บนกระดานภารกิจมีประกาศแปะอยู่เต็มไปหมด แต่พอสืออวี่ไล่ดูทีละใบ กลับพบว่าแทบไม่มีงานไหนที่เหมาะกับเ้าสิบเอ็ดเลย
ภารกิจส่วนใหญ่ที่เปิดรับ มักเป็งานที่ผู้ว่าจ้าง้าแรงงานราคาถูกจากผู้ฝึกอสูร อารมณ์เหมือนหาจ้างงานชั่วคราวมากกว่าจะเป็ภารกิจวัดฝีมือจริงๆ
ยกตัวอย่างเช่น... ภารกิจจับตั๊กแตนวายุ
นี่เป็งานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งว่าจ้างผ่านสมาคม ให้ช่วยหาคนไปจับพวกมันมาส่ง เ้าตั๊กแตนวายุเป็สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่มีสถานะย้อนแย้งในตัว
คือเป็ทั้งศัตรูพืชตัวฉกาจ และเป็วัตถุดิบชั้นเลิศบนโต๊ะอาหาร
เมื่อเทียบกับการซื้อจากฟาร์มเพาะเลี้ยงโดยตรงแล้ว การจ้างคนไปจับตามธรรมชาตินั้นประหยัดต้นทุนกว่าเห็นๆ ข้อเสียอย่างเดียวคืออาจจะล่าช้าไปบ้าง แต่นี่ก็ไม่ใช่ภารกิจเร่งด่วน ร้านอาหารเน้นรับซื้อเรื่อยๆ
ปัญหาคือ... การไล่จับตั๊กแตนวายุที่บินไปมานั้นไม่ใช่เื่ง่าย
แม้ระดับพลังของพวกมันจะไม่ได้หนีจากหนอนไหมเขียวเท่าไหร่ แต่ความคล่องตัวนั้นกินขาด ด้วยสกิลเผ่าพันธุ์อย่างปีกวายุ ทำให้พวกมันมีความเร็วในการเคลื่อนที่สูงลิบลิ่ว
สืออวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ถ้าเ้าสิบเอ็ดบินได้ เขาคงรับงานนี้ไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่มันบินไม่ได้ ภารกิจนี้เลยกลายเป็ของแสลงไปซะงั้น
...
หลังจบการต่อสู้เมื่อครู่ ถึงจะชนะมาได้แบบขาดลอย แต่สืออวี่ก็ไม่ได้เหลิง เขากลับมานั่งคิดทบทวนข้อผิดพลาดอย่างจริงจัง
เ้าอสูรเกราะน้ำแข็งตัวนั้นโจมตีได้รวดเร็วมาก สิบเอ็ดที่ยังขาดประสบการณ์ จึงเปิดใช้สกิลกายาเหล็กป้องกันทั้งตัวตามสัญชาตญาณ
แต่ความจริงแล้ว... มันมีวิธีที่ฉลาดกว่านั้น นั่นคือการอ่านทิศทางการโจมตี แล้วเลือกแข็งตัวเฉพาะจุดที่จำเป็ หากทำแบบนั้นได้ จะช่วยเซฟพละกำลังไปได้มหาศาล
จริงอยู่ที่ระดับความชำนาญของกายาเหล็กขั้นเชี่ยวชาญ จะมีต้นทุนมากพอจะรับมือด้วยการแข็งตัวทั้งร่างได้สบายๆ แต่การชนะโดยใช้พลังงานน้อยที่สุด ย่อมเป็เครื่องพิสูจน์ถึงชั้นเชิงที่เหนือกว่า
‘ดูท่าต่อไปคงต้องเสริมด้วยสกิลตาเหยี่ยวแล้วสินะ’
แม้ความเร็วพื้นฐานของเผ่าพันธุ์อสูรกินเหล็กจะไม่แย่ แต่เื่สายตาและการตอบสนองเนี่ย... ก็รู้ๆ กันอยู่ สืออวี่รู้สึกว่าต่อให้เขาใส่แว่นกันแดดเดินตอนกลางคืน ยังจะมองเห็นชัดกว่าเ้าสิบเอ็ดซะอีก!
จุดอ่อนด้านการมองเห็น ทำให้เ้าสิบเอ็ดระบุตำแหน่งโจมตีของศัตรูไม่ได้ จึงต้องเลือกเพลย์เซฟด้วยการแข็งตัวทั้งร่าง
แต่ถ้าได้สกิลตาเหยี่ยวมาเสริม ปัญหานี้จะหมดไป
อย่างน้อยก็มองเห็นวิถีการโจมตีของศัตรูได้ชัดเจนขึ้น ภารกิจจับตั๊กแตนวายุที่มีความเร็วสูง จริงๆ แล้วเหมาะกับการฝึกสกิลตาเหยี่ยวและปฏิกิริยาตอบโต้มาก สืออวี่เลยเล็งไว้เป็ตัวเลือกสำรองในอนาคต
‘แต่ตอนนี้... ภารกิจกำจัดหนูดินนี่ก็ดูไม่เลวแฮะ’
ในเมื่อสิบเอ็ดบินไม่ได้ สืออวี่เลยเบนเข็มมามองภารกิจบนพื้นดินแทน
หนูดินเป็สัตว์อสูรระดับล่างที่มีสกิลประจำเผ่าพันธุ์คือ ‘มุดดิน’
เชี่ยวชาญการหลบหนีลงใต้ดินเป็ที่สุด ในแง่พลังต่อสู้ หนูดินระดับตื่นรู้ก็อันตรายพอๆ กับหมาจรจัด ผู้ใหญ่ถือไม้หน้าสามสักอันก็หวดให้ร่วงได้ไม่ยาก
แต่สิ่งที่ทำให้พวกมันน่ารำคาญคืออัตราการขยายพันธุ์ที่รวดเร็ว และความคล่องแคล่วสูงปรี๊ด แถมเวลาเจออันตราย พวกมันมักจะทำงานเป็ทีม ทำให้ประเมินพลังจากแค่ตัวเดียวไม่ได้
ยังดีที่พวกมันขี้ขลาดตาขาว ทางเลือกแรกเมื่อเจอศัตรูคือโกยแน่บ ไม่ใช่สู้ ไม่อย่างนั้นคงรับมือยากกว่านี้เยอะ
ถึงอย่างนั้น หนูดินก็ยังจัดอยู่ในกลุ่มสี่ภัยพิบัติที่เลวร้ายยิ่งกว่าตั๊กแตนวายุ เนื่องจากพวกมันกินไม่เลือกและสร้างความเสียหายเพื่อหาอาหารตลอดเวลา
ไม่ใช่แค่ขโมยเสบียง แต่การมุดดินยังทำลายรากฐานของสิ่งก่อสร้างด้วย ในเมืองอาจไม่ค่อยเจอ แต่ตามชนบทนี่คือฝันร้ายของชาวบ้านชัดๆ ฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่หมดไม่สิ้น
ภารกิจนี้เป็การร่วมมือกันของหลายตำบลในเขตผิงเฉิง เป็เควสต์ระยะยาวที่มีผู้ฝึกอสูรตั้งกลุ่มกันออกไปล่าแทบทุกวัน
การจัดการหนูดินไม่ได้ง่ายไปกว่าการจับตั๊กแตนวายุ และยังดูเหมาะจะใช้ฝึกปฏิกิริยาตอบสนองของสิบเอ็ดได้ดีทีเดียว
พอนึกภาพตาม... สืออวี่ก็นึกถึงเกมหนึ่งขึ้นมา
เกมทุบตัวตุ่น! เห็นหัวโผล่มาเมื่อไหร่ ต้องทุบให้ทันก่อนมันจะมุดหนี...
นี่มันเกมทุบตัวตุ่นเวอร์ชันของจริงชัดๆ!
ค่าตอบแทนจ่ายตามจำนวนซากที่ล่าได้ แต่ราคาไม่ได้สูงเท่าตั๊กแตนวายุ เพราะเนื้อของพวกมันสากเหมือนก้อนดิน ไม่มีใครอยากกิน (รสชาติห่วยแตกกว่าตั๊กแตนเยอะ)
‘เอาเถอะ ถือซะว่าพาเ้าสิบเอ็ดไปเล่นเกมทุบตัวตุ่น ฝึกปฏิกิริยาสักสองสามวันก็น่าจะดี ส่วนการฝึกกายาเหล็กพักไว้ก่อน ค่าความชำนาญตอนนี้ถือว่าพอใช้ได้แล้ว’
จะปั้นสัตว์อสูรเทพทั้งที ต้องพัฒนาให้รอบด้าน!
เมื่อตัดสินใจได้ สืออวี่ก็หยิบบัตรประจำตัวเดินไปต่อแถวลงทะเบียนรับภารกิจ
แต่ระหว่างรอคิว เขารู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าแปลกๆ ฝ่ายนั้นเหมือนจะััได้ถึงสายตาจึงหันกลับมา... จ๊ะเอ๋เข้ากับรอยยิ้มแฉ่งของสืออวี่พอดี
“บังเอิญจัง… อสูรเกราะน้ำแข็งหายดีแล้วเหรอ?”
คนตรงหน้าคือเฉินข่าย เด็กท็อปห้องที่สืออวี่กับสิบเอ็ดเพิ่งบดขยี้มาหมาดๆ ทันทีที่เห็นหน้าโจทก์เก่า เฉินข่ายก็หน้าถอดสี
“...หายแล้ว” เขาตอบเสียงอ่อย
“นายก็มารับภารกิจเหมือนกันเหรอ?” สืออวี่ชวนคุยอย่างเป็กันเอง
เฉินข่ายพยักหน้า หลังจากที่อสูรเกราะน้ำแข็งได้รับการรักษาจนหายดี เขาก็ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจที่แพ้ และความเจ็บใจนั้นก็ผลักดันให้เขาอยากเก่งขึ้น
เขาเลยตัดสินใจใช้วันหยุดสุดสัปดาห์มารับภารกิจฝึกโหด ถึงขั้นลงทุนนั่งแท็กซี่บึ่งมาที่นี่ทันที (ซึ่งเร็วกว่าสืออวี่ที่งกค่ารถ แล้วเดินลากขามาเรื่อยๆ)
“แล้วนายล่ะ จะรับภารกิจอะไร?” เฉินข่ายถามกลับ ลึกๆ เขาอยากรู้ว่ายอดฝีมืออย่างสืออวี่จะเลือกงานแบบไหน เผื่อจะเอาไปเป็แนวทางได้บ้าง
“กำจัดตัวตุ่น... เอ้ย กำจัดหนูดินน่ะ”
“คนเดียว? นายจะไปคนเดียวเนี่ยนะ?” เฉินข่ายตาโต
“มีปัญหาเหรอ?”
“เปล่า... แค่ปกติเขาจะตั้งกลุ่มไปทำกัน เพราะพวกหนูมันเ้าเล่ห์ ถ้าทำงานเป็ทีมจะเก็บกวาดได้เยอะกว่า”
เฉินข่ายชะงักไปแป๊บหนึ่ง ก่อนจะรีบเสนอตัว “เอางี้มั้ย... ฉันขอไปด้วยคนสิ ฉันก็กะจะรับภารกิจนี้พอดี”
สืออวี่: ?
เขาไม่ใช่สาวสวย แถมเพิ่งจะตบนายคว่ำมาแท้ๆ ทำไมถึงดูกระตือรือร้นอยากไปด้วยขนาดนี้?
“คนเดียวหรือสองคนก็คงไม่ต่างกันมั้ง...”
“เดี๋ยวฉันไปเรียกเพื่อนมาเพิ่มอีกสองคน! แบ่งหน้าที่กัน คนนึงคุมโซน คนนึงล่อหลอก อีกคนทำดาเมจ แบบนี้ประสิทธิภาพสูงกว่าเห็นๆ”
สืออวี่: “...”
นี่นายกะจะไปตีบอส หรือไปลงดันเจี้ยนกันแน่ฟะ?
แต่คิดไปคิดมา... หนูตัวเดียวไม่อันตราย แต่ถ้าเจอเป็ฝูงก็ตึงมืออยู่ การมีคนไปช่วยก็น่าสนใจ ดูท่าวิถีหมาป่าเดียวดายคงต้องจบลงแค่นี้
“เอาสิ งั้นรับภารกิจไปด้วยกัน” สืออวี่พยักหน้าตกลง
“เยี่ยม! เดี๋ยวคืนนี้ฉันไปนัดเพื่อน พรุ่งนี้เจอกันครบปาร์ตี้ 4 คนตามสูตร!” เฉินข่ายยิ้มกว้าง
ถ้าเป็คนอื่น เฉินข่ายคงไม่ตื่นเต้นขนาดนี้ แต่ฝีมือของสืออวี่มันคาใจเขาจริงๆ เขาอยากเห็นกับตาว่าหมอนี่ฝึกสัตว์อสูรยังไง
แพนด้าี้เีตัวนึง... จะถูกปั้นให้มีลูกเล่นอะไรได้อีก?
ทั้งสองนัดแนะเวลากันว่าจะเจอกันพรุ่งนี้เช้า ก่อนจะแยกย้ายกันไป
…
ขากลับ สืออวี่แวะร้านขายยาเ้าประจำเพื่อซื้อยาบำรุงมาตุนเพิ่ม
“นายอีกแล้วเหรอ?” เภสัชกรหนุ่มเ้าของร้านมองหน้าเขาด้วยสายตาแปลกๆ
ครึ่งเดือนมานี้... หมอนี่มาซื้อยาบำรุงเป็รอบที่สามแล้ว วัยรุ่นสมัยนี้วันๆ ทำอะไรกันแน่… หรือหมอนี่จะมีพร์สายผสานร่าง (ที่ต้องใช้ร่างกายตัวเองเข้าแลก)?
“อะแฮ่ม...” สืออวี่กระแอมแก้เขิน
“พอดีฝึกหนักไปหน่อยครับ ทั้งคนทั้งสัตว์อสูรเลย... แหะๆ ร่างกายผมไม่ค่อยแข็งแรงมาั้แ่เด็กแล้ว ช่วยไม่ได้จริงๆ”
เภสัชกรหนุ่มพยักหน้า ทำสายตาแบบเข้าใจและเห็นใจ (ในสมรรถภาพ) ก่อนจะจัดยาบำรุงชุดใหญ่ให้ ขณะรับถุงยามาถือ สืออวี่ก็ได้แต่คิดในใจ
‘สงสัยคราวหน้าต้องเปลี่ยนร้านซื้อยาบ้างแล้ว ขืนมาบ่อยกว่านี้ ชื่อเสียงของเขาคงป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแน่ๆ’