บทที่ 34 คุณเตรียมหม้อมาเป็นักผจญภัยในป่าด้วย?
[เรียนจบแล้ว ฉันเรียนจบแล้ว พี่น้องทั้งหลาย โปรดรอฟังข่าวจากฉันด้วยนะ จากนี้ฉันจะไปหาที่ตั้งแคมป์ในป่า ห่างไกลจากสัตว์ป่า ห่างไกลจากพื้นดิน ห่างไกลจากแหล่งน้ำไหล]
[พี่ซู่เผด็จการสุด ๆ แอดวีแชทไว้คุยกันหลังไมค์ได้ไหม ไอดีฉันคือ 36 ซม.]
[36 ซม.เหรอ? เอาออกมาแล้วใหญ่กว่าของพี่ซู่? เลิกเล่นมุกสักทีได้ไหมเนี่ย!]
[ดูไลฟ์สดของพี่ซู่ก็คือการเรียนรู้เกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดในป่าใช่ไหมล่ะ? ถ้าหากฉันดูไลฟ์สดของพี่ทุกวัน ไม่แน่ว่าในอีกกี่ไม่ปีข้างหน้าฉันก็สามารถกลายเป็ผู้พิทักษ์ทะเลทรายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมได้เหมือนกัน?]
เฉียวซู่มองคอมเมนต์นี้แล้วอธิบายด้วยรอยยิ้ม "การดูการไลฟ์สดเพียงอย่างเดียวมันไม่ช่วยอะไรหรอก มันก็เหมือนกับการเล่นโต่วอินทุกวันนั่นแหละ ความรู้ที่กระจัดกระจายนั้นยากที่จะรวมกันเป็ระบบ การลงมือไปฝึกฝนอย่างจริง ๆ จัง ๆ เท่านั้นที่สามารถสร้างทักษะตามมาตรฐานได้”
“แต่การดูไลฟ์สดของผมบ่อย ๆ ก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์ขนาดนั้น เดี๋ยวรอจนคุณอยากเป็นักผจญภัยในป่าจริง ๆ คุณจะพบว่าสิ่งที่คุณพบเจอนั้นคุ้นหูคุ้นตา สิ่งที่ผมสอนทุกคนจะอยู่ในความทรงจำ และสามารถปรับใช้กับสถานการณ์นั้น ๆ ได้ง่าย”
“หากทุกคนสนใจ จะทิ้งคำถามที่อยากถามไว้ก็ได้นะ ผมจะตอบให้พวกคุณทีละคน แต่ตอนนี้ต้องรีบจุดไฟให้เร็วที่สุดก่อน เพราะยังไงซะ ตอนนี้พระอาทิตย์ก็ตกดินไปแล้ว”
จากการที่เฉียวซู่พูดเตือน ทุกคนจึงได้ค้นพบว่ายามนี้ท้องฟ้าไม่มีแสงอาทิตย์แล้ว มีเพียงแค่แสงจันทร์ที่สงบราวกับน้ำนิ่ง ซึ่งทำให้การมองเห็นที่ต่าง ๆ ไม่ค่อยชัดเจนเสียเท่าไหร่
ทันทีที่พูดจบ โดรนลูกบอลเล็กที่ลอยอยู่เหนือหัวของเขาก็เข้าสู่โหมดกลางคืนทันที ลูกบอลทั้งลูกปล่อยแสงสีอ่อน ๆ ส่องสว่างเป็พื้นที่สามเมตรรอบตัวเฉียวซู่
โลกในชาติก่อนนั้น โดรนทรงกลมขนาดเล็กถือเป็ผลงานทางเทคโนโลยีที่ใคร ๆ ไม่อาจเข้าใจได้ แต่ในโลกคู่ขนานนี้กลับไม่ใช่แบบนั้น
เทคโนโลยีที่นี่พัฒนาเร็วกว่ามาก เขาไลฟ์สดมาตั้งหลายวันแล้ว เหล่าผู้ชมกลับไม่เคยถามถึงโดรนลูกบอลเล็กเลย
“เอาละ อาศัยแสงจากโดรน ผมจะไปเก็บฟืนแห้งและมะกอกรัสเซีย*[1] แล้วจะพยายามเสริมความแข็งแรงให้ที่กำบังให้มากที่สุด”
การจุดไฟและสร้างที่พักให้เรียบร้อยก่อนฟ้ามืดเป็กฎของนักผจญภัยในป่า แต่เพราะเขาพูดคุยกับเหล่าผู้ชมบ่อย ๆ เลยทำให้เฉียวซู่ทำทั้งสอง อย่างได้ช้ามาก ดังนั้นเขาจึงต้องเร่งมือ
ในหุบเขาทะเลทราย ไม้ที่ใช้งานได้นั้นหาได้ยาก แต่พวกต้นไม้ที่แห้งตายกลับมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ไม้ที่แห้งตายเหล่านี้ไม่มีความชื้น นับว่าเป็วัสดุที่ดีที่สุดสำหรับการก่อไฟ เฉียวซู่จึงรวบรวมไม้เหล่านี้มากองไว้อย่างรวดเร็ว
อาหลีน้อยที่อยู่ข้าง ๆ ก็ไม่ได้ว่างงานเช่นกัน มันช่วยคาบแผ่นไม้หนึ่งแผ่นที่ใหญ่กว่าตัวเดินตามหลังเฉียวซู่พลางเดินเซไปเซมา
เ้าตัวเล็กเองก็อยากมีส่วนร่วม ทว่าแรงของมันยังน้อยเกินไป ด้วยความน่ารักและความว้าวุ่นของมัน ทำให้ผู้ชมในไลฟ์สดอดะเิเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้จริง ๆ
เฉียวซู่จุดกองไฟด้วยไฟแช็กไฟฟ้า ไฟที่ลุกโชนส่องสว่างถ้ำและบริเวณโดยรอบ ความรู้สึกปลอดภัยที่ไฟให้นั้นเป็สิ่งที่แสงจากดวงไฟยังไม่อาจเทียบได้
“ไฟสามารถไล่พวกสัตว์ป่า ให้แสงสว่าง และมอบความอบอุ่น ตลอดจนปรุงอาหารและน้ำได้ให้สุก นับว่าเป็ 'แสงสว่าง' ที่ขาดไม่ได้สำหรับการเอาชีวิตรอดในป่าของมนุษย์”
เฉียวซู่ใช้แท่งไม้ในมือเขี่ยกองไฟ เปลวไฟที่ลุกโชติ่สะท้อนไปที่กรอบหน้าของเขา
ควันหนาน้อยนิดที่ลอยขึ้นมาหายไปจนหมด ซึ่งหมายความว่าความชื้นที่มีแค่น้อยนิดในฟืนแห้งได้ระเหยออกไปแล้ว และแทนที่ด้วยเปลวไฟสีแดงส้ม
“เอาละ ต่อไปเป็่อาหารเลิศรสที่ทุกคนต่างรอคอย ผมจะเริ่มใส่เครื่องปรุงไปในวัตถุดิบที่เพิ่งได้มาเมื่อกี้แล้ว”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ คอมเมนต์ในไลฟ์สดต่างก็พากันโอดครวญ
[ทุกคนต่างรอคอยอะไร? เห็นได้ชัดว่าเป็่เวลาที่พี่ซู่กับอาหลีรอคอยมากที่สุด และเป็่เวลาที่พวกเราทุกข์ทรมานมากที่สุด]
[พ่อหนุ่มหน่อไม้ ฉันเพิ่งกินข้าวเสร็จ นายก็จะให้ฉันดูสิ่งนี้เหรอ?]
[แม่เ้า ฉันเพิ่งเข้ามาในไลฟ์ก็ถูกวางยาพิษเลย?]
[เมื่อก่อนวางยาพิษตอนกลางวัน ตอนนี้เปลี่ยนเป็วางยาพิษตอนกลางคืน ยังเป็สุภาพชนอยู่ไหม?]
[ผู้พิทักษ์ทะเลทรายอะไร ฉันเห็นคุณเป็เทพอาหารแห่งทะเลทรายด้วยซ้ำ! นี่คอลัมน์อาหารเลิศรสรึเปล่าเนี่ย?]
โดยไม่สนใจเสียงโอดครวญของเหล่าผู้ชม เฉียวซู่หยิบใบปาล์มขนาดใหญ่สองสามใบจากด้านหลังออกมาแล้ววางลงบนพื้น
ใบต้นปาล์มสามารถนำมาแปรรูปได้ เช่น เชือกปาล์ม เสื้อกันฝน พรม ฯลฯ และยังสามารถทำเป็วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็ถุงบรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติที่ไร้มลพิษ
ผ้าก๊อซและแผ่นพลาสติกที่เฉียวซู่มีอยู่นั้นเหลือไม่มากแล้ว เขาจึงวางแผนที่จะใช้มันใส่อาหารชั่วคราว
“นี่คือใบของต้นปาล์ม ปาล์มเล่หยู ไม่ใช่ต้นปาล์มกังหันลมแบบจีน อย่าได้สับสน” เฉียวซู่กล่าวพร้อมกับถือใบปาล์มในมือ “ต้นปาล์มและต้นปาล์มกังหันลมนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ต้นปาล์มกังหันลมสูงมากสุดประมาณ 15 เมตร แต่พืชอย่างต้นปาล์มสูงได้มากสุดประมาณ 8 เมตร”
วัตถุดิบที่เฉียวซู่มีอยู่ตอนนี้คือ เนื้อละมั่งทรายสามกิโลกรัม แก้วัสตรอว์เบอร์รีห้าสิบหกผล มะกอกรัสเซียกองเล็ก ๆ หนึ่งกอง และน้ำสะอาดในบ่อที่ไม่มีวันหมด
"เนื่องจากเนื้อละมั่งทรายนี้มาจากส่วนของร่างกายที่ต่างกัน จึงต้องใช้วิธีปรุงอาหารที่แตกต่างกัน เนื้อขาละมั่งทรายมีเส้นใยกล้ามเนื้อจำนวนมากและเคี้ยวยาก เหมาะที่จะใช้วิธีปรุงแบบบาร์บีคิวดั้งเดิม"
“แต่สมองส่วนบนนี้แตกต่าง ลักษณะที่พิเศษที่สุดของมันก็คือไขมันสะสมอยู่ในเนื้อ ไขมันสีขาวและเนื้อสีแดงผสมกันจนเกิดเป็ลวดลายคล้ายหินอ่อน ซึ่งมีความงามแห่งความยุ่งเหยิง หนาและบาง เนื้อััสดนุ่ม ละลายในปาก โดยแทบไม่มีกลิ่นสาบเนื้อเลย”
“เวลาปกติที่เราลวกเนื้อละมั่ง ส่วนนี้คือส่วนที่เหมาะที่สุด ดังนั้นจึงควรใช้วิธีผัด ทอดน้ำมันน้อย และลวกในการปรุงอาหาร จึงจะไม่สูญเสียรสชาติเดิม”
มีดทหารในมือขยับขึ้นลงตัดขาละมั่งเป็ชิ้น ๆ อย่างรวดเร็ว อีกทั้งตัดเนื้อสมองส่วนบนเป็แผ่น ๆ
แม้ทักษะการใช้มีดของเฉียวซู่จะไม่สามารถพูดได้ว่าอยู่ในระดับขั้นสุดยอด แต่ก็สูสีกับเชฟในร้านอาหารทั่วไป
ในเมื่อเป็ [ทักษะการทำอาหารเบื้องต้น] ที่ระบบรับรอง แม้จะเหลวเป๋วกับการทำอาหารสุดโอชะอย่างซุปงูที่อยู่ในระดับยาก แต่ในการหั่นเนื้อนั้น เขาสามารถทำได้อย่างชำนาญ
หลังจากตัดเนื้อละมั่งทรายเสร็จ เฉียวซู่ก็หยิบเนื้อสมองส่วนบนที่นุ่มและสดใหม่ที่สุดมาส่งให้ถึงปากของอาหลีน้อย
เดิมทีอาหลีก็คือจิ้งจอกเฟนเนกป่าตัวหนึ่ง จิ้งจอกเฟนเนกมีภาพลักษณ์ที่น่ารัก แต่มันกลับเป็นักชิมตัวยงที่กินได้เกือบจะทุกอย่าง
งูพิษเอย กิ้งก่าเอย แมงป่องเอย ไข่นกเอย เข้ามาได้เลยไม่เกี่ยง
ใน่ที่อยู่กับเฉียวซู่นี้ อาหลีกินแต่เนื้อสัตว์ปรุงสุกมาโดยตลอด ซึ่งนี่ไม่เป็ผลดีต่อการเจริญเติบโตของมัน ทั้งมีแนวโน้มว่าจะกระตุ้นความอยากอาหาร ทำให้สูญเสียลักษณะพิเศษที่เป็ข้อดีอย่างการกินอาหารได้หลากหลายประเภทไป
ดังนั้นการให้กระดูกและเนื้อดิบบ้างเป็ครั้งครา จึงเป็ประโยชน์มากต่ออาหลี
เ้าตัวน้อยน้ำลายไหลเพราะเนื้อละมั่งทรายที่สวยงามราวหิมะเหล่านี้มานานแล้ว ทันทีที่เฉียวซู่ยื่นชิ้นเนื้อมา มันก็งับเข้าปากไปทันที แล้วกลืนลงไปโดยไม่เคี้ยวราวกับตือโป๊ยก่ายกลืนผลโสม
เฉียวซู่มองจิ้งจอกน้อยอย่างตกตะลึง กินแบบนี้จะรับรู้รสชาติได้จริง ๆ หรอ?
อาหลีน้อยสามารถกินเนื้อละมั่งทรายดิบ ๆ ได้ แต่เฉียวซู่นั้นทำไม่ได้และไม่กล้าอย่างแน่นอน
ดังนั้นภายใต้สายตาของเหล่าผู้ชมที่เฝ้ามอง เฉียวซู่จึงหยิบหม้อขนาดเท่าศีรษะออกมาจากกระเป๋าเป้
เหล่าผู้ชมงงเป็ไก่ตาแตก
นี่เอาชีวิตรอดในป่านะพี่ซู่ แล้วคุณเอาหม้อยัดใส่กระเป๋าเป้มาด้วยเนี้ยนะ?!
[1]มะกอกรัสเซีย เป็พืชท้องถิ่นในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่มีสภาพอากาศร้อนและแห้ง ลำต้นออกสีเทาออกขาวนวล ใบสีเขียวเรียวเล็กที่ช่วยลดการคายน้ำ