BROKEN รักนี้ฉันจะไม่ขอเอาคืน 3p (4pมีเฉพาะในEbook)

    ได้แต่บอกตัวเองให้อดทน

    “ผมมีแค่แกงกะหรี่เนื้อที่ทำเมื่อเช้านะ พี่กินได้ไหม”

    ฉันพยักหน้าแล้วเคียวยะก็ลุกไปฉันนั่งดูรุ่นน้องผู้แสนดีกุลีกุจอหาอาหารในตู้เย็นเพื่อมาอุ่นให้ฉันกิน ระหว่างรอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองตาบวมไปหมดจึงเดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าส่องกระจก

    ฉันคงอยู่ในห้องน้ำนานเกินไปจนได้ยินเสียงกุกกักตึงตังดังอยู่ด้านนอกเหมือนคนวิ่งตามหาอะไรสักอย่างจึงเดินออกจากห้องน้ำมาดูฉันยืนนิ่งเมื่อเห็นเคียวยะวิ่งกลับมาหยุดชะงักอยู่หน้าประตูทางเข้าห้องพักหายใจเหนื่อยหอบกับแววตาที่ตื่นตระหนกและแฝงไว้ด้วยความเศร้า

    “ไปไหนมาเหรอ”

    คำถามนั้นมันควรเป็๲เคียวยะคุงที่เป็๲ฝ่ายพูดแต่เขากลับไม่เอ่ยอะไรสักคำเดินตรงดิ่งเข้ามากอดฉันไว้แทน

    “ผมนึกว่าพี่ไปแล้ว”

    “เปล่า..แค่เข้าไปล้างหน้า”

    ขณะที่กำลังยกแขนกอดตอบเขาเคียวยะก็พูดขึ้นเสียก่อน

    “ไปกินข้าวกันเถอะผมเตรียมไว้ให้แล้วท้องพี่ร้องเสียงดังมากด้วย”

    เขาจูงมือฉันไปนั่งลงบนเก้าอี้โต๊ะอาหารในครัวซึ่งด้านหน้าจานข้าวราดแกงกะหรี่เนื้อถูกวางไว้เรียบร้อยแล้ว

    ‘ถ้าฉันหย่าจะขอคบกับเขาได้ไหมนะ เขาจะรังเกียจกันหรือเปล่าที่ฉันเป็๲แม่ม่าย’

    “แล้ว ส่วนของเคียวยะคุงล่ะ”

    “ผมยังไม่หิว”

    “อย่าบอกนะว่ามีแค่นี้”

    “อืม”

    “แล้วทำไมให้ฉันหมดล่ะ”

    “พี่กินเถอะ เอาไว้ผมไปกินก่อนเข้างาน”

    “แต่ว่า”

    “กินเถอะครับไม่ต้องห่วงผมนะ”

    ฉันรู้สึกซาบซึ้งในการเสียสละของเขาแต่มันก็ทำให้ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าเขามีปัญหาการเงินหรือเปล่าทำไมกินอาหารแค่นี้

    “นี่มีไข่ไหม เดี๋ยวฉันทำออมเล็ตเพิ่มจะได้กินพร้อมกัน”

    “ไม่มีครับ ผมลืมดูอาหารในตู้เย็นตอนถามพี่ว่ากินอะไรไหมก็ยังนึกไม่ออกโชคดีมีแกงกะหรี่เลยอุ่นให้นี่แหละ พี่ริกะกินเถอะ”

    “แล้วแฟนนายล่ะ”

    “ผมโสดยังไม่ได้คบใครเลย”

    “อ้าว”

    “จริงครับ”

    “นายมีปัญหาการเงินเหรอ”

    “เปล่าครับ ผมแค่ทำแต่งานจนลืมไปซูเปอร์เฉยๆรีบกินสิเดี๋ยวเย็นหมดนะ”

    เคียวยะคุงยังคงบอกให้ฉันกินอาหารของเขาอย่างมุ่งมั่นฉันพยักหน้าทั้งไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เขาพูดก้มหน้ามองอาหารในจานก่อนหยิบช้อนส้อมที่วางอยู่ด้านข้างแล้วตัดสินใจตักมัน

    “อะไรครับ”

    “กินด้วยกันสิ”

    เคียวยะคุงยิ้มจนตาปิดก่อนอ้าปากรับข้าวแกงกะหรี่ที่ฉันตักป้อนใส่ปากแล้วอาหารจานนั้นเราก็กินด้วยกันแม้ไม่ค่อยอิ่มแต่ก็พออุ่นท้องและอิ่มใจมากกว่า

    “นี่เคียวยะคุงเข้างานกี่โมง”

    “สี่ทุ่มครับ”

    “ตอนนี้เพิ่งห้าโมงเย็นเองเรายังมีเวลานะ”

    “จะทำอะไรเหรอครับ”

    “ไปซูเปอร์มาร์เก็ตไง”

    “จะดีเหรอครับ”

    “ดีสิ”

    “แล้ว...” เขาเหลือบมองนิ้วนางข้างซ้ายของฉันจ้องมันอยู่ชั่วอึดใจจนฉันต้องหันไปมองตาม

    “คุณซากุราอิเขาจะไม่ว่าพี่เหรอครับวันนี้วันอาทิตย์เขาหยุดไม่ใช่เหรอ”

    ฉันส่ายหน้ายิ้มอ่อนให้เคียวยะคุงพยายามสะกดอารมณ์เอาไว้ไม่แสดงออกอะไร

    “เขาไม่อยู่บ้านทั้งวัน และอาจเป็๲ทั้งคืน”

    “อ้าว..”

    “เราไปซูเปอร์กันเถอะ”

    “ตกลงครับ”

    เคียวยะคุงยิ้มลุกเอาจานไปล้างแล้วเราก็ไปซื้อของกันฉันช่วยเลือกของให้เขาหลายอย่างทั้งเนื้อสัตว์ไข่ไก่ผักผลไม้จนเขาห้ามเพราะกลัวไม่มีที่เก็บฉันเลือกของเคียงคู่เขาเหมือนคนรักข้าวใหม่ปลามัน สังเกตว่าเคียวยะคุงมีความสุขและดูดีมีเสน่ห์มากทำให้ได้แต่นึกสงสัยว่าฉันละเลยเขาไปได้ยังไง ผู้ชายที่แสนดีรุ่นน้องที่คอยเทคแคร์กันตอนอยู่มหาลัยจวบจนฉันเรียนจบ

    ฉันขอให้เขาไปส่งที่บ้าน จากนั้นก็เก็บของใส่กระเป๋าเพื่อกลับไปเยี่ยมพ่อแม่สักสองสามวันเพราะรู้สึกกลัวสิ่งที่ได้ยินสามีพูดกับชู้และจะออกเดินทางตอนเช้าเพราะคิดว่าคืนนี้เขาคงไม่กลับมาสองทุ่มตรงฉันหยิบโทรศัพท์ต่อสายหาคนสำคัญ

    “ครับ”

    เราคุยอะไรกันหลายอย่างมันเป็๞การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวแม้หลังจากนั้นจะร้องไห้ฟูมฟายอยู่นานก็ตามฉันมองแหวนแต่งงานที่นิ้วนางอย่างไร้ความหมายและเลื่อนลอยคิดแค่ว่าต้องอดทน

    ‘ฉันจะกลับบ้านสักสองสามวันคุณไม่ต้องห่วงฉันนะที่รัก’

    โน้ตสีเหลืองแผ่นเล็กถูกแปะไว้ที่หน้าประตูตู้เย็นก่อนเดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ เป็๞ไปอย่างที่คาดทั้งสองรบเล้าถามหาสามีว่าทำไมเขาไม่มาด้วย

    “เขาติดงานค่ะ”

    “ลูกแน่ใจเหรอริกะ”

    “แน่ใจสิคะคุณพ่อ หืม..หนูคิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่จังเลยค่ะ”

    ฉันโผเข้ากอดพ่อแม่เฉไฉไปเรื่อยเพื่อให้ท่านทั้งสองไม่ทันสังเกตฉันเห็นคุณพ่อเดินออกไปด้านนอกเพื่อคุยโทรศัพท์ ไม่นานนักข้อความก็ถูกรายงาน

    “คงโทรหาทนายสินะ”

    ดวงตาของฉันเหม่อลอยในบางครั้งพึมพำกับตัวเองลำพังแล้วสายที่ฉันรอก็โทรมา

    “ฮัลโหลที่รัก ค่ะฉันอยู่บ้านพ่อแม่”

    “ทำไมคุณไปไม่บอกผมล่ะ”

    “ฉันก็ทิ้งโน้ตไว้แล้วนี่คะ”

    “ไม่ผมหมายถึงทำไมไม่ชวน คุณไปคนเดียวแบบนี้พวกท่านก็ตำหนิผมสิ”

    ‘กลัวโดนพ่อแม่ฉันตำหนิสินะ’

    “ฉันเห็นคุณงานยุ่งนี่คะ”

    “ยุ่งแค่ไหนก็ต้องชวนผมจะได้ลางานไป”

    “ไม่เป็๞ไรหรอกค่ะไว้โอกาสหน้านะ รักนะคะ”

    ฉันรีบตัดบทแล้วกดวางสายมันได้ผลพ่อแม่ฉันเชื่อสนิทว่าเราสองคนยังรักกันดีและไม่ซักไซ้ฉันอีก คืนที่สองคิมูระซังโทรหาฉันอีกครั้งคราวนี้พ่อแม่ฉันรบเร้าให้วิดีโอคอลเขาอึกอักแต่ฉันไม่ยอมวางสายปล่อยให้พ่อแม่เรียกร้องต่อไปเขาจึงขอเวลาสักครู่และหายไปสามนาทีก่อนโทรกลับมามันเป็๲การคอลแบบกลุ่มคุยกันทั้งสี่คนพ่อแม่กับฉันใช้คนละเครื่องจะได้ไม่ต้องนั่งเบียดกันให้ลำบากและยังคุยกันได้อยู่คนละมุมบ้าน

    ‘ดีเล่นละครได้เก่งมาก ฉันจะได้ไม่ต้องเหนื่อยตอบคำถามคุณพ่อ’

    ขณะที่พวกเขากำลังคุยกันสายตาฉันก็สังเกตเห็นเงาขมุกขมัวของใครบางคนสะท้อนอยู่บานประตูไม้เคลือบอย่างดีของบ้านที่ฉันคุ้นเคยทุกซอกทุกมุมจึงรีบกดแคปหน้าจอเพื่อเก็บไว้ดูให้แน่ใจหลังจากวางสายฉันก็ต้องรีบเข้าห้องนอนฟูมฟายอีกครั้งเพราะเงานั่น

    ‘กล้าดียังไงถึงได้ให้ผู้หญิงคนนั้นเข้าห้องนอนฉัน’

    นั่นเป็๲๰่๥๹เวลาที่เ๽็๤ป๥๪ฉันส่งข้อความแจ้งทนายและเขาก็ตอบรับมาทันที

    ‘อดทนนะริกะ’

    ฉันได้แต่บอกแบบนั้นกับตัวเองจนเผลอหลับไป๻ั้๹แ๻่เมื่อไหร่ไม่รู้เลยตื่นมาอีกทีก็สายมากแล้ว

    “ทนอยู่ที่นี่อีกคืนเดียวริกะอย่างน้อยก็ปลอดภัยแต่หลังจากนี้ฉันจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ ไม่ได้ฉันจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด”