หยางจวินตกใจเงยหน้าขึ้นมอง จึงเห็นหมิงหยวนกำลังยืนอยู่บนกำแพงเมือง จับหน้าไม้ขนาดใหญ่เอาไว้จ้องมองมาที่เขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อเห็นว่าหยางจวิงมองมาอีกฝ่ายก็เลิกคิ้วขึ้นสูง ใบหน้าเปื้อนฝุ่นละออง ไม่หลงเหลือเค้าโครงของบัณฑิตผู้สง่างามแม้แต่น้อย
หมิงหยวนตาแดงก่ำสมองว่างเปล่า ไม่ว่าจะเป็นเป่ยฉี ราชสำนัก หรือการศึกครั้งนี้ ล้วนหายวับไปกับตาขณะนี้ในใจเขามีเพียงหยางจวินเท่านั้นอีกฝ่ายคือดาบที่พุ่งเข้าหาศัตรูอย่างไม่เกรงกลัว เขาคิดเพียงว่าต้องช่วยหยางจวินหยางจวินต้องมีชีวิตรอด คิดได้ดังนั้นเลือดในกายก็พลันสูบฉีดรวบรวมพลังทั้งหมดตะโกนเสียงดัง “เปิดทางให้ท่านแม่ทัพ!”
พลธนูที่อยู่บนกำแพงเมืองต่างขานรับเร่งมือยิงธนูใส่ศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าหยางจวินและทหารม้าหุ้มเกราะทำให้หยางจวินผ่อนคลายลงได้ หันกลับมาจดจ่ออยู่กับการต่อสู้ตรงหน้า
มู่หรงฉางมองกองทัพม้าชุดดำบุกตะลุยฝ่าวงล้อมทหารของตนจากระยะไกลรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก ชาวเป่ยฉีของพวกเขาเติบโตบนหลังม้าเป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่แข็งแกร่งและกล้าหาญ ชอบดูถูกชาวใต้ที่อ่อนแอครั้งนี้เขาขนทัพใหญ่มาหนึ่งล้านนาย คิดว่าไม่ว่าจะไปที่ใด ล้วนต้องได้รับชัยชนะกวาดล้างศัตรูได้อย่างราบคาบ ไม่คิดเลยว่าการโจมตีเมืองเล็กๆ จะยากเย็นถึงเพียงนี้ชาวใต้ที่อ่อนแอกลับมีวีรบุรุษที่แข็งแกร่งเช่นนี้
ทหารบนกำแพงเมืองเห็นหยางจวินกับทหารม้าฝ่าวงล้อมศัตรูช่วยเหลือประชาชนจนสามารถกลับเข้าเมืองได้อย่างปลอดภัยต่างก็ส่งเสียงฮึกเหิมดังสนั่น “ท่านแม่ทัพหยางเก่งกาจ!” เสียงดังกึกก้องไปทั่ว ไม่ว่าทหารหรือชาวบ้านต่างมีกำลังใจฮึกเหิม ต่อสู้กับศัตรูอย่างไม่คิดชีวิต
มู่หรงฉางเร่งให้กองทัพหน้าบุกโจมตีเมืองพลางสั่งให้ทหารล้อมจับหยางจวินเอาไว้ หากสามารถสังหารแม่ทัพของศัตรูได้เมืองนี้ก็ไม่จำเป็นต้องรบ ย่อมตกเป็นของพวกเขา ทว่าศัตรูมากมายราวกับผึ้งแตกรังแม้แต่หยางจวินก็ยังรู้สึกกดดัน เริ่มรับมือไม่ไหว ชาวบ้านยังเข้าเมืองไม่หมดพวกเขากลับถูกล้อม ไม่สามารถถอนตัวได้ ประตูเมืองที่อยู่ไม่ไกลกลับดูเหมือนไกลนับพันลี้
ขณะที่หยางจวินกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อหาทางออกจู่ๆ ทางด้านหลังขวาก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นกองทัพม้าชุดดำอีกกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาอย่างรวดเร็ว พวกเขาโบกธงสองผืนผืนหนึ่งเป็นธงประจำกองทัพเป่ยฝู่ ส่วนอีกผืนเขียนอักษรว่า ‘หม่าน’
หมิงหยวนที่อยู่บนกำแพงเมืองมองดูสถานการณ์อยู่พักหนึ่งก่อนจะสบถออกมาเบาๆ
คนที่มาก็คือหม่านสือชี
เดิมทีเขาได้รับคำสั่งให้นำเสบียงมาส่งไม่ได้นำทหารมาด้วย มีเพียงทหารที่ติดตามเขามาสิบเจ็ดคนโชคดีที่ทหารทุกคนล้วนแข็งแกร่ง สามารถต่อกรกับศัตรูร้อยคนได้เมื่อมาถึงก็พบว่าที่นี่กำลังสู้รบกันอย่างดุเดือด จึงไม่รอช้าเข้าร่วมต่อสู้เขาใช้ขาทั้งสองข้างบังคับม้า มือซ้ายถือธง มือขวาถือกระบองเหล็กยาวกวาดกระบองไปทางขวานายกองที่ขี่ม้าอยู่ฝ่ายศัตรูก็กระเด็นออกไปไกลราวกับว่าวที่ลวดขาดร่างกระแทกพื้นอย่างแรง ทหารอีกสองสามคนที่อยู่ใกล้ๆ เห็นดังนั้นก็รีบถอยหลังหลบหม่านสือชีกวาดกระบองจากบนลงล่าง เพียงสัมผัสเบาๆ ก็สามารถปลิดชีพคนได้หากโดนเพียงนิดเดียวก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนยอดธงก็ติดใบหอกแหลมคมเมื่อธงปลิวไสว ใบหอกก็พลันพุ่งเข้าใส่ทหารเป่ยฉีทหารที่อยู่ด้านหลังเห็นดังนั้นก็รีบถอยหลังหลบทหารสิบเจ็ดคนที่ติดตามเขามาก็แข็งแกร่งไม่ต่างกัน เพียงแค่สิบแปดคนนี้ก็เทียบเท่ากับกองทัพนับหมื่นแล้วพวกเขาก็เหมือนกับเข็มที่เล็กจ้อย แต่กลับสามารถบุกตะลุยฝ่าวงล้อมพลิกสถานการณ์ได้ ช่างน่าตื่นตายิ่งนัก
หม่านสือชีควบม้าตรงไปยังจุดหมายโดยไม่ลดความเร็วไม่นานก็บุกฝ่าเข้าไปในกองทัพเป่ยฉีได้สำเร็จ
“หยุดไว้!รีบหยุดไว้! ฆ่าเขาเสีย!” มู่หรงฉางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อมองจากระยะใกล้จึงเห็นว่าอัศวินผู้นั้นเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมในใจ แคว้นทางใต้ช่างมีวีรบุรุษมากมายเสียจริง
หม่านสือชีนำทหารสิบเจ็ดคนบุกตะลุยฝ่าวงล้อมในที่สุดก็สามารถรวมกลุ่มกับทหารม้าของหยางจวินได้สำเร็จ
“ท่านพี่หยาง!”
หยางจวินตบไหล่หม่านสือชีอย่างแรงมือกลับเปื้อนเลือด เขาจึงเช็ดเลือดที่เสื้อคลุมอีกฝ่าย “สวรรค์ เทพสังหารสือชีอีกแล้วท่านแม่ทัพเซี่ยยอมให้เจ้ามาที่นี่แล้วหรือ”
“ข้าได้ยินว่าเยี่ยเก้อเอ๋อร์กับหยวนเก้อเอ๋อร์มาจึงไปขอร้องท่านแม่ทัพ ไม่คิดเลยว่าจะเจอศึกใหญ่เช่นนี้”
“หยวนเก้อเอ๋อร์อยู่บนกำแพงเมือง” หยางจวินชี้ไปที่กำแพงเมือง “อย่าทำให้เขาผิดหวังล่ะ”
“น้อมรับบัญชาขอรับ!”
จู่ๆก็มีหินก้อนใหญ่หลายก้อนกลิ้งมาตกที่ด้านหลังของหม่านหรง ทำให้เขาตกใจ
“ระวังสัญญาณธงที่มุมกำแพงเมืองเราต้องร่วมมือกับทหารบนกำแพงเมือง!” หยางจวินตะโกนบอกหม่านหรงไม่รู้ว่าเหตุใดหม่านหรงถึงรู้สึกว่าหินก้อนนั้นจงใจกลิ้งมาทางเขา
หม่านหรงสังเกตเห็นว่าสัญญาณธงที่โบกสะบัดบนกำแพงเมืองดูเหมือนจะไม่มีรูปแบบแต่กลับสามารถบุกทะลวงการล้อมของทหารเป่ยฉีได้ ทั้งยังใช้น้ำมัน ธนูและเครื่องยิงหิน โจมตีเป่ยฉีไม่หยุด ทำให้ทัพเป่ยฉีเกิดความวุ่นวาย
เมื่อกองทัพทั้งสองรวมกันแล้วพวกเขาก็ยังคงบุกตะลุยฝ่าวงล้อมต่อไป ยามนี้พวกเขาอยู่ท่ามกลางสมรภูมิ ซึ่งมองไม่เห็นภาพรวมส่วนหวังเสวียหลิงกับหมิงหยวนที่อยู่บนกำแพงเมืองนั้นกลับเห็นการเคลื่อนไหวของทหารเป่ยฉีอย่างชัดเจนพวกเขาจึงส่งสัญญาณธง บางครั้งก็ให้บุกทางซ้าย บางครั้งก็ให้บุกทางขวาบางครั้งก็เล็งไปที่กองทัพกลาง บางครั้งก็โจมตีกองทัพหน้าคำสั่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หมิงหยวนเล่นหมากล้อมกับจางจิ่วรั่งมาหนึ่งปีทั้งสองจึงค่อนข้างเข้าใจกันดี หมิงหยวนทำหน้าที่เป็นคนส่งคำสั่งหวังเสวียหลิงเป็นผู้บัญชาการ ส่วนจางจิ่วรั่งเป็นคนโบกธง เพียงท่าทางเดียวคำพูดสั้นๆ พวกเขาก็สามารถเข้าใจตรงกัน สุดท้ายเพื่อความรวดเร็วพวกเขาจึงใช้ศัพท์เฉพาะในการเล่นหมากล้อม
เดิมทีทหารม้าสองพันนายของหยางจวินแบ่งเป็นกองร้อยกองร้อยละหนึ่งร้อยคน รวมเป็นยี่สิบกองร้อยบัดนี้มีหม่านหรงกับทหารอีกสิบเจ็ดคนมาร่วมด้วย จึงแบ่งกันประจำแต่ละกองร้อยทัพแข็งแกร่งขึ้น กำลังพลมากมาย หยางจวินสังเกตสัญญาณธงบนกำแพงเมือง พลางออกคำสั่งทหารม้านับพันดูเหมือนจะรวมตัวกัน แต่กลับเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ รุกบ้าง ถอยบ้างหลบหลีกการโจมตีของศัตรู เมื่อมองลงมาจากกำแพงเมืองจะเห็นว่ากองทัพม้าสองพันนายค่อยๆ บุกทะลวงวงล้อมของทหารเป่ยฉีได้ทุกครั้งที่ทหารเป่ยฉีเข้ามาล้อม ทหารม้าก็จะถอยร่นจากนั้นจึงบุกตะลุยจุดอ่อนของศัตรูทหารม้าสองพันนายเคลื่อนไหวราวกับเป็นหนึ่งเดียว ทำให้ทหารเป่ยฉีรู้สึกสิ้นหวังพวกเขามีกำลังพลมากกว่าหลายสิบเท่า แต่กลับไม่สามารถเอาชนะทหารม้ากลุ่มนี้ได้
พวกเขาต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดสาดกระเซ็น เสื้อผ้าของหยางจวินเปื้อนเลือดจนแดงฉาน แต่เขากลับไม่สนใจยังคงต่อสู้ต่อไป ส่วนทหารเป่ยฉีเอาแต่มุ่งมั่นที่จะล้อมและบุกโจมตี จนทัพเริ่มแตกแม้แต่หยางจวินเองก็จดจ่ออยู่กับการต่อสู้ ทำตามคำสั่งของหมิงหยวนอย่างเคร่งครัดไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ใด กระทั่งมีบันไดขนาดใหญ่ล้มทับลงมาข้างๆพวกเขาถึงได้รู้สึกตัว มองไปรอบๆ จึงพบว่าตนเองกลับมาถึงประตูเมืองแล้ว
ทันใดนั้นพลธนูบนกำแพงเมืองก็ยิงธนูลงมา สกัดกั้นทหารเป่ยฉี ประตูเมืองเปิดออกเล็กน้อยหวังเสวียหลิงนำทหารออกมาช่วยเหลือในที่สุดหยางจวินกับทหารม้าก็กลับเข้าเมืองได้อย่างปลอดภัยทหารหลายสิบนายช่วยกันปิดประตูเมืองอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเสริมความแข็งแกร่งด้วยท่อนซุงขนาดใหญ่เมื่อทหารและชาวบ้านที่รออยู่ด้านในเห็นแม่ทัพกลับมาอย่างปลอดภัยต่างก็ส่งเสียงดังสนั่น
มู่หรงฉางเห็นอีกฝ่ายเข้าเมืองไปก็รู้สึกท้อแท้ใจยิ่งนัก จึงสั่งให้ทหารถอยทัพนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มไม่มั่นใจว่ากองทัพของตนจะสามารถรวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งได้หรือไม่
-----