ท่านสามี อย่าโอหัง

    ตอนที่ 39 สร้างเรื่องไม่รู้จบ

    ตอนที่ 39 สร้างเรื่องไม่รู้จบ

     

            “ฆ่าคนแล้ว นังสารเลวฆ่าคนแล้ว มีใครอยู่บ้าง รีบมาช่วยจับนางเข้ากรงไม้ไผ่ถ่วงน้ำที!” ฉาซื่อทั้งโกรธทั้งกลัว แหกปากโวยวาย แต่กลับไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาสักคน และพวกเขาเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องตลก


            “สะใภ้สาม เจ้ามันไม่ใช่คน ทำร้ายแม่ได้อย่างไร นางเป็นถึงผู้อาวุโส เจ้าไม่กลัวฟ้าผ่าบ้างหรือ?” ตัวยังไม่ถึงแต่เสียงมาถึงก่อน หลิวซื่อเดินเบียดกายออกมาจากฝูงชน นางแค่เป็นเดือดเป็นร้อน แต่ไม่กล้าเดินออกมา


            หลิงซานฉิงพ่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชา พลางมองไปยังหลิงซื่อ “อ้าว นั้นมันพี่สะใภ้รองที่กตัญญูและมีคุณธรรมของข้าไม่ใช่หรือ พวกเจ้าดูสิ พี่สะใภ้รองกตัญญูยิ่งนัก เช่นนั้นเจ้าเข้ามาสิ แล้วข้าจะปล่อยท่านแม่เจ้าไป” สายตาคู่นั้นราวกับมองคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

             

            เข้าไป? ใครไม่รู้บ้างว่าช่วงนี้หลิงซานฉิงเป็นอย่างไร นิสัยนางเปลี่ยนไปอย่างมาก เมื่อก่อนแค่พูดถึงฉาจื่ออัน นางก็มีท่าทีสงบเสงี่ยมเรียบร้อยทันที อดทนต่อความยากลำบากและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ตอนนี้ล่ะ? ไม่สนว่าใครจะอยู่ที่นั่น ใครด่ามาก็ด่าสวนกลับทันที จะให้เข้าไปตบตี? ใครจะกล้าเข้าไปกัน?

     

            หลิวซื่อจึงได้ไม่คิดที่จะเดินออกไป นางมองไปที่ฉาซื่อ แล้วมองไปที่ฉาจื่ออันที่ยื่นนิ่งอยู่ด้านข้าง ก็คิดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว “เจ้าสาม เจ้ารีบดูเมียเจ้าหน่อย นั่นแม่แท้ ๆ ของเจ้านะ ท่านเลี้ยงเจ้าจนเติบใหญ่ เจ้าควรรักและรู้จักตอบแทน ยิ่งเป็นคนด้วยแล้ว เจ้าทนดูนางทำร้ายแม่เจ้าได้อย่างไร” นางทำได้แค่ยกฉาจื่ออันขึ้นมา รับรองว่าหลิงซานฉิงต้องยอมอ่อนข้อแน่

             

            ทว่าไม่นึกเลยว่าฉาจื่ออันยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูด หลิงซานฉิงก็ถลึงตาใส่เขา ชายหนุ่มจึงลังเลที่จะเดินออกมา พลางถอนหายใจหนัก ๆ และมองไปทางมารดา “ท่านแม่ ที่ข้าได้เข้าร่วมงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์ในครั้งนี้ก็เพราะความช่วยเหลืออย่างยากลำบากของซานฉิง และได้ที่หนึ่งก็เพราะ...”

             

            “เจ้าบื้อ นำของเข้าไปในบ้าน อย่าให้ใครมาแย่งไปได้” เจ้าคนบื้อนี่ หากมีคนรู้เข้าว่าเขาชนะการแข่งขันบทกวีมาได้จากการโกง และได้ยินไปถึงหูอวี๋ซิ่งเหวินกับท่านข้าหลวง คงมิอาจคาดเดาผลกระทบต่อฉาจื่ออันได้


            จากการเตือนของนาง ฉาจื่ออันถึงได้ตระหนักถึงข้อนี้ เขาเม้มริมฝีปากแน่น ก้มลงเก็บสิ่งของบนพื้นอย่างเชื่อฟัง

     

            “สะใภ้รอง รีบแย่งของพวกนั้นมาให้ข้าเร็ว จะยืนโง่รอความตายอยู่หรือไง?” คำพูดนี้ไม่หลงเหลือเยื่อใยให้กันสักนิด หลิงซานฉิงยิ้มเยาะ ยังกล้าจะก่อเรื่องอีกหรือ ดูเหมือนจะโดนลงโทษยังไม่สาสม นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือทำให้คนสูงขึ้นไปอีกระดับ

             

            ขาทั้งสองของฉาซื่อลอยอยู่ในอากาศ และไม่รับรู้สิ่งใดทันที หัวใจนางเต้นระรัว หากพลาดทำนางหลุดมือตกลงมา แล้วนางจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร

     

            นางเตะไปมา และตั้งใจเตะไปโดนตัวของหลิงซานฉิง “นังสารเลวรีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะสู้กับเจ้า ปล่อย ปล่อยเดี๋ยวนี้!” นางเตะสะเปะสะปะไปทั่ว และในที่สุดก็เตะโดน

             

            หลิงซานฉิงผลักนางออกไปอย่างรังเกียจ และชนเข้ากับหลิวซื่อที่กำลังไปแย่งของพอดี หลิวซื่อร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เซล้มลงบนพื้นอย่างแรง ปากเต็มไปด้วยดิน ตัวฉาซื่อก็ไม่ได้เบาเลย ทับนางเพียงครู่เดียวก็ราวกับกระดูกจะหัก “ท่านแม่ ท่านรีบลุกขึ้น...”

     

            ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ต่างหัวเราะรื่น เรื่องน่าขันเช่นนี้มีไม่บ่อยนัก แต่ก็มีบางคนพูดขึ้น “จะไปยั่วโมโหสะใภ้สามตระกูลฉาไม่ได้นะ ขนาดแม่สามียังกล้าลงมือ หากไปยั่วเข้าแล้วล่ะก็ ต่อไปจะไม่ฆ่าพวกเราเลยรึ”

             

            “ชีวิตแลกด้วยชีวิต นางกล้า!” สิ้นเสียงคนที่พูดคนแรก หลิงซานฉิงก็ไม่พอใจกับคำพูดนี้ พลันพูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งประโยค

     

            ฉาซื่อตบหลิวซื่ออย่างโกรธเกรี้ยว ซึ่งเป็นแรงตบที่ไม่น้อยเลย หลิวซื่อที่โดนทับอย่างแรงในคราแรก ยามนี้ก็เจ็บจนต้องกัดฟัน แต่กลับไม่กล้าพูดอะไรออกมา ทำได้เพียงแค่คลานอยู่บนพื้นและส่งเสียงเบา ๆ ออกมา

             

            ฉาซื่อนั่งอยู่บนตัวนางและไม่ลุกขึ้น พลางส่งเสียงร้องไห้ฟูมฟายออกมา “พวกเจ้ารีบมาช่วยกันตัดสินเร็ว นังสารเลวคนนี้ กล้าแม้กระทั่งตีข้า ลูกสะใภ้ตีแม่สามี ลูกชายอกตัญญู ข้าจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม ข้าไม่อยู่แล้ว! พวกเจ้ารีบไปเรียกท่านผู้นำตระกูลมาเร็ว และจับตัวนังสารเลวคนนี้ไปใส่กรงไม้ไผ่ถ่วงน้ำ วันนี้ ไม่ข้าก็นางต้องตายกันไปข้างหนึ่ง!”


            หางตาเต็มไปด้วยรอยย่น นางเพียงพูดแต่ไม่ทำจริง

             

            มีเหตุผลย่อมไม่ยอมคน อีกอย่างนางไม่มีเหตุผลเลยแม้แต่น้อย หลิงซานฉิงโมโหอยู่ด้านนอกเป็นเวลานาน ตอนนี้รู้สึกเหนื่อยมากแล้ว และคร้านจะสนใจอีก ครั้นเห็นฉาซื่อนั่งอยู่กับพื้นไม่ขยับไปไหน นางก็นวดมือเดินเข้าไปหา ฉาซื่อที่ยังมีความรู้สึกหวาดกลัวก็รีบกระเถิบถอยหลังและเบิกตากว้าง “เจ้า เจ้าอย่าเข้ามานะ เจ้าจะทำอะไร ช่วยด้วย นังบ้านี้จะฆ่าข้า...”

             

            หลิงซานฉิงคร้านแม้แต่จะมอง นางก้าวเดินไปข้างหน้า หยิบสิ่งของที่อยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วลากฉาจื่ออันกลับเข้าไปในบ้าน รีบปิดประตูลงกลอนทันที ก่อนจะโบกมือไปมา “แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว เอาล่ะ ไปทำกับข้าวกันเถอะ” นางชี้ไปที่ของบนพื้นแล้วเดินเข้าไปด้านใน

     

            ฉาจื่ออันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทำได้เพียงเดินตามนางไป

     

            เมื่อสวีอิงเอ๋อร์เห็นทั้งสองกลับมาอย่างปลอดภัยก็โล่งใจ และเหลือบมองไปยังหน้าบ้านด้วยความขลาดกลัวเล็กน้อย “ซานฉิง พวกเจ้า...ไม่เป็นไรนะ?” นางเหลือบมองฉาจื่ออัน ก็รู้สึกว่าตัวเองพลั้งปากพูดออกมา “นี่คือเงินเมื่อครู่ หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวกลับไปก่อนนะ”

     

            “เดี๋ยวก่อน” หลิงซานฉิงรับเงินไป “ครั้งหน้าหากเจ้าอยู่บ้านคนเดียว จำไว้ว่าต้องปิดประตูให้มิดชิด ห้ามเปิดประตูให้คนแปลกหน้า นอกจากพวกเราสองคนก็ห้ามเปิดประตูให้ใคร เพราะโลกใบนี้มีคนไม่ดีอยู่เยอะ”


            สวีอิงเอ๋อร์นึกว่าจะโดนถามว่าตนได้แตะต้องถุงเงินหรือเปล่า แต่กลับได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยเช่นนี้ ครอบครัวรึ หนังตานางตกลงเล็กน้อย และส่งเสียงตอบรับออกไปอย่างแผ่วเบา นางไม่กลับห้องดังความตั้งใจเดิม พลางมองวัตถุดิบที่วางอยู่บนโต๊ะ “นี่เป็นของที่จะใช้ทำอาหารค่ำวันนี้รึ ข้าถือเข้าไปในครัวเอง”



            เมื่อหลิงซานฉิงได้ยินว่ามีคนจะทำอาหาร ก็ปล่อยให้นางถือไปอย่างหน้าระรื่น แต่มีเสียงหนึ่งดังออกมา รอยยิ้มบนใบหน้าจึงเลือนหายไปทันที


            “หลิงซานฉิงนังสารเลวมาเปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้ ปิดประตูลงกลอน เจ้าคิดจะทำอะไรกัน เลี้ยงผู้ชายรึ? อีกไม่นานข้าจะจับเจ้าเข้ากรงไม้ไผ่ถ่วงน้ำ นังสารเลว” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมเสียงเคาะประตูดังออกมาไม่หยุดหย่อน

     

            เลี้ยงผู้ชาย เลี้ยงผู้ชาย ด้านนอกมีเสียงหัวเราะดังลั่น ยังไม่รู้อีกว่าคำพูดนั้นไม่ได้ทำให้หลิงซานฉิงรู้สึกเสียใจเลยสักนิด รวมไปถึงลูกชายนางเองด้วย

             

            ฉาซื่อแค่ต้องการเงิน ไม่มีเวลาไปสนใจอะไรทั้งนั้น เมื่อเห็นว่าไม่มีการตอบสนองก็ยิ่งทุบประตูหนักขึ้น “ได้ยินหรือเปล่า รีบมาเปิดประตูให้ข้า เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ข้าเป็นคนเลี้ยงฉาจื่ออันมา เงินที่ได้วันนี้ก็ควรแบ่งให้ข้าส่วนหนึ่งสิ? เจ้าไม่มีสำนึกสักนิดหรือ? เจ้าไม่กตัญญูก็ไม่เป็นไรแต่ยังลากลูกข้าโดนด่าไปด้วย เจ้ายังเป็นคนอยู่ไหม?”

             

            ด่าก็ส่วนด่า เวลาผ่านไปนานก็ไม่มีใครตอบกลับมา ฉาซื่อก็ค่อย ๆ เลิกทุบประตู และถ่มน้ำลายออกมา 

             

            หลิงซานฉิงจะไปได้ยินนางถ่มน้ำลายได้อย่างไร เพราะเมื่อล้มลงบนเตียงนางก็หลับไปทันที สุดท้ายฉาซื่อก็เดินกลับบ้านตัวเองพร้อมกับพึมพำด่าไปด้วย คนที่ดูอยู่รอบ ๆ ก็แยกย้ายกันไปหมดแล้ว

     

            หลิงซานฉิงถูกปลุกเพราะเสียงเคาะประตู

             

            ยามนี้เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว ในบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของอาหาร ไม่รู้ว่าใครมาเคาะประตูไม่หยุด สวีอิงเอ๋อร์ที่วุ่นอยู่กับห้องครัวได้เรียนรู้มาจากครั้งก่อน จึงไม่กล้าเปิดประตูสุ่มสี่สุ่มห้า ฉาจื่ออันก็ช่วยก่อไฟอยู่จึงไปไหนไม่ได้ชั่วขณะหนึ่ง

     

            หลิงซานฉิงถูกปลุกเช่นนี้จึงรู้สึกว่าตนเองนอนไม่พอ นางฝืนตัวลุกขึ้น แทบจะพุ่งไปถึงหน้าประตู และผลักประตูเปิดออก “มืดค่ำปานนี้เคาะอะไรนักหนา”

     

            ผู้ที่มาเหลือบมองเข้าไปข้างใน คล้ายกับไม่อยากจะเชื่อว่าผู้ที่มาเปิดประตูจะเป็นคนเช่นนี้ แต่ก็ยังคงรักษารอยยิ้มไว้ “ข้าน้อยเฉินอัน ไม่ทราบว่านี่ใช่บ้านคุณชายฉาหรือไม่ ข้าน้อยมีเรื่องจะคุยกับคุณชายฉา”

             

            เมื่อฉาจื่ออันที่อยู่ในห้องครัวได้ยินก็รีบเดินออกไปทันที “ใช่ ข้าน้อยคือฉาจื่ออัน ท่านมาหาข้าน้อยรึ?"

     

            เมื่อหลิงซานฉิงฟังว่าไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับนางก็หมุนตัวเดินไปชงชา

     

            ชงชาเสร็จแล้ว ฉาจื่ออันก็พาเฉินอันมานั่งรออยู่กลางบ้าน เฉินอันจิบชาเล็กน้อย “คุณชายฉา ข้าน้อยคือผู้รับผิดชอบตีพิมพ์ภาพวาดเมืองหลวงประจำอำเภอหรงอิน ได้ยินมาว่าท่านชนะการแข่งทั้งสองรอบในงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์ ข้าน้อยขอแสดงความยินดีด้วย และที่ข้าน้อยมาในครั้งนี้ เพราะภาพวาดของท่านเหมาะสมกับเงื่อนไงตีพิมพ์ภาพวาดของเรา ไม่ทราบว่าท่านจะขายให้แก่การตีพิมพ์ภาพวาดของเราได้หรือไม่ แน่นอนว่าราคาไม่ใช่ปัญหา”

     

            หมายความว่าคนผู้นี้คือคนจากตีพิมพ์ภาพวาดเมืองหลวงอย่างงั้นรึ? แถมยังไม่เกี่ยงราคาในการซื้อขายภาพวาดอีก? ฉาจื่ออันไม่เคยคิดมาก่อนเลย และไม่กล้าคิดว่าจะมีวันนี้ ไม่นึกว่าตีพิมพ์ภาพวาดเมืองหลวงจะส่งคนมาซื้อภาพวาดเขา นี่มันหมายความว่าอย่างไร แม้แต่คนในเมืองหลวงต่างชื่นชมเขา

             

            หลิงซานฉิงเหลือบมองเขา ไม่ต้องพูดอะไรเจ้าคนซื่อบื้อนี่ก็ตกอยู่ในภวังค์ นางจึงเตะเขาใต้โต๊ะไปหนึ่งที


            เฉินอันมองนางครู่หนึ่ง ก่อนกระแอมออกมาเบา ๆ ราวกับกำลังเตือนนาง แต่ก็เห็นฉาจื่ออันมีสีหน้าตื่นเต้น จึงกลืนคำพูดลงไปแล้วเปลี่ยนเรื่องพูด “คุณชายฉา สามวันนับจากนี้คือวันจัดแสดงตีพิมพ์ภาพวาด เมื่อถึงตอนนั้นก็จะมีชื่อท่านปรากฏอยู่บนนั้น หากท่านยังลังเล ข้าน้อยค่อยมาใหม่วันพรุ่งนี้ ท่านค่อย ๆ คิดไปก่อนเถอะ”

     

            “ไม่ ไม่ต้องแล้ว” น้ำเสียงแฝงไปด้วยความตื่นเต้น ฉาจื่ออันเต็มไปด้วยความปีติยินดี สำหรับเขานี่ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี เป็นโอกาสที่ฟ้าประทานมาให้ หากเขามีชื่อเสียงขึ้นมาจริง ๆ จอหงวนคงรอเขาอยู่ไม่ไกล โอกาสเช่นนี้เขาจะปล่อยไปได้อย่างไร


            เฉินอันยังคงฉีกยิ้มอยู่ และไม่แสดงความดีใจจนเกินงาม เพียงแค่เอ่ยในสิ่งที่เตรียมไว้ออกมา “ห้าร้อยตำลึง นี่เป็นราคาที่ตีพิมพ์ภาพวาดของพวกเราเสนอมา คุณชายฉาตรวจสอบดู”

     

            ห้าร้อยตำลึง? ได้มากกว่ารางวัลจากการแข่งวาดภาพตั้งสองร้อยตำลึง ฉาจื่ออันรู้สึกตื่นเต้นมาก เมื่อเทียบกับเงินทอง สิ่งที่สำคัญคือเขาจะมีชื่อเสียง ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากสถานการณ์นี้แล้ว!

             

            เมื่อเขาส่งเฉินอันเสร็จก็รับเงินห้าร้อยตำลึงมา ทันใดนั้นก็มีความมั่นใจมากขึ้น เขาไม่จำเป็นต้องรู้สึกแย่ในการเข้าร่วมงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์อีกแล้ว

     

            หลิงซานฉิงตบบ่าเขาเบา ๆ มองตั๋วเงินบนโต๊ะด้วยรอยยิ้มกว้าง “เพราะอาจารย์นำความรู้ที่เรียนมาทั้งหมดมอบให้เจ้า เจ้าว่าควรตอบแทนอาจารย์สักนิดหรือไม่”

     

            เห็ดชัด ๆ ว่าเงินวางอยู่บนโต๊ะ แต่นางกลับไม่ยื่นมือเข้าไปหยิบ ฉาจื่ออันไม่รู้สึกซาบซึ้งใจเลยสักนิด รีบคว้าตั๋วเงินยัดเข้าอกตัวเอง “ไม่ให้ เงินสามร้อยตำลึงนั้นยังไม่พอที่จะตอบแทนเจ้าหรือ เงินอยู่ในมือเจ้าเมื่อใดก็เอาไปลงที่เพาะเห็ดจนหมด ข้าไม่ให้ เจ้าล้มเลิกความคิดนั้นเสีย”

             

            ท่าทางนั้นเหมือนกับสาวน้อยกำลังถูกขืนใจ หลิงซานฉิงไม่ได้เงิน แต่ก็ไม่ได้สนอะไร พลางพูดคำว่าขี้เหนียวออกมา ก่อนจะเดินไปทางห้องครัว

             

            ฉาจื่ออันหยิบเงินห้าร้อยตำลึงที่งดงามขึ้นมา การแข่งขันบทกวีนั้นหลิงซานฉิงเป็นคนช่วยเขา เพราะฉะนั้นเงินสามร้อยตำลึงนั้นไม่นับว่าเป็นของเขา แต่เงินห้าร้อยตำลึงที่มาจากภาพวาดคือสิ่งที่เขาใช้ความสามารถแลกมา เขาเพิ่งรู้ตัวว่าสามารถหาเงินได้มากมายขนาดนี้ ดูเหมือนการที่เขาได้อ่านหนังสือวาดภาพไปจะไม่ไร้ประโยชน์


    คล้ายกับเรื่องท่านสามี อย่าโอหัง ที่คุณอ่าน

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120