความทรงจำจากการถ่ายทอดวิชาที่ยังคงสับสนปนเปอยู่ในหัวให้เข้าที่เข้าทาง เมื่อจิตเริ่มนิ่งสงบและมีสมาธิ ข้อความต่างๆ ก็เริ่มร้อยเรียงกันเป็ความหมาย ปรากฏขึ้นในห้วงจิตของเขา...
วิชาราชภัณฑ์ : คลังแสงทันใจ
“วิชานี้ถือเป็คาถาระดับมาตรฐานขั้นสูงสายหนึ่ง เนื่องจากเป็วิชาสายปฏิบัติ จึงต้องหมั่นฝึกฝนเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่ามันจะมีระดับความยากเทียบเท่ากับคาถาระดับสูงขั้นต้น แต่มันกลับหาได้มีพลังทำลายล้างใดไม่ เป็เพียงวิชาที่คอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้อุทิศตนเพื่องานช่างเท่านั้น โปรดจำไว้ให้ขึ้นใจ... ข้าพเ้าได้สร้างวิชานี้ขึ้นจากเทคนิคการทำงานช่างที่สั่งสมมาหลายปี ร่วมกับสหายผู้ล่วงลับของข้าพเ้าอีกคนหนึ่ง ดังนั้นข้าพเ้าจึงหวังเป็อย่างยิ่งว่า ผู้ที่ได้รับสืบทอดวิชานี้ไป จะใช้มันในทางที่ถูกที่ควร ดังที่เพื่อนของข้าพเ้าเคยวาดหวังเอาไว้...
การฝึกฝนวิชานี้แบ่งออกเป็สองส่วนคือ 'หนึ่งัั' และ 'หนึ่งมองเห็น'
วิชามองเห็น ข้าพเ้าได้ตั้งชื่อมันเอาไว้ว่า 'เนตรพิมพ์เขียว' ใช้สำหรับการมองวงจรมานาใดๆ ข้าพเ้าได้ถ่ายทอดเคล็ดการโคจรมานาเอาไว้ให้แล้ว เมื่อผู้ฝึกโคจรมานาตามเส้นทางดังกล่าว ดวงตาของท่านก็จะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น ท่านจะสามารถมองทะลุเห็นถึงเส้นสายวงจรมานาของสิ่งประดิษฐ์หรืออุปกรณ์เวทมนตร์ใดๆ ก็ได้ ตราบเท่าที่มันไม่เกินระดับของท่าน ยกเว้นเสียแต่ว่าท่านจะััมันด้วยวิชาััควบคู่กัน หรือระดับวิชาของท่านเลื่อนขั้นไปแล้ว และอุปกรณ์นั้นจะต้องไม่ถูกเคลือบหรือห่อหุ้มด้วยตะกั่วเวทมนร์ หรือโลหะผสมวิเศษบางชนิด หรือคาถาป้องกันใดๆ ไม่เช่นนั้นท่านก็จะไม่สามารถมองเห็นวงจรข้างใดได้
แต่ไม่ต้องกังวลไปว่าต้องใข้เวลานานกว่าจะมองเห็นได้ เพียงแค่เมื่อท่านฝึกวิชานี้ถึงระดับเริ่มต้น ท่านจะสามารถมองเห็นวงจรมานาของอุปกรณ์เวทมนตร์ระดับมาตรฐานขั้นกลางเป็อย่างน้อย ดวงตานี้แบ่งออกเป็สามระดับ คือ ระดับไอมานา, ระดับวงแหวนมานา และ ระดับพิมพ์เขียว การเลื่อนจากระดับไอมานาขึ้นสู่วงแหวนมานานั้นไม่ยากนัก แต่จากระดับวงแหวนมานาไปสู่ระดับพิมพ์เขียวนั้นค่อนข้างยุ่งยาก ผู้ฝึกฝนจะต้องเคยเห็นและทำความเข้าใจวิธีการทำงานของผังวงจรมานามาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดชนิด จึงจะสามารถเบิกเนตรพิมพ์เขียวระดับเริ่มต้นได้ ข้าพเ้าเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าระดับสูงสุดของมันไปสิ้นสุดอยู่ตรงไหน แม้ข้าพเ้าจะฝึกฝนมันมาหลายสิบปีแล้วก็ตาม หรืออาจกล่าวได้ว่า... เนตรพิมพ์เขียวแม้แต่ของตัวข้าพเ้าเองก็ยังไม่สมบูรณ์ ข้าพเ้าหวังเพียงว่าผู้สืบทอดจะสามารถฝึกฝนมันจนสำเร็จลุล่วงได้”
ภัทรเริ่มฝึกโคจรมานาตามที่คัมภีร์ระบุไว้ วิชานี้ต้องใช้เส้นทางโคจรมานาทั้งหมดสิบแปดเส้น โดยเขาต้องเบิกเส้นมานาให้ได้สามเส้นเสียก่อนจึงจะสามารถเริ่มฝึกได้ โชคดีที่เคล็ดวิชาที่ได้รับสืบทอดมาได้ช่วยทะลวงสิ่งอุดตันในเส้นมานาไปได้บางส่วนแล้ว เมื่อภัทรลองดันพลังของตัวเองเข้าไปดู ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็สามารถเปิดเส้นมานาเส้นแรกได้สำเร็จ
เขาพยายามเซาะทะลวงเส้นมานาเส้นต่อไป แต่ปริมาณมานาในร่างกลับมีไม่เพียงพอ จึงจำใจต้องหยิบ 'หินเวทมนตร์' ที่เด็กสาวผมเงินเคยให้ไว้ตอนงานประเมินคุณสมบัติขึ้นมาใช้อย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเขาดูดซับพลังเวทในหินไปได้พักหนึ่ง หินก้อนนั้นก็เปลี่ยนเป็สีดำคล้ำและแตกสลายไป ภัทรได้แต่ทำหน้าเจ็บใจเสียดายของเล็กน้อย ก่อนจะตั้งสมาธิเริ่มฝึกวิชาต่อไป
เขาทำเช่นนี้ซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็สามารถเบิกช่องมานาได้สำเร็จ จากนั้นจึงหลับตาลงแล้วเริ่มโคจรพลังเวทตามรูปแบบผังวงจรที่คัมภีร์กำกับเอาไว้ ในที่สุดเขาก็สามารถโคจรมานาได้ครบหนึ่งรอบบริบูรณ์ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ เขาก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับเอ่ยพึมพำกับตัวเอง
"เนตรพิมพ์เขียว"
ทันทีที่ลืมตาขึ้น ภัทรก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าห้องที่เคยสว่างไสวกลับแปรเปลี่ยนเป็ภาพขาวดำ เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ เขาก็รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่สว่างผิดปกติวางอยู่บนโต๊ะ เขาจึงเพ่งมองไปที่ 'ตะเกียงเวทมนตร์' ก็พบว่ามันกำลังเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมาบริเวณฐานตะเกียง เป็เครื่องยืนยันว่ามันกำลังดึงมานาไปใช้ในการทำงาน
ภัทรตื่นเต้นจนต้องหยิบของอีกหลายอย่างขึ้นมาทดสอบ สิ่งแรกคือหินเวทมนตร์ เขาพบว่ามันมีสีฟ้าที่เฉดสีแตกต่างกันออกไปตามชนิดของหิน เช่น หินไฟมานาก็จะเปล่งสีส้มอ่อน แต่หินระดับต่ำส่วนใหญ่มักจะมีสีฟ้าขุ่นๆ ไปจนถึงฟ้าอ่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่บริสุทธิ์ของมานาภายใน จากนั้นเขาก็หยิบ 'พลั่วยุทธวิธี' ขึ้นมาดูบ้าง ก็พบว่ามีเส้นสายมานาจางๆ ไหลจากส่วนด้ามที่ใส่หินเวทมนตร์ตรงเข้าสู่กลไกของตัวพลั่ว
เขาจึงตั้งคำถามกับตัวเองเบาๆ "แล้วสิ่งมีชีวิตล่ะ?"
ภัทรก้มลงมองมือของตัวเอง แต่กลับไม่พบร่องรอยการไหลเวียนของมานาเลยแม้แต่น้อย เขาจึงตั้งข้อสันนิษฐานขึ้นว่า วิชานี้อาจจะไม่มีผลกับสิ่งมีชีวิต ซึ่งนั่นทำให้จุดด้อยของมันเด่นชัดขึ้นมาพอสมควร
แต่ภัทรก็เพียงแค่ยักไหล่ "ก็นี่มันวิชาสายช่างนี่นา จะใช้สแกนสิ่งมีชีวิตไม่ได้ก็ไม่เห็นแปลก"
เขาเลิกตื่นเต้นและคลายคาถาเนตรพิมพ์เขียวออก ก่อนจะหยิบยาสมุนไพรที่ริศให้ไว้มาดื่ม แล้วกลับไปนั่งสมาธิเพื่อดูดซับพลังเวทในตัวยาฟื้นฟูร่างกาย
เมื่อร่างกายฟื้นฟูเสร็จสิ้น เขาก็เริ่มเตรียมตัวฝึกฝน 'วิชาัั' เป็ลำดับถัดไป เขาหลับตาลงอีกครั้ง เมื่อจิตเริ่มเป็สมาธิ ตัวอักษรชุดใหม่ก็พรั่งพรูขึ้นมาในหัว
“วิชาัั ข้าพเ้าเรียกมันว่า 'หัตถ์คว้ามนตรา' แม้ว่ามันจะไม่ได้มีพลังทำลายล้างหรือใช้โจมตีได้โดยตรง แต่มันจะช่วยปรับสภาพมือของเ้าให้ทนทานอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เพื่อรองรับงานช่างและงานประดิษฐ์อันหนักหน่วง ยิ่งไปกว่านั้น หากเ้าใช้วิชานี้ร่วมกับวิชาต่อสู้สายหมัดหรือฝ่ามือใดๆ เ้าจะสามารถฝึกฝนมันได้ง่ายและมีอานุภาพแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปถึงสองส่วนเลยทีเดียว”
ภัทรตื่นตาตื่นใจมาก เขาไม่คิดว่าวิชานี้จะมีผลพลอยได้ที่เป็ประโยชน์ต่อการต่อสู้เพิ่มเข้ามาด้วย เขารีบสงบอารมณ์ที่พลุ่งพล่านแล้วอ่านเคล็ดวิชาต่อไป
“แม้ว่ามันจะมีประโยชน์มหาศาล แต่มันก็มีข้อจำกัดเช่นกัน เนื่องจากวิชานี้สังกัดธาตุไฟและธาตุโลหะเป็หลัก ทำให้เ้าไม่สามารถฝึกฝนวิชาฝ่ามือที่เป็ธาตุน้ำ ธาตุน้ำแข็ง หรือพลังงานสายหยินได้ นอกจากนี้ เ้าอาจจะแพ้ทางผู้ใช้วิชาธาตุสายฟ้า และที่สำคัญที่สุด... เ้าต้องยอมจำนนต่อผู้ธาตุพิเศษอย่าง 'ธาตุแม่เหล็ก' อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรืออาจพูดได้ว่า ในการประลอง ฝ่ามือของเ้าจะไม่มีวันทะลวงไปถึงตัวเขาได้เลย”
“กระนั้นก็จงอย่าได้เสียใจไป เพราะเป้าหมายหลักที่เ้าฝึกวิชานี้ไม่ใช่เพื่อการประลองยุทธ์กับผู้ใด แต่เพื่อใช้สร้างสรรค์งานช่างมนตราต่างหาก นี่จึงถือเป็ประโยชน์สูงสุดของมัน ฝ่ามือนี้แบ่งออกเป็สามระดับ คือ หัตถ์ทองแดง, หัตถ์เงิน และ หัตถ์ทอง”
“ในตอนที่ข้าพเ้าออกแบบวิชานี้ ข้าพเ้าเข้าใจถึงความยากลำบากในขั้นตอนการหลอมละลายทองแดงเข้าสู่ฝ่ามือของผู้ฝึกฝน ข้าพเ้าจึงได้สกัด 'ทองแดงสังเคราะห์' ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองบรรจุลงไปในคัมภีร์ด้วย ทันทีที่เ้าเปิดอ่านคัมภีร์ ตัวอักษรเ่าั้ก็ได้ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของเ้า และทำการหล่อหลอมเข้ากับฝ่ามือของเ้าเป็ที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ข้าพเ้ายังถือวิสาสะช่วยทะลวงเปิดเส้นมานาบริเวณฝ่ามือและปลายนิ้วทั้งสิบให้เ้าด้วย จากนี้ไป... เพียงแค่เ้าเอ่ยคำว่า 'หัตถามนตรา' พลังของมันก็จะปรากฏขึ้น”
ภัทรเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ เขาไม่รอช้า รีบเอ่ยคำร่ายตามที่คัมภีร์บอกทันที
"หัตถ์คว้ามนตรา!"
สิ้นคำร่าย จู่ๆ ก็มีละอองทองแดงซึมซาบออกมาจากใต้ชั้นิับริเวณฝ่ามือ ก่อนจะลามยาวไปจรดปลายนิ้วทั้งห้า ดูคล้ายกับรอยเพ้นท์สีทองแดงเงางาม ภัทรลองกำมือดู แม้จะรู้สึกว่าิับริเวณฝ่ามือแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงพลังอำนาจทำลายล้างใดๆ เลย นั่นทำให้เขารู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหลับตาลงเพื่ออ่านคัมภีร์ส่วนที่เหลือต่อ
“เ้าคงได้ลองของแล้วสินะ... และคงไม่รู้สึกถึงพลังอะไรเลยล่ะสิ? แน่นอนว่ามันต้องไม่รู้สึกอะไรอยู่แล้ว! เพราะพลังของมันจะทำงานก็ต่อเมื่อเ้า 'ัักับโลหะ' เท่านั้นอย่างไรเล่า! ทันทีที่เ้าััโลหะ หรือสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ใดๆ เ้าจะรับรู้ได้ถึงทิศทางการไหลเวียนของเวทมนตร์ กลไกการทำงานของมัน ไปจนถึงคุณสมบัติทางกายภาพของโลหะชิ้นนั้น”
“เพียงแต่ในระดับเริ่มต้น คุณสมบัติการรับรู้นี้จะจำกัดอยู่แค่โลหะพื้นฐานอย่าง ทองแดง, ดีบุก, เหล็ก และสัมฤทธิ์ เท่านั้น และมันจะขยายขอบเขตเพิ่มขึ้นเมื่อฝ่ามือของเ้าก้าวเข้าสู่ระดับถัดไป ส่วนวิธีการเลื่อนระดับของมันนั้นช่างแสนง่ายดาย... เพียงแค่เ้าใช้มือัักับโลหะเวทมนตร์บ่อยๆ พลังของฝ่ามือก็จะค่อยๆ พัฒนาขึ้นไปเอง นอกจากนี้ เ้าจะไม่มีวันได้รับอันตรายจากพิษของโลหะ หรือสิ่งเจือปนใดๆ ระหว่างการหลอมโลหะอีกต่อไป เพราะพวกมันจะถูกกรองผ่านชั้นทองแดงที่ฝ่ามือของเ้า แต่ถ้าหากปริมาณพิษมันมากเกินกว่าที่ฝ่ามือจะกรองไหว มันก็จะส่งสัญญาณเตือนออกมาในรูปแบบของความรู้สึกเ็ปหรือแสบร้อนที่ฝ่ามือแทน ส่วนเงื่อนไขในการเลื่อนระดับขั้นต่อไป จะเปิดเผยเมื่อเ้าเลื่อนระดับกลายเป็ช่างมนตราระดับสองแล้วเท่านั้น...”
ในขณะที่ภัทรกำลังซึมซับข้อมูลทั้งหมดนั้น จู่ๆ ก็มีสุ้มเสียงคุ้นหูที่ฟังดูอบอุ่นและแหบพร่าดังก้องขึ้นมาในหัวของเขา... มันเป็เสียงของลุงประดิษฐ์
“เ้าหนู... ข้าเห็นนะว่าเอ็งเป็คนมุ่งมั่นและตั้งใจ พยายามเข้าล่ะ... หวังว่าข้าจะมองคนไม่ผิดนะ”
ภัทรชะงักงัน ขอบตาของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขายกมือขึ้นปาดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาเงียบๆ ก่อนจะกำหมัดแน่นแล้วพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
"ผมจะไม่ทำให้ลุงผิดหวังครับ"
คืนนั้น เด็กหนุ่มตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนเคล็ดวิชาอย่างหนักหน่วงจนล่วงเลยเข้าสู่ยามดึกดื่น ก่อนจะผล็อยหลับไปพร้อมกับความเหนื่อยล้า... และเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม