บทที่ 17 ภัยเงียบ
ยามสายลมพัดผ่าน นำพากลิ่นอันหอมกรุ่นจากพฤกษานานาพันธุ์ กระจายไปทั่วเมืองเมฆาคราม
เวลานี้ชายหนุ่มที่ได้มาถึงห้องเ้าสำนักได้ไม่นาน
ใจที่รุ่มร้อนและหวาดหวั่นจากสตรีทั้งสองก็ค่อยๆเย็นลง “เฮ้อ…ความรู้สึกที่ข้าััได้จากพวกนางเมื่อครู่มันคือสิ่งใดกันแน่นะ” เมื่อนึกถึงสายตาสองคู่นั้นชายหนุ่มก็อดที่จะขนลุกขึ้นมาไม่ได้
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป หม่าฉือและเจียงเป่าก็มาถึงห้องเ้าสำนักและผู้ที่พาทั้งสองมานั่นก็คือ จ้าวอ้ายฉิงกับฉินซู นั่นเอง
“เชิญสหายยุทธ์ทั้งสองดื่มชากันก่อนเถิด” เอ่ยจบชายหนุ่มได้เหลือบตาไปมองสตรีทั้งสองพร้อมเอ่ย
“จ้าวอ้ายฉิง ฉินซู หากพวกเ้าทั้งสองไม่มีธุระอันใด พวกเ้าก็มาร่วมวงสนทนาด้วยกันเถิด”
สิ้นเสียงของชายหนุ่ม เสียงอันไพเราะเสนาะหูก็เอ่ยตอบชายหนุ่ม “ต้องขออภัยท่านหลินตงด้วยเ้าค่ะข้ากับพี่อ้ายฉิงยังต้องไปฝึกเหล่าศิษย์ต่ออีก เชิญพวกท่านทั้งสามสนทนากันเถิดเ้าค่ะ”
เอ่ยจบสตรีทั้งสองคนก็พากันก้าวเท้าออกจากห้องเ้าสำนักไป แต่ไม่รู้ด้วยเหตุอันใดการกระทำของสตรีทั้งสองทำให้ชายหนุ่มตะขิดตะขวงใจแปลกๆ
ผ่านไปสักพักเมื่อแน่ใจแล้วว่าสตรีทั้งสองจากไป หม่าฉือที่ดื่มชาอยู่นั้น ได้หัวเราะออกมาทำลายความเงียบในห้องเ้าสำนักแห่งนี้ไปจนสิ้น
“ฮ่าๆๆ แม้แต่ยอดยุทธ์เช่นเ้าก็ยังกลัวสตรีรู้ใจสินะ สมคำว่า เหนือยอดบุรุษยังมียอดภรรยา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มก็ได้แต่ขมวดคิ้ว “ภรรยาอันใดกันข้ายังมิเคยไปถึงจุดนั้นเลยสักครา หรือว่าข้าจะกลัวพวกนางทั้งสองอย่างที่เ้าหมาฉือเอ่ยจริงๆ” ชายหนุ่มได้แต่คิดภายในใจ
“ชั่งเื่นั้นไปก่อนเถิด สหายยุทธ์ทั้งสองมาที่ข้ามีเื่อันใดรึ” ชายหนุ่มที่ไม่อยากคิดเื่ที่ตนไม่เข้าใจ จึงเอ่ยเข้าประเด็นหลัก
เมื่อได้ยินคำถามหม่าฉือจึงรีบเอ่ยตอบ “ข้ามาที่นี่มีสองเื่ อย่างแรกคือการมาดูจอมยุทธ์ของสำนักข้าว่าเป็เช่นไรบ้าง และอย่างสุดท้ายคือข้าอยากจะมาฝึกฝนกับเ้าที่นี่”
เจียงเป่าที่นั่งอยู่ข้างๆหม่าฉือได้เอ่ยเสริม “ตัวข้าก็มาเพราะจุดประสงค์แบบเดียวกันกับเ้าหม่าฉือ”
“เอ๋…พวกท่านจะมาฝึกยุทธ์ที่สำนักข้าอย่างนั้นรึ เพราะเหตุใดกัน” “สำนักพวกเ้ามันน่าเบื่อรึไงกันเหตุใดต้องมาฝึกที่สำนักข้าด้วยหรือพวกเ้าจะมาตีกันที่สำนักข้าเพื่อแก้เบื่องั้นรึ”
ประโยคหลังชายหนุ่มได้แต่คิดกับตัวเองภายในใจ
ทางด้านหม่าฉือเเละเจียงเป่าเมื่อได้ยินคำถามของชายหนุ่ม เสียงของเจียงเป่าก็ดังขึ้น “เหตุผลนั้นง่ายมาก ตัวข้าได้ทำนายโชคชะตาของข้าและไอเ้าหมาบ้าหม่าฉือ”
“ผลที่ได้มากลับกลายเป็ว่าหากพวกข้ามาฝึกยุทธ์ร่วมกันกับเ้า ผลที่พวกข้าจะได้จากการฝึกยุทธ์จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก สิ่งนี้หมายถึงโชคชะตาของพวกเราทั้งสามนั้นมีพันธะต่อกันยังไงล่ะ”
“และเมื่อไม่กี่วันก่อนข้าได้เอาเื่นี้ไปบอกไอเ้าหมาบ้าหม่าฉือ เราจึงตกลงจะมาหาเ้าด้วยกันแต่สุดท้ายก่อนที่พวกข้าจะมาถึงสำนักของเ้า ไอเ้าหมาบ้านี่ก็หาเื่ปะทะกับข้าจนได้”
ทางด้านหม่าฉือที่ได้ยินเจียงเป่ากล่าวหาตนเองพลันลุกขึ้นพร้อมเอ่ยเสียงดัง “เฮ้ยๆๆไอเ้านักทำนายต้มตุ๋น หากตอนนั้นเ้าตอบคำถามข้าดีๆข้าจะหาเื่เ้ารึ”
“ในเมื่อเป็เช่นนี้เ้ากับข้าก็มาต่อกันอีกรอบเสียเถอะ” ทางด้านเจียงเป่าเมื่อได้ยินเช่นนั้น จึงเตรียมที่จะออกไปปะทะกับหม่าฉืออีกรอบเช่นกัน “ถ้าเ้าอยากปะทะขนาดนั้นข้าก็จะสนองให้”
แต่ก่อนที่ทั้งสองจะเลยเถิดไปมากกว่านี้เสียงของชายหนุ่มก็ดังขึ้น “เอาล่ะๆท่านทั้งสองโปรดสงบใจลงก่อน หากเป็จริงดังที่สหายยุทธ์เจียงเป่ากล่าว”
“ตัวข้าก็มิมีข้อขัดข้องอันใด ข้าขอเพียงอย่างเดียวคือพวกท่านทั้งสองโปรดอย่าปะทะกันในสำนักของข้า และเพื่อเป็การลับฝีมือของพวกเรา ในทุกๆ7วันเราจะมาแลกเปลี่ยนวรยุทธ์กัน”
“พวกท่านคิดเห็นเช่นไร” เมื่อฟังข้อเสนอของชายหนุ่ม หม่าฉือและเจียงเป่าจึงพยักหน้าให้ชายหนุ่ม เมื่อเห็นว่าทั้งคู่เห็นด้วย ชายหนุ่มจึงเอ่ยต่อ
“แล้วพวกท่านจะมาฝึกฝนนานเท่าใดรึ แล้วสำนักของพวกท่านไม่คัดค้านเลยหรือการที่พวกท่านที่เป็เ้าสำนัก แต่กลับออกมาฝึกฝนอยู่ที่สำนักอื่น”
เมื่อได้ยินคำถามหม่าฉือจึงชิงตอบก่อนด้วยสีหน้า ภาคภูมิใจ “ฮึๆเื่นั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับสำนักพันศาสตราของข้าเลยแม้แต่น้อย”
“เพราะข้ามีผู้ช่วยที่สุดแสนจะรอบรู้อย่างติงโยว อยู่อย่างไรล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ” ในเวลานี้เองติงโยวที่กำลังจัดการงานของเ้าสำนักอยู่นั้นก็จามออกมาโดยไม่มีสาเหตุ พร้อมกับอาการเย็นสันหลัง “เหตุใดข้าถึงรู้สึกใจไม่ดีขึ้นมากันนะ”
ใช่แล้วหม่าฉือออกมาจากสำนักโดยที่ไม่ได้ปรึกษาผู้ใดเลยแม้แต่คนเดียว ตัวเขาได้ทิ้งจดหมายไว้บนโต๊ะของเ้าสำนักเพียงแค่นั้น
คาดว่าในไม่ช้าติงโยวคงจะพบกับจดหมายและรู้ถึงสาเหตุที่ตนเองเย็นสันหลังเป็แน่แท้
เมื่อชายหนุ่มและเจียงเป่าได้ฟังเช่นนั้น ก็อดที่จะสงสารชายชราติงโยวเสียมิได้
หม่าฉือผู้นี้จะบอกว่าเป็เ้าสำนักเพียงในนามก็ไม่ผิดนัก เพราะงานทุกอย่างของเ้าสำนักหม่าฉือมิเคยทำเลยแม้แต่ครั้งเดียว สุดท้ายทุกอย่างก็ตกไปที่ชายชราติงโยว ผู้ที่เป็ทั้งอาจารย์ ผู้าุโ และผู้ช่วยเ้าสำนัก ของหม่าฉือ
วินาทีต่อมาเสียงของเจียงเป่าก็ดังขึ้น “ส่วนสำนักลิขิตฟ้าของข้าย่อมไม่มีปัญหาอันใดอยู่แล้ว เพราะกิจวัตรส่วนใหญ่ของพวกข้าคือการทำนายโชคชะตา”
“ซึ่งเหล่าผู้าุโย่อมทำกันเองได้โดยไม่มีข้า เว้นเสียแต่จะมีตัวตนระดับราชันย์ยุทธ์มารับการทำนาย”
เมื่อฟังทั้งสองกล่าวจบ ชายหนุ่มก็ได้แต่ทอดถอนใจกับตัวเอง “หากข้ามีเหล่าผู้าุโมาคอยดูแลสำนักบ้างคงจะดีมิน้อยเลย”
“เอาล่ะในเมื่อพวกท่านตกลงกันแล้วว่าจะมาฝึกยุทธ์ที่สำนักของข้า พวกเราคงจะฝึกยุทธ์ภายในสำนักมิได้แน่ ไม่อย่างนั้นพลังปราณในสำนักคงไม่พอให้เหล่าศิษย์ได้ฝึกฝนเป็แน่”
“เอาเช่นนี้เป็อย่างไร พวกเราสามคนแยกกันไปฝึกยุทธ์ ในป่าโบราณที่อยู่ไม่ไกลจากสำนักของข้ากันเถิด ที่นั่นมีพลังปราณหนาแน่นพอที่จะให้พวกเราฝึกยุทธ์อย่างแน่นอน”
“และเมื่อถึงกำหนดวันประลองพวกเราทั้งสามค่อยมาเจอกันที่ทางเข้าของป่าโบราณ พวกท่านคิดเห็นเช่นไร”
“เอาตามที่สหายยุทธ์กล่าวเถิด” หม่าฉือและเจียงเป่าต่างเห็นด้วยกับชายหนุ่ม
ไม่นานหลังจากนั้นชายหนุ่มจึงเล่าเื่ราวต่างๆให้กับจ้าวอ้ายฉิงและฉินซูฟัง พร้อมกับฝากพวกนางดูแลสำนักแทนตน
หญิงสาวทั้งสองเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็มิได้ขัดอันใด อีกทั้งยังเต็มใจที่จะแบ่งเบาภาระของชายหนุ่ม
เห็นเช่นนี้ชายหนุ่มก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจ “ในภายภาคหน้าข้าจะต้องแต่งตั้งผู้าุโมาดูแลสำนักให้จงได้ ตัวข้าและพวกนางจะได้หาเวลาไปผ่อนคลาย อย่างเ้าสำนักทั้งสองนี้ได้บ้าง”
…………………
ณ เศษซากเมืองคาบสมุทร หลังจากที่เมืองแห่งนี้ถูกทำลาย นี่ก็ผ่านไปสามวันแล้ว ในเวลานี้ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยเผ่ามารโลหิต
หลังจากที่ทำลายเมืองแห่งนี้ไปแล้วเหล่ามารโลหิตจึงใช้เมืองแห่งนี้เป็ฐานหลักบนดินแดนถงเทียนแห่งนี้ จากเมืองที่เคยเต็มไปด้วยความสวยงามแต่บัดนี้กลับกลายเป็เมืองที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คนมากมาย
หลังจากที่เหล่ามารโลหิตสังหารเหล่าจอมยุทธ์ส่วนใหญ่จนหมด พวกมันก็ได้ตามจับเหล่าจอมยุทธ์และผู้คนที่เหลือรอดทั้งหมดและลุกลามไปถึงหมู่บ้านที่อยู่ ไม่ไกลจากเมืองแห่งนี้
ผู้คนที่ถูกจับมาล้วนแต่ต้องกลายมาเป็อาหารให้พวกเหล่ามารโลหิตทั้งสิ้น ในสายตาของมารโลหิตมนุษย์นั้นเป็ได้เพียงอาหารและของเล่นของพวกมันเท่านั้น
เหล่าบุรุษที่หน้าตาดีก็จะถูกนำตัวไปทรมานก่อนสังหาร บ้างก็ตัดจมูกตัดลิ้น บ้างก็ลอกิัออกมาทั้งเป็หรืออย่างเลวร้ายที่สุดก็ถูกเหล่ามารโลหิตค่อยๆกัดกินทีละนิดขณะยังมีชีวิต
ส่วนเหล่าสตรีก็มีสภาพเลวร้ายมิต่างกัน ถึงแม้จะถูกมองเป็อาหารแต่เหล่ามารโลหิตพวกนั้นก็ไม่วาย จะนำสตรีน่าตาดีบางส่วนมาเล่นสนุกก่อนที่จะสังหารไปอย่างน่าเวทนา
สิ่งนี้ไม่ต่างอะไรจากนรกบนดินของคนเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย เหล่าผู้คนที่เห็นสหายหรือคนรักของตนถูกนำไปทรมานคนแล้วคนเล่าก็ได้แต่กัดฟันแน่นพร้อมหัวใจที่แตกสลาย
บ้างก็ทนไม่ไหวจนสติดับสิ้นกลายเป็ร่างไร้อารมณ์ที่รอความตายเพียงเท่านั้น
ในเวลานี้สุนัขสีดำทมิฬที่ยืนดูภาพ นรกบนดินอยู่บนเทือกเขาไม่ไกลจากเมืองคาบสมุทรมากนัก ได้แต่เก็บกั้นสัญชาตญาณอันดุร้ายของตัวมันเอาไว้
“ไอเ้าพวกแมลงดูดเืเหล่านี้ หากท่านสุนัขเช่นข้าพบเจอเ้าคนเลี้ยงเมื่อใด ข้าจะให้เ้านั่นมาจัดการพวกเ้าเสีย”
สิ้นความคิดสุนัขสีดำทมิฬก็ได้วิ่งจากไปด้วยความเร็ว เหมือนกับว่ามันกลัวอีกฝ่ายจะได้ยินสิ่งที่มันเอ่ย
เมืองคาบสมุทรที่กลายเป็นรกบนดินอยู่นั้น กลับไม่มีผู้ใดรู้เื่ที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย เนื่องด้วยเมืองอื่นอยู่ห่างไกลจากเมืองคาบสมุทรเป็อย่างมาก
ในขณะที่เมืองอื่นกำลังใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่หารู้ไม่ว่านรกบนดินกำลังมาเยือนพวกเขาอย่างเงียบๆ
จากผู้เขียน: จริงๆกระผมอยากจะแต่งเติมให้มันดิ่งไปมากกว่านี้อีกสักหน่อย แต่กระผมไม่แน่ใจว่ามันจะโอเคไหมตอนนี้ก็เลยใส่ไปแค่นี้ก่อนนะครับ หากท่านใดมี
คำแนะนำก็สามารถมาพูดคุยในคอมเม้นท์กับกระผมได้นะครับ
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio