พวกจือชิงไม่มีใครไม่พอใจแต่พวกชาวบ้านในหมู่บ้านพากันบ่นอุบ “เธอเป็นจือชิง ไม่ใช่คนของหมู่บ้านต้าเจียงเธอมีสิทธิ์อะไรมาทำงานเป็นฝ่ายบัญชีของโรงงาน”
สวีหว่านหนิงไม่ใช่คนอารมณ์เย็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรโดยเฉพาะเวลาได้ยินคำพูดดูแคลนเช่นนี้ เธอยิ่งต้องสวนกลับไป
“ทำไมคะพวกคุณเป็นเจ้าของหมู่บ้านต้าเจียงหรือเป็นเจ้าของโรงงานเหรอคะจะให้ทุกคนในโรงงานเป็นคนจากหมู่บ้านต้าเจียงทั้งหมดโดยไม่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมเลยงั้นหรือคะ?”
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นฉันก็แค่เป็นห่วงว่า หากจือชิงต้องกลับเข้าเมือง ตำแหน่งนี้ก็ว่างน่ะสิ”
“เรื่องในอนาคตค่อยคุยกันในอนาคตค่ะ! ตอนนี้โรงงานยังไม่ทันสร้างเสร็จพวกคุณก็เริ่มคิดถึงวันข้างหน้าแล้วเหรอคะ”
หลังสวีหว่านหนิงระเบิดอารมณ์ชาวบ้านที่ตั้งข้อสงสัยก็พากันปิดปากสนิท
เรื่องที่หยวนซินผ่านการคัดเลือกและได้เป็นฝ่ายบัญชีของโรงงานจึงเป็นอันสิ้นสุด
สวีหว่านหนิงรับประกันได้ว่าตนไม่เคยใช้เส้นสายให้หยวนซิน เธอทำข้อสอบได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ
สวีหว่านหนิงบริสุทธิ์ใจ
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งวันสวีหว่านหนิงเริ่มสอนการทำลูกท้อในโหลแก้วให้กับพวกชาวบ้านที่ผ่านการคัดเลือก
การทำผลไม้กระป๋องไม่ใช่เรื่องยากที่ยากคือการเสนอความคิดนี้ให้ผ่านการอนุมัติ รวมถึงการเตรียมงานในช่วงแรก
เพราะฉะนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องหวงสูตรการทำลูกท้อในโหลแก้ว
ประเทศจีนไม่เคยขาดนักลอกเลียนแบบเชื่อว่าอีกไม่นาน อาหารกระป๋องจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศจีน และจะมีคนพากันผลิตตาม
นี่คือเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่สวีหว่านหนิงต้องทำคือการบริหารจัดการโรงงานสาขาให้ดี
แค่ชั่วพริบตาเวลาก็ผ่านไปได้หนึ่งเดือน
โรงงานสาขาสร้างเสร็จตั้งแต่เมื่อสิบวันก่อนแล้วเพื่อนของตงจื่อเองก็นำเครื่องมือมาส่งที่หมู่บ้านต้าเจียงตรงเวลา
สิบวันมานี้สวีหว่านหนิงนำกลุ่มคนงาน 20คนช่วยกันคัดเลือกลูกท้อและทำการผลิตลูกท้อในโหลแก้วชุดแรกได้สำเร็จ
ลูกท้อในโหลแก้วที่ผลิตเสร็จแล้วมีทั้งหมด30 ใบ และถูกส่งไปวางขายที่สหกรณ์ในตัวเมือง
นึกไม่ถึงเลยว่าใช้เวลาแค่ห้าวัน ลูกท้อในโหลแก้วจำนวน 30 ใบก็ขายจนหมด
หัวหน้าเทศบาลชุมชนเฉินบอกข่าวนี้ให้สวีหว่านหนิงรู้อย่างดีใจ
“นึกไม่ถึงเลยว่าลูกท้อในโหลแก้วจะขายดีเช่นนี้สามสิบใบเชียวนะ ใช้เวลาไม่ถึงห้าวันก็ขายหมดแล้ว!”
“ฉันมีข่าวดีอยากบอกกับหัวหน้าเฉินเหมือนกันค่ะ”สวีหว่านหนิงแย้มยิ้มบาง“พี่รองของฉันส่งโทรเลขมาบอกให้โรงงานของพวกเราขนส่งลูกท้อในโหลแก้วจำนวนหนึ่งไปที่กรุงปักกิ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด พวกเราคงจะเปิดตลาดที่ปักกิ่งได้ก่อนกำหนดค่ะ”
สวีเม่าถิงส่งโทรเลขมาเมื่อสองวันก่อนหลังจากที่เขาได้รับจดหมายจากสวีหว่านหนิงแล้วสิบวัน
เขาอยากช่วยเหลือน้องสาวแต่ก็ไม่ได้รีบเคลื่อนไหวอย่างวู่วาม เพียงใช้เวลาหลายวันมานี้เดินเยี่ยมชมตามห้างสรรพสินค้ารวมถึงร้านค้ามิตรภาพ เมื่อมั่นใจแล้วว่าในท้องตลาดไม่มีผลไม้กระป๋องที่คุณภาพดีกว่าลูกท้อในโหลแก้วเขาถึงเสนอความคิดนี้กับหัวหน้างานของตน
และโชคดีที่ข้อเสนอของเขาได้รับการอนุมัติ
“เยี่ยมไปเลยยอดเยี่ยมจริงๆ!” หัวหน้าเฉินที่อายุเฉียดเลขห้ากำลังหมุนตัวไปรอบๆอย่างดีใจราวกับเด็กน้อย
เขาเองก็นึกไม่ถึงว่าสวีจือชิงจะบริหารงานโรงงานสาขาได้ดีเช่นนี้ เขายังไม่ต้องทำอะไรใบสั่งซื้อสินค้าก็ถูกส่งมาถึงที่
เปิดตลาดที่กรุงปักกิ่งได้เมื่อไรลูกท้อในโหลแก้วที่เป็นสินค้าตัวแรกของโรงงานอาหารสาขาย่อยจะต้องดังเป็นพลุแตกอย่างแน่นอน
โรงงานอาหารสาขาย่อยตั้งอยู่ที่หมู่บ้านต้าเจียงซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของเทศบาลชุมชนที่เขาเป็นผู้กำกับการ
งานนี้ถือเป็นการช่วยสร้างผลงานให้กับประวัติของเขาได้เป็นอย่างดี
“สวีจือชิงหากพวกคุณต้องการความช่วยเหลืออะไรบอกผมได้ทุกเมื่อโรงงานอาหารชุนหัวกับเทศบาลชุมชนจะให้การสนับสนุนคุณอย่างเต็มที่”
“จะว่าไปตอนนี้ฉันยังมีอีกเรื่องที่อยากปรึกษากับหัวหน้าเฉินค่ะ”
หัวหน้าเฉินลากเก้าอี้มาสองตัวแล้วเชิญสวีหว่านหนิงให้นั่งลง “ว่ามาสิ ผมฟังอยู่”
“ตอนนี้มณฑลเฮยมีแค่โรงงานสาขาของเราที่ผลิตอาหารกระป๋องแต่มันเป็นแค่เรื่องชั่วคราวค่ะ วิธีการทำอาหารกระป๋องกับวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ไม่ใช่ของหายากหรือซับซ้อนอะไรหากพวกเราขนส่งลูกท้อในโหลแก้วไปขายที่ปักกิ่งคงหลีกเลี่ยงสถานการณ์หนึ่งไม่ได้คือการถูกคนอื่นลอกเลียนแบบและเริ่มผลิตสินค้าแบบเดียวกันกับเรา”
“นี่มัน...” คิ้วของหัวหน้าเฉินผูกกันเป็นปมเห็นได้ชัดว่าเขาไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน “สวีจือชิงคุณมีวิธีการจัดการเรื่องนี้หรือไม่”
สวีหว่านหนิงส่ายหน้า“เรื่องแบบนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ค่ะ พวกเราต้องทำใจยอมรับแต่กว่าโรงงานอื่นจะผลิตสินค้าลอกเลียนแบบได้ พวกเรายังพอมีเวลา และใช้ประโยชน์จากเวลาเหล่านี้ทำเรื่องหนึ่งได้”
“เรื่องอะไรหรือ”
“ตั้งชื่อสินค้าของพวกเราและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าค่ะ”
“จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า?”
คำศัพท์ที่แปลกหูคำนี้ไม่เคยอยู่ในพจนานุกรมของหัวหน้าเฉินเขาไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน
สวีหว่านหนิงจำได้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริง วันที่ 23 สิงหาคม 1982 คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาประชาชนแห่งชาติได้ทำการอนุมัติการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านที่ประชุมระดับประเทศครั้งที่5
ตอนนี้เธออยู่ในโลกนิยายประวัติศาสตร์ของโลกนี้แทบจะเหมือนกับโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็มีบางรายละเอียดที่แตกต่างกัน
อย่างเช่นการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผู้เขียนอยากเพิ่มความสะดวกสบายให้กับนางเอก จึงเขียนให้นางเอกจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของบริษัทที่เมืองไห่เมื่อปี1975
มันเป็นแค่กรณีพิเศษไม่ได้ทำกันอย่างแพร่หลาย
แต่ในเมื่อมีกรณีศึกษาแล้วพวกเธอก็น่าจะเลียนแบบได้?
“สินค้าของพวกเราเป็นสินค้าบุกเบิกเพื่อรับมือกับกระแสการผลิตอาหารแปรรูปประเภทบรรจุกระป๋องหรือขวดโหลในอนาคตทางการควรจะอนุญาตให้พวกเราจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตอนที่ผู้บริโภคซื้อสินค้าจะได้เห็นชื่อบนตัวสินค้าแล้วจดจำจนขึ้นใจครั้งหน้าเวลาอยากรับประทานอาหารกระป๋อง ก็จะคิดถึงสินค้าของพวกเราเป็นอย่างแรก”
ยุคสมัยนี้ยังไม่มีธุรกิจโฆษณาไม่อย่างนั้นสวีหว่านหนิงคงทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปแล้ว
แต่ไม่เป็นไรไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป
หัวหน้าเฉินถูกสวีหว่านหนิงเกลี้ยกล่อมสำเร็จเขาถูมือไปมาแล้วถามว่า “การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ายุ่งยากมากหรือเปล่า”
“ยุ่งยากสิคะต้องเดินทางไปที่ปักกิ่งหลายครั้ง แต่เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับสินค้าของพวกเราเรื่องยุ่งยากแค่ไหนคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ค่ะ”
หัวหน้าเฉินรู้ว่าสวีหว่านหนิงมีบ้านเกิดอยู่ที่ปักกิ่งเธอจะรู้รายละเอียดเหล่านี้ก็ไม่แปลก
“สวีจือชิงในเมื่อคุณเป็นคนเสนอเรื่องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผมมอบหมายหน้าที่นี้ให้คุณจัดการได้หรือไม่”
แม้เขาจะเป็นหัวหน้าเทศบาลชุมชนแต่เพิ่งเคยได้ยินเรื่องการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นครั้งแรกทำให้เขาจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไป
สวีหว่านหนิงลูบคางเล็กน้อยคิ้วโก่งได้รูปขมวดมุ่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงลำบากใจ“เรื่องนี้ค่อนข้างยุ่งยากน่ะสิคะ”
“ก็แค่กลับปักกิ่งไม่ใช่หรือผมจะเขียนจดหมายแนะนำตัวให้ บ้านพักรับรองคุณเลือกพักได้ตามใจค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เทศบาลชุมชนจะเป็นคนรับผิดชอบเอง”
“ไม่สิไม่ใช่แค่เบิกค่าใช้จ่ายได้ คุณไปเดินเรื่องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผมจะถือว่าเป็นการทำงานต่างถิ่น และให้เงินพิเศษกับคุณทุกวัน”
“แต่ปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องเงินค่ะ!”